preferential-lite
shadow

เดินมายิงดื้อๆ 9 มม.รัวไม่ยั้ง ดับ 2 อส. คาร้านจิ้มจุ่ม ก่อนเผ่นหนีไปลิบ

เดินมายิงดื้อๆ 9 มม.รัวไม่ยั้ง ดับ 2 อส. คาร้านจิ้มจุ่ม ก่อนเผ่นหนีไปลิบ รภป.บาดเจ็บอีก 1 ราย คาดมีเรื่องกับคู่อริ ถูกตามมายิง ตำรวจพอทราบเบาะแสคนร้ายแล้ว

ดับ 2 อส. / เมื่อเวลา 01.30 น. วันที่13 ก.พ. ร.ต.ท.ธนัทสักก์ ชนเกียรตินนท์ รอง สว. สภ.สะเดา จ.สงขลา รับแจ้งเกิดเหตุยิงที่หน้าร้าน กล่องกระดาษ,กล่องกระดาษออนไลน์ ตั้งอยู่ภายในซอยตัณรัตนากร3 ม.7 บ้านด่านนอก ต.สำนักขาม อ.สะเดา หลังรับแจ้งจึงนำกำลังไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบมีผู้ถูกยิงนอนเสียชีวิตอยู่ที่โต๊ะหน้าร้าน 1 คน คือ นายวิวัฒน์ ทองสาย อายุ 30 ปี เป็น อส. อ.สะเดา ถูกยิงด้วยอาวุธปืน 9 มม.เข้าที่ขมับซ้าย1 นัด มีผู้ถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 คนคือ คือ นายสมศักดิ์ พรายเสน อายุ 30 ปี อส.อ.สะเดา และนาย จุติกร หนูทอง อายุ 30 ปี ซึ่งเป็น รภป.ถูกกระสุนยิงเข้าที่ลำตัว แต่นายสมศักดิ์ อส.อำเภอสะเดาทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิต

จากการตรวจสอบบริเวณจุดเกิดเหตุของตำรวจเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน 9 พบปลอกกระสุนปืน 9 มม.ตกอยู่ในบริเวณจุดเกิดเหตุ 6 ปลอก และหัวกระสุน2 หัว

จากการสอบถามผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุกลุ่มผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเดินไปที่ร้านนวดร้าน ซึ่งอยู่ติดกับร้านจิ้มจุ่มสายดึก เพื่อที่จะไปนวดและชวนสาวนวดในร้านมานั่งกินจิ้มจุ่ม แต่พนักงานบอกว่า ร้านปิดแล้ว จึงพากันเดินออกมาจากร้านแล้วมาที่ร้านจิ้มจุ่ม จังหวะนั้นมีคนร้ายซึ่งเป็นชายวัยกลางคนเดินเข้ามาหา และชักอาวุธปืนออกมากระหน่ำยิงถล่มยิงเข้าใส่ทั้ง 3 คน แบบไม่ยั้ง จนกระเด็นจากโต๊ะเสียชีวิตและบาดเจ็บ ส่วนคนร้ายวิ่งหลบหนีไป

จากการสอบสวนพยายานแวดล้อม ตำรวจพอทราบตัวคนร้ายที่ก่อเหตุแล้วว่าเป็นใคร ส่วนสาเหตุยังอยู่ระหว่างการสอบสวนว่า มาจากปัญหาส่วนตัวหรือเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่มีเรื่องกับคนร้ายและถูกตามมายิง





ผัวเคาะโลงบอก กำนันเตี้ย ได้หลักฐานสำคัญ จุดธูปขอวิญญาณช่วยตร.จับคนฆ่า

กำนันเตี้ย / กรณีคนร้ายสวมหมวกกันน็อค ขี่รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ สีแดง ทำทีไปขอซื้อเครื่องดื่มที่บ้านนางกรรณิการ์ วงค์ศิริ อายุ 52 ปี หรือกำนันเตี้ย กำนันต.ผาตั้ง อ.สังคม จ.หนองคาย แล้วใช้ปืน 11 มม. ยิงขมับกำนันเตี้ยเสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย และตำรวจภูธรภาค 4 ติดตามตัวคนร้าย ล่าสุดพบรถจักรยานยนต์ถูกถอดล้อทั้ง 2 ล้อและหมวกกันน็อค ถูกทิ้งในอ่างเก็บน้ำห้วยสระคลองใหญ่หน้าโรงงานผลิต ถุงซิปล็อค,ซองซิปล็อค ต.คำด้วง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 4 ก.พ. ที่บ้านของนางกรรณิการ์ วงค์ศิริ หรือกำนันเตี้ย มีการจัดงานศพ โดยโลงศพของกำนันตั้งบำเพ็ญกุศลอยู่กลางบ้าน เมื่อมีข่าวพบหลักฐานสำคัญของคดีอย่างรถจักรยานยนต์และหมวกกันน็อค ชาวบ้านต่างพากันตื่นเต้นยินดี โดยนายพิเดช วงค์ศิริ สามีของกำนันเตี้ย จุดธูปและเคาะโลงศพกำนันเตี้ยบอกกล่าวข่าวดีนี้ให้กำนันเตี้ยรับรู้ พร้อมขอให้กำนันเตี้ยช่วยตำรวจจับผู้ร้ายที่ก่อเหตุได้เร็วๆ นี้ด้วย

