preferential-lite
shadow
Featured

จังหวะนรก! พายุพัดต้นไม้โค่นทับรถ เมียตาย-ผัวสาหัส หมานั่งหงอยเฝ้าศพเจ้าของ

พายุโซนร้อนถล่มในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ พัดกระหน่ำเอาต้นไม้ขนาดใหญ่ริมทางหักโค่นทับรถยนต์กระบะขับฝ่าสายฝน เมียตาย ผัวสาหัส หมานั่งเฝ้าอาลัยเจ้าของ

เหตุพายุโซนร้อนพัดกระหน่ำในครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อเวลา 18.40 น. (24 พ.ค.63) ในพื้นที่ตำบลหนองบัวโคก อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ พันตำรวจโท ณัฐพันธ์ เดชพลกรัง รอง ผกก.สอบสวน.สภ.หนองบัวโคก อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ ได้รับแจ้งว่ามีต้นไม้ล้มทับรถยนต์ มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ติดอยู่ในรถ จึงประสานหน่วยกู้ชีพกู้ภัยสว่างคุณธรรมสถานจุดหนองบัวโคก และแพทย์เวร รพ.จัตุรัส เข้าให้การช่วยเหลือ และตรวจสอบที่เกิดเหตุบนถนนสุรนารายณ์ ห่างจากสี่แยกหนองบัวโคก ไปทางโรงงานกล่องคราฟท์ กล่องกระดาษคราฟท์ อำเภอบำเหน็จณรงค์ ประมาณ 1 กิโลเมตร พบรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า สีบรอนซ์ หมายเลขทะเบียน 5373 นครราชสีมา ถูกต้นไม้ขนาดใหญ่ล้มทับที่กลางคันรถ สภาพรถพังยับเยินทั้งคันจอดอยู่กลางถนน

โดยมีคนติดภายใน 2 คน ทราบชื่อภายหลังชื่อ นายบุญสวน อายุ 55 ปี เป็นคนขับได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนฝั่งซ้ายข้างคนขับพบร่าง นางเกษม อายุ 55 ปี ซึ่งเป็นภรรยาของนายบุญสวนคนขับ เสียชีวิตคาที่บนเบาะรถติดอยู่ภายในรถ และยังพบสุนัข อีก 1 ตัว ติดอยู่ในรถด้วยและนั่งเฝ้าเจ้าของอยู่ในรถยนต์อย่างน่าสงสาร หน่วยกู้ชีพกู้ภัยต้องใช้อุปกรณ์ตัดถ่างซากรถนำร่างของคนทั้ง 2 และสุนัขกว่า 30 นาที จึงนำร่างทั้งผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต รวมทั้งสุนัข ออกมาจากซากรถได้ ซึ่งเป็นที่น่าเวทนาเป็นอย่างมากที่ได้เห็นสุนัขนั่งเฝ้าเจ้าของที่เสียชีวิตไม่ห่าง ส่วนนายบุญล้วน คนขับที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกนำตัวไปรักษาตัวที่ รพ.จัตุรัส

พันตำรวจโท ณัฐพันธ์ เผยว่าสาเหตุน่าจะมาจากขณะที่นายบุญสวน ขับรถมาพร้อมภรรยา และสุนัข ได้เกิดฝนตกหนักแรงและมีลมกระโชกแรงพัดเอาต้นไม้ขนาดใหญ่ข้างทางหักโค่นล้มทับรถยนต์กระบะที่นายบุญสวนขับผ่านมาพอดี เป็นเหตุให้ทั้งนายบุญสวน คนขับรถได้รับบาดเจ็บ และนางเกษมภรรยา เสียชีวิตคาที่ภายในรถ ซึ่งผู้เสียชีวิตแพทย์ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำการชันสูตรพลิกศพไว้แล้ว เมื่อทางญาติไม่ได้ติดใจในการเสียชีวิต จะได้มอบร่างให้กับญาติ รับไปบำเพ็ญกุศลทางศาสนาต่อไป

Featured

กลุ่มเพื่อน “เอ๋ซ่า ล่าผีเฮี้ยน” รวมตัวพิสูจน์เปรต ปิดตำนานอาถรรพ์โรงเรียนร้าง

กลุ่มเพื่อน “เอ๋ซ่า ล่าผีเฮี้ยน” รวมตัวพิสูจน์เปรตวัดกลาง ล้างความเชื่อเป็นสาเหตุให้เสียชีวิต ก่อนขออนุญาตเจ้าอาวาสนำป้ายห้ามเข้าอาคารเรียนมาติด หวั่นเยาวชนเลียนแบบ