นายพิเดช กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้ทราบข่าว โดยตัวรถจักรยานยนต์ยังข้องใจอยู่ว่าจะเป็นคันเดียวกันหรือไม่ แต่ส่วนหมวกกันน็อคค่อนข้างมั่นใจว่าใช่ของคนร้าย อยากให้ตำรวจจับคนร้ายให้ได้โดยเร็ว เพราะขณะนี้ตนยังไม่สบายใจ มีความกระวนกระวายและไม่มั่นใจในความปลอดภัยของตัวเอง กลัวว่าคนร้ายเมื่อฆ่าภรรยาแล้วจะมาฆ่าตัวเองด้วย

ตอนนี้ขอกำลังชรบ.6 นาย มาช่วยดูแลความปลอดภัย มากินนอนอยู่ที่บ้านด้วย หากเจ้าหน้าที่จับคนร้ายได้ ตนอยากขอให้มาขอขมาภรรยาตนก่อน และขอให้ได้รับโทษประหารชีวิต การทำรุนแรงกับผู้หญิงแบบนี้ถือว่าโหดร้ายมาก หากไม่พอใจอะไรอยากตบตีสั่งสอนตนก็ไม่ว่าอะไร แต่ทำไมต้องทำทารุณถึงขั้นฆ่ากันตายด้วย

ด้าน น.ส.ศศิภา วงค์ศิริ ลูกสาวกำนันเตี้ย กล่าวว่า ได้ยินชาวบ้านพูดกันว่า ก่อนเกิดเหตุมีชายคนหนึ่งสวมหมวกไอ้โม่งแล้วทับด้วยหมวกกันน็อคขี่รถจักรยานยนต์ มาสอบถามเส้นทางว่าถนนเส้นนี้ไปไหนได้บ้าง สอบถามว่าในละแวกนี้มีบ่อน้ำที่ตกปลาที่เจ้าของที่ไม่หวงหรือไม่ ซึ่งชาวบ้านบอกว่ามีลักษณะตรงกันหรือใกล้เคียงกับคนร้ายที่อยู่ในกล้องวงจรปิด แต่ไม่เห็นหน้า พูดภาษากลาง พูดไทยชัด

ส่วนรถจักรยานยนต์ก็คุ้นตาเหมือนเคยเห็นคนแถวบ้านขับ และเคยเห็นคนในหมู่บ้านใกล้เคียงเคยขี่มาซื้อของที่บ้าน อาจจะใช่หรือไม่ใช่ก็ได้ ขณะนี้รู้สึกดีใจที่เรื่องราวเริ่มใกล้เข้ามาแล้ว อยากเจอคนร้ายอยากถามถึงสาเหตุที่ทำกับแม่ของตนเช่นนี้ และจะยังไม่เผาศพแม่จนกว่าจะจับคนร้ายได้

ส่วนในทางคดี หลังจากพบหลักฐานทั้งรถและหมวกกันน็อคแล้วนั้น ในวันนี้จะมีการระดมเจ้าหน้าที่ชุดประดาน้ำและหน่วยกู้ภัย งมหาหลักฐานเพิ่มเติมในอ่างเก็บน้ำห้วยสระคลองใหญ่ เพราะคนร้ายอาจจะทิ้งหลักฐานอย่างอื่นไปด้วย โดยตำรวจนำเลขตัวรถไปตรวจสอบจนทราบว่าซื้อรถมาจากร้านใด เจ้าของรถที่ซื้อคนแรกอาจไม่ใช่คนร้ายหรือมีการซื้อขายรถต่อมือกันไปแล้ว อยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ ส่วนการสอบปากคำนั้นตำรวจสอบปากคำไปแล้ว 7 ปาก มีทั้งญาติ ผู้เห็นเหตุการณ์ สำหรับผู้ที่มีข้อพิพาทกันนั้น ตำรวจยังไม่ได้เชิญตัวมาสอบปากคำ เนื่องจากยังไม่มีความเชื่อมโยงไปถึง



รวบหนุ่มใหญ่หัวขโมย ฉกเบียร์เซเว่น เติมน้ำมันไม่จ่าย 2 ครั้ง อ้างทะเลาะเมีย ไม่มีเงิน

เมื่อวันที่ 28 ม.ค. ที่บริเวณด้านหน้า สภ.เมืองศรีสะเกษ พล.ต.ต.สันติ เหล่าประทาย ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ พร้อมด้วย พ.ต.อ.อัทธชนม์ ช่วงงาม รอง ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ พ.ต.อ.มาโนช รัตนโชติ รอง ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ และ พ.ต.อ.เทพพิทักษ์ แสงกล้า ผกก.สภ.เมืองศรีสะเกษ ร่วมกันแถลงจับกุมนายรณรงค์ สุนทรียาภรณ์ อายุ 41 ปี ชาว จ.เชียงราย ตามหมายจับศาลจังหวัดศรีสะเกษที่ 26/2563 ลว. 28 ม.ค. 63 ข้อหาวิ่งราวทรัพย์ โดยจับกุมได้ที่บ้านหลังหนึ่งหลังโรงงานผลิต ที่ตัดเทป,ตัวตัดเทป ในเขต อ.วังหิน จ.ศรีสะเกษ

พล.ต.ต.สันติ เหล่าประทาย ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 27 ม.ค. เวลาประมาณ 01.20 น. ผู้ต้องหาเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น สาขาหน้าห้างบิ้กซีศรีสะเกษ ต.หญ้าปล้อง อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ ได้หยิบเอาสินค้าที่อยู่ภายในร้านไป จากนั้นขึ้นรถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว หมายเลขทะเบียน ผต 6182 อุบลราชธานี ที่จอดติดเครื่อง อยู่ริมถนนหน้าร้านขับหลบหนีไป โดยไม่จ่ายเงิน ต่อมาวันเดียวกัน เวลาประมาณ 06.00 น.เศษ ผู้ต้องหาขับรถกระบะคันเดิม เข้าไปเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมัน ปตท.บ้านเพียนาม ต.หนองไผ่ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ เป็นเงินจำนวน 1,900 บาท แล้วขับหลบหนีไปโดยไม่จ่ายเงิน