จากกรณี นายจิระศักดิ์ หรือ เอ๋ซ่า อายุ 40 ปี หนึ่งในทีมงานเพจล่าผีเฮี้ยน ประสบอุบัติเหตุรถยนต์ชนกับรถบรรทุกสิบล้อ เสียชีวิตบน ถ.กาญจนาภิเษก หมายเลข 9 ต.คลองควาย อ.สามโคก จ.ปทุมธานี โดยในที่เกิดเหตุมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 ราย นางสาวอมรรัตน์ อายุ 32 ปี และบุตรสาวของนายจิระศักดิ์ วัย 9 ขวบ เหตุเกิดเมื่อกลางดึกของวันที่ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น>

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (11 ธ.ค.) เมื่อกลางดึกที่ผ่านมาได้เดินทางไปยังวัดกลาง ต.หัวไผ่ อ.เมือง จ.อ่างทอง หลังทราบข่าวว่ากลุ่มเพจที่นิยมไลฟ์สดในการพิสูจน์สิ่งลี้ลับนำโดย นายศุภกฤษ พิบูลย์ศิลป์ อายุ 39 ปี หรือ ก็อต ดราก้อน มังกรสู้ผี และเพื่อนอีกกว่า 20 คน ได้เดินทางมายังสถานที่ดังกล่าว

พร้อมทั้งขออนุญาต พระครูมงคลพัฒนคุณ อายุ 88 ปี เจ้าอาวาสวัดกลาง ในการเข้าไปพิสูจน์ความเชื่อเรื่องเปรตเพื่อเป็นการชี้ให้เห็นว่ากรณีการเสียชีวิตของนายจิระศักดิ์ หรือ เอ๋ซ่า ล่าผีเฮี้ยน อายุ 40 ปี ไม่ใช่เป็นเรื่องอาถรรพ์แต่เป็นเพราะอุบัติเหตุ โดยมีเยาวชนในหมู่บ้านนับ 10 คนร่วมสังเกตการณ์ ซึ่งทั้งหมดได้เดินพิสูจน์ทั้งในอาคารเรียนร้างและบริเวณด้านหลังโรงเรียนที่มีคนนำศาลพระภูมิเเละที่ตัดเทปกับเเท่นตัดเทปมาทิ้งไว้จำนวนมาก

นายศุภกฤษ เปิดเผยว่า การที่นัดกลุ่มเพจล่าผีมาที่นี่ในในวันนี้ เพื่อที่จะได้ไม่ให้ใครเข้ามาพิสูจน์หรือล่าท้าสิ่งเร้นลับที่นี่เองเพราะพื้นที่วัดและอาคารเรียนแห่งนี้ไม่ใช่ที่จะมาพิสูจน์เป็นการรบกวนพระและชาวบ้านวันนี้ จะได้ปิดตำนานเพื่อลดความกลัวให้กับชาวบ้านเสียที โดยหลังจัดกิจกรรมเสร็จทั้งหมดจุดธูปไว้อาลัยให้กับผู้เสียชีวิต และนำป้ายห้ามเข้าก่อนได้รับอนุญาตติดตั้งเพื่อไม่ให้มีคนเข้ามาลองของที่โรงเรียนร้างอีก

ขณะที่ผู้สื่อข่าวสอบถามยัง กลุ่มเยาวชนที่อยู่บริเวณวัด พบว่า ที่ผ่านมาเคยขับรถผ่านและรู้สึกว่ามีคนวิ่งตามแต่ไม่กล้าหันไปมอง เนื่องจากกลัวโดยเฉพาะเมื่อก่อนที่ยังไม่มีไฟส่องสว่างติดตั้ง แต่ตอนนี้มีไฟส่องสว่างติดอยู่ก็ยังรู้สึกผวาอยู่เวลาขับผ่าน เพราะผู้ใหญ่เล่าให้ฟังว่าที่นี่มีผีดุแต่ก็ไม่เคยเจอกับตาตัวเองเลยสักครั้งหนึ่ง

สำหรับวัดกลางเป็นวัดเก่าแก่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าช้าโดยเฉพาะบริเวณด้นข้างโรงเรียนร้าง และเมื่อมีต้นไม้สูงใหญ่ปลูกอยู่ทำให้เวลากลางคืนดูน่ากลัวเป็นอย่างมาก จนเป็นที่กล่าวขานของชาวบ้านว่าที่นี่มีเปรตและผีดุ

Featured

สยอง! รถตู้อัดก๊อปปี้ท้าย 18 ล้อ บนมอเตอร์เวย์ คนขับดับคาที่ นักเรียน-นักศึกษาเจ็บระนาว