พล.ต.ต.สันติ กล่าวต่อว่า จากนั้นวันที่ 28 ม.ค. เวลาประมาณ 08.30 น.เศษ ผู้ต้องหาขับรถกระบะคันเดิม เข้าไปเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมัน ปตท.สฤษดิ์ชัย เป็นเงินจำนวน 500 บาท ก่อนขับหลบหนีไปโดยไม่จ่ายเงิน ซึ่งศาลจังหวัดศรีสะเกษได้อนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาไว้แล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองศรีสะเกษ ได้ทำการสืบสวน จนทราบตัวผู้ต้องหา และข้อมูลรถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ

กระทั่งติดตามจับกุมตัวได้พร้อมของกลาง ประกอบด้วย รถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ สีขาว หมายเลขทะเบียน ผต 6182 อุบลราธานี ที่ใช้ก่อเหตุ ขวดเบียร์ยี่ห้อไฮเนเก้น, บุหรี่, ครีมทาผิว ที่ขโมยเอาไปจากร้านเซเว่นอีเลฟเว่น กางเกงและเสื้อยืดตัวที่ผู้ต้องหาสวมใส่ขณะเกิดเหตุ ซึ่งพฤติการณ์การกระทำของผู้ต้องหามีลักษณะท้าทายไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายที่ก่อเหตุถึง 3 ครั้ง

จากการสอบสวนนายรณรงค์ ให้การรับสารภาพว่า ตนมีอาชีพรับจ้างทั่วไป ได้ลงมือก่อเหตุดังกล่าวจริง โดยอ้างว่าทะเลาะกับภรรยา และไม่มีเงินติดกระเป๋า จึงตัดสินใจกระทำการดังกล่าว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหาวิ่งราวทรัพย์ และยังไม่อนุญาตให้ญาติประกันตัว เนื่องจากพบว่าผู้ต้องหามีพฤติการณ์มีลักษณะท้าทาย ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย เจตนากระทำความผิดซ้ำและต่อเนื่อง จึงเกรงว่าจะออกไปทำผิดซ้ำอีก จากนั้นได้รวบรวมพยานหลักฐานและนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองศรีสะเกษ ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

หนุ่มพิการ แขน-ขา เดินกะเผลกเกือบ 50 กม. ไปเยี่ยมญาติ พ่อเผยสาเหตุที่ออกไป

หนุ่มพิการ วันที่ 26 ม.ค. ผู้สื่อข่าวได้พบกับหนุ่มพิการแขน-ขาคนหนึ่ง กำลังเดินอยู่กลางถนนสายบ้านเข้าไม้แก้ว-วังท่าช้าง อ.กบิทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เดินลักษณะกะเผลกไปตามถนน ระหว่างนั้นได้มีหญิง 2 คนขี่รถจยย.ผ่านมา จึงได้จอดสอบถาม ทราบว่า ชายคนดังกล่าวกำลังเดินกลับบ้านที่บ้านคลองตามั่น ซึ่งลักษณะการพูดไม่ค่อยชัด และยังระบุว่าตนเดินมาจากกบินทร์บุรี เป็นระยะทางกว่า 20 กิโลเมตร และต้องเดินต่อไปอีก 10 กิโลเมตรจึงจะถึงบ้าน เมื่อสอบถามว่าไปทำอะไรที่กบินทร์บุรี ก็ได้รับคำตอบว่า เพิ่งกลับจากเยี่ยมญาติ จากนั้นหญิง 2 คนก็ควักเงินให้ 20 บาท เพื่อไว้ซื้อน้ำกินระหว่างท่าง

จากนั้นผู้สื่อข่าวจึงได้สอบถามพลเมืองดีคนดังกล่าว ทราบชื่อคือ นางหอมหวาน เสนดำ ชาวบ้านสันดันอาชีพพนักงานร้านจำหน่าย กระดาษลูกฟูก,กระดาษลูกฟูกม้วน แห่งหนึ่ง หมู่ 5 ต.เขาไม้แก้ว อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ซึ่ง นางหอมหวาน กล่าวว่า ตนให้ลูกสะใภ้พาไปล้างแผลที่รงพยาบาล เนื่องจากถูกหมากัดที่ขาขวา ขณะนั่งรถจยย.ผ่านมา ก็มองเห็นชายหนุ่มเดินขากะเผลกๆ มา ด้วยความสงสารและเห็นว่าไม่ใช่คนละแวกนี้จึงจอดรถถาม

และจากการสอบถามชายหนุ่มคนนี้ทราบว่าชื่อ นายวิชัย หงษ์มัง อายุ 39 ปี ชาวบ้านหมู่ 8 ต.เขาไม้แก้ว อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี นายวิชัย กล่าวว่า เมื่อวานนี้เดินจากบ้านไปหาญาติที่เทศบาลตำบลกบินทร์ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ตั้งแต่วานนี้ระยะทางจากบ้าน 46 กม. ไปเยี่ยมญาติด้วยตัวเอง และขากลับบอกญาติไม่ต้องมาส่งจะเดินเองเกรงใจญาติที่ต้องไปทำงาน

หลังจากนั้นผู้สื่อข่าวจึงได้พา นายวิชัย ไปส่งที่บ้าน พบว่าเป็นบ้านชั้นเดียวปลูกติดพื้น และได้สอบถามพูดคุยกับ นายวิชัย ถึงเรื่องที่ออกจากบ้านมาว่าได้ทะเลาะกับพ่อแม่หรือไม่ นายวิชัย ก็บอกว่า ไม่ได้ทะเลาะกับพ่อหรือคนในบ้าน ตนออกจากบ้านมาเอง ไม่มีใครบังคับหรือขับไล่

ขณะที่ นายบรรจง หงษ์มัง อายุ 59 ปี พ่อของ นายวิชัย ซึ่งก็พิการไม่มีแขนขาว กล่าวว่า ที่ตนแขนขาดนั้นเนื่องจากเมื่อหลายปีก่อน ถูกงูกัดแขนจึงต้องตัดแขนขวาทิ้งเพื่อรักษาชีวิต โดยตนมีลูก 4 คน นายวิชัย เป็นลูกคนรอง ลูกคนโตทำงานหาเลี้ยงครอบครัวกับน้องคนที่ 3 ตนอยู่บ้านก็มีออกไปรับจ้างเพื่อนบ้านเพื่อหาเงินบ้าง ส่วน นายวิชัย มักจะแอบหนีไปหาญาติแบบนี้นานๆ ครั้ง โดยไม่บอกใครให้รู้ และก็จะกลับมาเอง ตนไม่ว่าอะไรไม่เคยว่าและรักลูกทุกคน

โหดกว่าโชว์รูม! เมียทหารช็อก ประมูลรถของกลาง แถมยาบ้าเกือบแสนเม็ด

ประมูลรถของกลาง – วันที่ 23 ม.ค. 63 พ.ต.อ.สุรพงษ์ บุญยืน ผกก.สภ.สันทราย จ.เชียงใหม่ พ.ต.ท.พูนทรัพย์ รวมสุข รอง ผกก.สส. พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดปราบปรามยาเสพติด สภ.สันทรายและเจ้าหน้าที่ ปปส. ไปตรวจสอบอู่ซ่อมรถ ใน ต.สันทรายน้อย อ.สันทราย จ.เชียงใหม่

หลังรับแจ้งว่า พบเจอยาบ้าซุกซ่อนอยู่ภายในรถจำนวนมาก เมื่อไปถึงพบรถยนต์ฮอนด้า ซีอาร์วี สีขาว บริเวณกันชนด้านหลัง ถอดออกดูปรากฏว่ามีช่องลับ ซึ่งมียาบ้าซุกซ่อนอยู่ในที่ตัดเทป,ตัวตัดเทป อยู่ภายในห้องโดยสารด้านหลังของรถยนต์ 94,000 เม็ด

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่าเมื่อวันที่ 10 เม.ย.62 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่จัน จ.เชียงราย ได้ร่วมกันจับกุมนายวรกันต์ วังคีรี และนายศรัณย์ภัทร เยอเบาะ ผู้ต้องหา พร้อมของกลางยาบ้า 100,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ภายในห้องโดยสารด้านหลังของรถยนต์คันดังกล่าว

จากนั้นได้มีการดำเนินดคีกับผู้ต้องหาทั้งสองคน และทางเจ้าหน้าที่ ปปส.ภาค 5 ก็ได้ดำเนินการตาม พ.ร.บ.มาตรการยึดทรัพย์ โดยยึดรถดังกล่าวเป็นของกลาง ต่อมาเมื่อวันที่ 22 ม.ค.63 ได้มีการประมูลขายทอดตลาดรถคันดังกล่าว

โดยมีหญิงสาว ซึ่งเป็นภรรยาทหารยศพันเอก ประมูลได้ไปในราคา 586,000 บาท หลังเสร็จสิ้นการประมูล หญิงดังกล่าวได้นำรถมาที่อู่ เพื่อซ่อมแซมบริเวณท้ายรถที่มีรอยเฉี่ยวชนเล็กน้อย กระทั่งเจ้าของอู่ ได้มาถอดชิ้นส่วนรถเพื่อจะซ่อมก็ตกใจเจอยาบ้าซุกซ่อนอยู่ จึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ได้นำรถไปตรวจสอบที่ซุกซ่อนอื่นๆ แต่ก็ไม่พบยาเพิ่มเติม และได้ส่งมอบรถคืนให้แก่ผู้ชนะประมูล ส่วนยาเสพติดได้ยึดไว้เป็นของกลางและจะได้ไปร้องทุกข์กล่าวโทษกับทางกลุ่มผู้ต้องหาเพิ่มเติมที่ถูกจับไปก่อนหน้านี้ต่อไป

สุดทรมานมานาน13ปี! สาวป่วยลำไส้อยู่หน้าท้อง วอนหมอช่วย รายได้ไม่พอรักษา

วันที่ 22 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสุภารัตน์ ทิมมา อายุ 48 ปี ชาวบ้านหมู่บ้านหนองสังข์ ม.3 ต.บ้านนา อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ป่วยมีลำไส้ใหญ่ออกมาอยู่หน้าท้องยาวประมาณ 20 ซม. ใช้ชีวิตอยู่อย่างทรมานมากว่า 13 ปี โดยใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วห่อหุ้มไว้ เพื่อป้องกันมดกับแมลงมากัด

นางสุภารัตน์ กล่าวว่า เมื่อ 10 ปี ที่ผ่านมา หลังจากที่สามีเสียชีวิต ก็รับภาระเลี้ยงดูลูก 2 คน และต้องไปทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวที่ รพ.แห่งหนึ่ง จ.ชลบุรี ต่อมาได้ผ่าตัดลำไส้ด้านซ้ายทิ้ง หมอบอกว่าต้องเอาลำไส้ที่เหลือไว้ด้านนอกหากเอาไว้ข้างในจะเกิดอันตรายถึงชีวิต

นางสุภารัตน์ กล่าวต่อว่า หลังจากผ่าตัดก็ยังคงออกรับจ้างทำงานต่อไป ลูก ๆ ก็ไปมีครอบครัวหมด ตนอยู่กับน้องชายที่พิการตั้งแต่เล็ก ออกไปรับจ้างตามห้างต่าง ๆ ในพื้นที่ โดยไม่มีใครรู้ว่าตัวเธอไม่เหมือนคนปกติทั่วไปเมื่องานหนักร่างกายรับไม่ไหวก็เปลี่ยนงานอีก 1-3 แห่ง แต่ละแห่งจะทำได้แค่ 4-6 เดือนเท่านั้น กระทั่งทางโรงงานผลิต กระดาษลูกฟูก,กระดาษลูกฟูกม้วน เปิดโอกาสให้คนพิการเข้าทำงาน น้องชายจึงเข้าทำงานมีรายได้ 8,000 กว่าบาท เป็นค่าใช่จ่ายประจำบ้าน และได้ทำบ้านอยู่ใหม่เมื่อปีที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้บ้านที่อยู่ผุพังไปตามกาลเวลา

นางสุภารัตน์ กล่าวต่อว่า การใช้ชีวิตแบบนี้ยอมรับว่าทรมานมาก กลัวคนรู้จะรังเกียจ นอนได้ท่าเดียวต้องคอยระวังแมลงสัตว์ต่าง ๆ มากัดหรือต่อยไส้ ตอนนั้นนอนเตียงไม้เคยถูกแมงป่องต่อยยังดีที่ไม่ต่อยถูกไส้ การใช้ชีวิตในแต่ละวันก็จะเปลี่ยนถุงพลาสติกใหม่หลังใช้แอลกอฮอล์กับน้ำเกลือทำความสะอาดบริเวณรอบขอบแผล

“ตอนนี้ออกไปรับจ้างทำงานไม่ไหวแล้วต้องอยู่บ้านเฉย ๆ ได้ 2 เดือนแล้ว ถ้าเป็นไปได้ อยากให้หมอเอาลำไส้เข้าไปไว้ข้างในเหมือนเดิม แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ที่ผ่านมา 13 ปีกว่า ยอมรับว่าทรมานมากร้องไห้คนเดียวทุกวัน ลูกนาน ๆ จะมาดู และให้เงินใช้บาง ครั้งละ 500-1,000 บาท” นางสุภารัตน์ กล่าว

ด้าน นายจำเนียร ผาวันดี น้องชายนางสุภารัตน์ กล่าวว่า ตนพิการตั้งแต่เกิดพอมีความรู้บ้างได้เข้าทำงานบริษัทแห่งหนึ่งมีรถรับส่ง ที่ผ่านมาตนกับพี่สาวลำบากมากบ้านแทบไม่มีอยู่ แต่พอได้ทำงานพอมีเงินมาทำบ้านใหม่ ได้อยู่กับพี่สาว จะดูแลพี่สาวตลอดไป เพราะมีกันแค่สองพี่น้องพ่อแม่เสียชีวิตหมดแล้ว อยากเห็นพี่สาวใช้ชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไป แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ เคยคุยกันอยู่ถ้าไปหาหมอจะมีค่าใช้จ่ายมากน้อยแค่ไหนหมอจะผ่าตัดให้ได้หรือไม่ พี่สาวบอกว่าเป็นไปได้ขอแค่เอาไส้กลับเข้าไปไว้ข้างในเหมือนเดิม

ต่อมา ทางพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ศูนย์คนไร้ที่พึ่ง (พมจ.) ,องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ,โรงพยาบาลประจำตำบล (รพสต.) ลงพื้นที่ เพื่อหาทางช่วยเหลือในเบื้องต้นแล้ว

สำหรับผู้ใดอยากจะช่วยเหลือด้านเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดรักษา สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ นางสุภารัตน์ ทิมมา โทรศัพท์ 065-615-4794 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) สาขากบินทร์บุรีหมายเลขบัญชี 020045082300







สินค้าของเราไม่มีขั้นต่ำในการสั่ง แจ้งจำนวน และปลายทางในการจัดส่งสินค้าได้เลยครับ ทางเราจะคิดคำนวณรายการสินค้า+ค่าส่งให้นะครับ

เมื่อวันที่ 17 ม.ค. พ.ต.ท.วินัย ตระกูลไทย สารวัตร(สอบสวน) สภ.บ้านบึง พร้อมอาสาสมัครกู้ภัยศีลธรรมสมาคมบ้านบึง รับแจ้งมีรถชนกันบนถนนสายบ้านบึง-หนองบอนแดง บริเวณหน้าร้านจำหน่าย กระดาษลูกฟูก,กระดาษลูกฟูกม้วน ต.บ้านบึง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี

ที่เกิดเหตุพบผู้บาดเจ็บสาหัสเป็นหญิง 1 ราย ทราบชื่อ น.ส.วราภรณ์ ดวงแก้ว อายุ 31 ปี จึงปฐมพยาบาล ก่อนรีบนำส่ง รพ.บ้านบึงทาง เจ้าหน้าที่ได้ขอตรวจสอบภาพกล้องหน้ารถยนต์เก๋งฮอนด้า ซีวิค สีเหลือง หมายเลขทะเบียน งต 1700 ชลบุรี ที่ขับตามหลังรถจักรยานยนต์ฮอนด้า เวฟ สีขาว-ดำ หมายเลขทะเบียน 1 กฐ 3117 ชลบุรี ของ น.ส.วราภรณ์

พบว่า ขณะ น.ส.วราภรณ์ ขี่รถจักรยานยนต์มาในเลนซ้าย รถกระบะเชฟโรเลต สีขาว หมายเลขทะเบียน ยก 3056 นครราชสีมา ที่จอดอยู่ริมถนน ได้เปิดประตูรถออกมา ทำให้ น.ส.วราภรณ์ พุ่งชนอย่างจัง และถูกรถเก๋งฮอนด้าที่ตามหลังมาชนซ้ำ จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ศีรษะแตก มีเลือดออกในช่องท้อง บาดเจ็บสาหัส

นายสมพงษ์ รานอก อายุ 32 ปี เป็นคนขับรถยนต์กระบะ ยืนรอให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กล่าวว่า ตนกำลังเอาผ้ามาซักที่ตู้หยอดเหรียญตรงจุดเกิดเหตุ ขณะกำลังเปิดประตูก็มีรถจักรยานยนต์ ขับมาชนพอดี ทำให้รถจักรยานยนต์ล้มกระเด็นไปกลางถนน จังหวะนั้นก็มีรถเก๋งฮอนด้าขับตามหลังมาชนซ้ำ

ด้านนายนนทชัย ว่องไว อายุ 41 ปี คนขับรถเก๋ง ยืนรอให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมนำคลิปกล้องหน้ารถส่งมอบให้เจ้าที่ตำรวจตรวจสอบอีกครั้งด้วย

ทางด้าน พ.ต.ท.วินัย ตระกูลไทย รองสารวัตรเวรสอบสวน ได้เชิญผู้ขับขี่รถยนต์ทั้ง 2 คันไปให้ปากคำที่โรงพักเบื้องต้น โดยจะรอให้ผู้ได้รับบาดเจ็บรักษาตัวให้หายดีก่อน เพื่อจะเชิญมาสอบปากคำอีกครั้ง จึงจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ฉุนไม่ได้ทรัพย์สินหลังแม่ตาย หนุ่มไล่ฟันพ่อเลี้ยงพิการ เจ็บสาหัส ชาวบ้านผวาวอนจับตัว

วันที่ 13 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ชุมชนศาลเจ้า ภายในซอยศาลเจ้า 6 ต.ในเมือง อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ชาวบ้านในชุมชนร้องขอเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เร่งจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุปาระเบิดขวดใส่คนพิการ พร้อมทั้งใช้อาวุธมีดทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บสาหัส แล้วหลบหนีไป ซึ่งชาวบ้านในชุมชนเกรงว่า คนร้ายจะย้อนกลับมาทำลายทรัพย์สิน ในบ้านเช่าที่อยู่ติดกับร้านจำหน่าย กระดาษลูกฟูก,กระดาษลูกฟูกม้วน ในชุมชนดังกล่าว

ที่เกิดเหตุพบคนในครอบครัวของผู้ได้รับบาดเจ็บ นำอาวุธมีดที่เก็บได้ โดยเป็นมีดขอและเคียวเกี่ยวข้าวที่มัดติดกัน รวมถึงระเบิดขวดที่ผู้ก่อเหตุทำขึ้นเอง โดยใช้ขวดเครื่องดื่มบรรจุน้ำมัน เจาะฝาขวดใส่ชนวนอีก 2 ขวด ซึ่งชาวบ้านในชุมชนยืนยันว่า เป็นของนายเบียร์ ที่ดูดเอาน้ำมันในรถจักรยานยนต์ใส่ในขวด ทำเป็นระเบิดขวดที่โยนใส่พ่อเลี้ยง จนไฟลุกท่วม และชาวบ้านก็เกรงว่า นายบียร์จะนำมาปาใส่บ้านเช่าพ่อเลี้ยง ทำให้ชาวชุมชนเดือดร้อน

นางคำนาง จุลศรี อายุ 69 ปี กล่าวว่า เมื่อช่วงเย็นวันที่ 12 ม.ค. ที่ผ่านมา นายอนุศักดิ์ ปะกะตัง หรือเบียร์ อายุ 35 ปี ได้ปาระเบิดขวดใส่ นายสุรศักดิ์ สนองเดช อายุ 50 ปี เป็นพ่อเลี้ยงนายเบียร์ และเป็นลูกชายของตนเอง จนไฟลุกท่วม แล้วใช้อาวุธมีดที่มัดรวมกันหลายเล่มฟันที่ศีรษะและตามร่างกายจนบาดเจ็บสาหัส จากนั้นก็หลบหนีไป

นางคำนาง กล่าวต่อว่า จากนั้นช่วงกลางดึกนายเบียร์ย้อนกลับมาในชุมชนอีกครั้ง มางัดเอากุญแจรถยนต์ของพ่อเลี้ยงที่จอดอยู่ในบ้านแล้วก็หนีไป ซึ่งนายเบียร์เป็นลูกติดของ นางอัมพร และเป็นลูกเลี้ยงของ นายสุรศักดิ์ ซึ่งนางอัมพรกับนายสุรศักดิ์อยู่กินแบบสามีภรรยากันตั้งแต่ นายเบียร์และน้องสาวอายุได้ประมาณ 8-9 ขวบ แต่เมื่อประมาณ 4 เดือน ที่ผ่านมา นางอัมพร ได้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปากมดลูก

นางคำนาง กล่าวต่อว่า หลังจากมารดาตาย นายเบียร์ ก็มาทวงเอาทรัพย์สินต่าง ๆ จากพ่อเลี้ยงทั้งเงินและรถยนต์ ซึ่งพ่อเลี้ยงก็บอกมาตลอดว่า เงินไม่มีเหลือแล้ว อยากมีเงินก็ต้องหาทำงาน ส่วนรถยนต์นั้น อยู่ระหว่างที่บริษัทรถดำเนินการให้ เพราะรถเป็นชื่อของผู้เสียชีวิต และยังผ่อนอยู่ ไฟแนนซ์กำลังดำเนินการให้แต่ยังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากมี รถยนต์ 3 คัน เป็นรถกระบะ 2 คัน และรถเก๋ง 1 คัน โดยรถเก๋งนั้นพ่อเลี้ยงจะให้ลูกสาว ส่วนรถกระบะจะให้ลูกชาย 1 คัน แต่ลูกชายไม่พอใจ คอยตามทวงอยู่ทุกวันกระทั่งเกิดเหตุขึ้น

นางคำนาง กล่าวต่อว่า ก่อนเกิดเหตุ เห็นนายเบียร์ถือมีดหลายชนิด มัดรวมกันนั่งอยู่ที่หน้าบ้านเช่าของพ่อเลี้ยง ตั้งแต่ช่วงบ่ายวานนี้พร้อมทั้งบ่นออกมาว่า วันนี้มึงไม่ตายก็กูตาย แต่ตนไม่ได้สนใจ เพราะคิดว่าคงหงุดหงิด จึงบ่นไปตามประสา แต่ช่วงที่พ่อเลี้ยงกำลังขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาในซอยใกล้ถึงบ้าน นายเบียร์ ได้โยนระเบิดขวดใส่ จนไฟลุก จากนั้นก็วิ่งเข้าไปใช้มีดที่มัดรวมกันฟันตามร่างกาย 3 ครั้ง จนพ่อเลี้ยงเลือดท่วมตัว แต่ยังมีสติวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน

“ซึ่งเพื่อนบ้านต่างช่วยกันขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่กู้ชีพ รพ.บ้านไผ่มารับตัวส่งที่รพ. ขณะนี้ยังรักษาตัวในรพ. จึง อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตามจับกุม นายเบียร์ โดยเร็ว เพราะตอนนี้ไม่กล้านอนในบ้านและชาวบ้านในชุมชนก็หวาดผวา กลัวว่า นายเบียร์ จะอาละวาดปาระเบิดขวดใส่บ้านเช่าของพ่อเลี้ยง เพื่อเผาทำลายข้าวของในบ้านและรถยนต์ที่จอดอยู่ กลายเป็นเรื่องที่จะมาสร้างความเดือดร้อนให้ชาวชุมชน” นางคำนาง กล่าว

ด้าน ด.ช.เอ (นามสมมติ) อายุ 12 ปี หลานชายของผู้บาดเจ็บ กล่าวว่า ลุงเบียร์มาที่บ้านเช่าที่ผมกับตาอยู่ด้วยกัน ลุงมาถามหาตา แต่ตาไม่อยู่ ตาออกไปซื้อกับข้าว ลุงได้ไปยืนดักรอที่โรงจอดรถข้างบ้าน ขณะที่ตากำลังขี่รถเข้าบ้าน ลุงก็โยนระเบิดขวดใส่จนไฟลุก แล้วลุงก็ใช้มีดฟันตา 3 ครั้ง พอตาวิ่งหนีลุงก็ยิงหนังสติ๊กตามหลัง จนก้อนหินไปโดนบ้านพักของชาวบ้านในชุมชน ตอนกลางคืน ลุงเบียร์ ก็มาตามหาตาอีก แต่ตามไปรพ.แล้ว ลุงจึงมางัดรถ รื้อค้นเอากุญแจรถและของในรถไป ตอนนี้ผมไม่กล้านอนในบ้าน เพราะกลัวลุงจะมาเผาบ้าน อยากให้ตำรวจตามจับลุงเร็วๆ











เด็กหญิงวัย 8 เดือน ดับสลด แม่กับอาเผลอทำตกเตียงซ้ำสอง หลับแล้วไม่ตื่นอีกเลย

วานนี้ (8 ม.ค.63) เมื่อเวลา 18.00 น. พ.ต.ท.บุญเรือง พันธนู สว.สอบสวนสภ.ธัญบุรี รับแจ้งมีทารกวัย8เดือนเสียชีวิต ที่เกิดเหตุบ้านหลังหนึ่งใน ต.บึงสนั่น อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี หลังรับแจ้งจึงรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วยอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู แพทย์ร.พ.ธัญบุรี

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวปลูกอยู่ริมคลองข้างร้านจำหน่าย เทปใส,เทปกาว แห่งหนึ่ง ภายในเปลนอนเด็กพบทารกวัย 8 เดือน ชื่อน้องจูน เสียชีวิตโดยที่ใบหน้ามีฝั่งซ้ายมีรอยฟกช้ำจนเขียว ที่ศีรษะมีรอยฟกช้ำ แพทย์ชันสูตรเสียชีวิตมาแล้ว 8-10 ชม. โดยที่บนเตียงนอนข้างเปลเด็กพบ นางสาวสุภาพร อายุ 29 ปี มารดา และ นายปราโมทย์ อายุ 18 ปี ซึ่งเป็นอาของเด็ก อยู่ในอาการเศร้าเสียใจ

นางสาวสุภาพร มารดา เปิดเผยว่า วานนี้ตนเองออกจากบ้านไปเวลาประมาณ 17.00 น.โดยฝากลูกไว้กับอา กระทั่งช่วงเย็นวันนี้มีเพื่อนบ้านโทรไปบอกว่าลูกเสียชีวิตจึงเดินทางกลับมาดู ซึ่งใบหน้าฝั่งซ้ายที่มีรอยฟกช้ำนั้นสาเหตุมาจากตกเตียงนอนที่ความสูงประมาณ 50 ซม. เพราะตนเองเผลอหลับจนลูกหัวทิ่มร่วงลงมากระแทกพื้นกระเบื้องจนใบหน้ามีรอยฟกช้ำ ส่วนแผลฟกช้ำที่ศีรษะตนเองไม่ทราบ

นายปราโมทย์ เปิดเผยว่า คืนที่ผ่านมาหลังจากแม่น้องจูนออกจากบ้านไป ตนก็ดูแลเพียงคนเดียวและเผลอเรอจนน้องจูนร่วงจากเตียงอีกครั้งหนึ่งและร้องอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่ตนเองจะป้อนนมจนน้องจูนหลับไปในเวลาประมาณ 21.00 น.โดยนำนมใส่ขวดวางไว้ในเปล 1 ขวด กระทั่งเวลา 11.00 น. วันนี้ตนเองตื่นขึ้นก็พบว่าน้องจูนเสียชีวิตแล้ว แต่ก็ไม่กล้าไปบอกใครเพราะไม่รู้จัก กระทั่งช่วงเย็นจึงตัดสินใจไปบอกเพื่อนบ้านและประสานตำรวจ

ทางด้าน พ.ต.ท.บุญเรือง พันธนู สว.สอบสวนสภ.ธัญบุรี เปิดเผยว่า ได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐานและเชิญตัวผู้ปกครองและอาที่ดูแลไปทำการสอบปากคำเพิ่มเติม และให้อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูนำร่างผู้เสียชีวิตส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ รพ.ธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป

ล่าสุด นางสาวสุภาพร พร้อมด้วยญาติๆ ได้เดินทางมารับศพ น้องจูน ไปบำเพ็ญกุศลที่วัดพิชิตปิตยาราม ต.บึงน้ำรักษ์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี โดยแพทย์ระบุสาเหตุการเสียชีวิตเนื่องจากเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง จากการบาดเจ็บที่ศีรษะ

อริซิ่งจยย. ประกบยิง เด็กเทคนิค เพื่อนสาวลั่น! จำชื่อแม่น แฉมีเรื่องมานานกว่า 2ปี

อริซิ่งจยย. ประกบยิง เด็กเทคนิค เพื่อนสาวลั่น! จำชื่อแม่น แฉมีเรื่องมานานกว่า 2ปี

ที่เกิดเหตุพบผู้บาดเจ็บชื่อ นายบี (นามสมมติ) อายุ 17 ปี นักศึกษาอาชีวะแห่งหนึ่งในพื้นที่จ.บุรีรัมย์ สภาพถูกยิงแต่ยังรู้สึกตัวอยู่ข้างร้านจำหน่าย ถุงแก้วเทปกาว,ถุงแก้วฝากาว เจ้าหน้าที่เร่งให้การช่วยเหลือ ก่อนนำส่งโรงพยาบาลห้วยราช นอกจากนี้ ยังพบ น.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 17 ปี นักศึกษาอาชีวะแห่งเดียวกัน ยืนรอพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ

จากการสอบถาม น.ส.เอ กล่าวว่า ตนกับนายบีซ้อนรถจักรยานยนต์กันมาเพื่อจะเดินทางไปเรียนในตัวเมืองบุรีรัมย์ ถึงที่เกิดเหตุมีรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ ไม่ทราบทะเบียน นั่งซ้อนท้ายกันมา 2 คน ขับมาประกบ โดยคนซ้อนได้ชักปืนจ่อยิ่ง นายบี ซึ่งเป็นคนขับ 1 นัด ทำให้นายบีร้องเสียงดัง แล้วประคองรถจอดข้างทาง ก่อนโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาช่วยเหลือ ส่วนคนยิงตนจำได้แม่นคือ “จ๊อด” ซึ่งเป็นคู่อริกับนายบีมานานกว่า 2 ปี

ด้าน นายบี กล่าวว่า มือปืนที่ยิงตนคือ นายจ๊อด ซึ่งเคยมีเรื่องกันมาโดยตลอด ครั้งสุดท้ายได้เกิดการชกต่อยกันที่งานว่าวเมื่อกลางเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้รุนแรงสุดถึงขั้นใช้ปืนมายิงตนจนบาดเจ็บดังกล่าว

ทั้งนี้ ตำรวจชุสืบสวน สภ.ห้วยราช รู้ที่อยู่ของผู้ก่อเหตุแล้ว โดยอยู่ระหว่างการติดตามตัวนายจ๊อดมาสอบสวนเพื่อหาสาเหตุหรือแรงจูงใจที่มาก่อเหตุต่อไป โดยคาดว่าจะสามารถจับกุมตัวได้เร็ว ๆ นี้