เมื่อเวลา 06.00 น.วันที่ 23 พ.ย.  พ.ต.ท.สุวิจักขณ์ มีแย้ม สารวัตรสอบสวนสถานีตำรวจทางหลวง (มอเตอร์เวย์) ได้รับแจ้งมีรถตู้ชนท้ายรถพ่วงบนถนนมอเตอร์เวย์ กม.ที่ 67 + 700 ขาเข้ากรุงเทพฯ หมู่ 6 ตำบลนาป่า อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมกู้ภัยไตรคุณธรรม

ที่เกิดเหตุพบรถตู้โดยสาร กรุงเทพฯ ( จตุจักร ) – แกลง – จันทบุรี ยี่ห้อโตโยต้า สีขาว เลขข้างรถ ม.2 ( จ ) 9907 – 13 ( ช ) หมายเลขทะเบียน 15 – 8040 กรุงเทพฯ สภาพด้านหน้าพังยับเยินมีควันแก๊สรั่วออกจากหน้ารถตู้ ภายในที่นั่งคนขับพบศพนายสาโรจน์ คลับคล้าย อายุ 33 ปี ชาวจังหวัดเพชรบุรี สภาพคอหักหน้าผากและหน้าอกยุบ แขนขาหัก เบาะนั่งหลังคนขับพบร่าง น.ส.พรประภา อินทร์คง อายุ 23 ปี นักเรียนเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ มีบาดแผลที่ใบหน้าอาการสาหัส กู้ภัยฯนำส่งโรงพยาบาลชลบุรี นอกจากนี้ยังผู้ได้รับบาดเจ็บ ( ไม่สาหัส ) ที่โดยสารมากับรถตู้กู้ภัยฯนำส่งโรงพยาบาลจุฬารัตน์ ( ชลเวช ) ชลบุรี มีรายชื่อดังนี้คือ น.ส.ฤทัยชนก สิงห์คราญ อายุ 17 ปี น.ส.ธนัชพร เฉลยพจน์ อายุ 17 ปี น.ส.ศุภลัคน์ พันธุ์มณี อายุ 17 ปี น.ส.กีรติกา แพทย์รังสี อายุ 17 ปี และ น.ส.วิศรุตา พึ่งฝั่ง อายุ 17 ปี ทั้ง 5 คนเป็นนักเรียนชั้นมัธยมปีที่ 5  โรงเรียนท่าใหม่พูลสวัสดิ์ จังหวัดจันทบุรี สอบถามทราบว่านักเรียนทั้ง 5 คนได้เหมารถตู้มาจากจังหวัดจันทบุรี ไปส่งที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กรุงเทพฯ

ห่างไปประมาณ 60 เมตรพบรถพ่วงหัวลาก 18 ล้อ หัวสีเหลือง ยี่ห้อนิสสัน ทะเบียน 82 – 8273 สมุทรปราการ ติดสติ๊กเกอร์ กรมทางหลวง บรรทุกเหล็กแผ่นแบบขนาดใหญ่เเละที่ตัดเทป ตัวตัดเทป สภาพท้ายรถมีรอยถูกชน สอบถามนายสมถิ่น วิลาวัลย์ อายุ 48 ปี  ชาวจังหวัดศรีสะเกษ คนขับรถพ่วง เผยอ้างว่า ตนขับรถมาเลนซ้ายสุดวิ่งมาด้วยความเร็วประมาณ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง     เนื่องจากรถบรรทุกหนัก จู่ๆก็ได้ยินเสียงดังโครมตอนแรกคิดว่าเหล็กรถตนหลุดจากแท่นบังคับ จอดรถลงมาดูก็พบรถตู้มาชนท้ายรถตน และตนเห็นมีเด็กนักเรียนได้รับบาดเจ็บก็ได้รีบช่วยลงมาจากรถและโทรศัพท์แจ้งให้กู้ภัยฯมาช่วยดังกล่าว เบื้องต้นตนคาดว่าคนขับคงหลับใน

จากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้สอบสวนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติมเพื่อจะได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

Featured

นักธุรกิจหนุ่มถูกจับ “ฉี่ม่วง” บังคับเซ็นสารภาพ โรงพยาบาลตรวจซ้ำไม่พบสารเสพติด

(30 ต.ค.62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมชัย อายุ 38 ปี นักธุรกิจขายส่งกล้วยหอม ,อาจารย์สอนพิเศษให้กับมหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา และยังเป็นฝ่ายไอทีของโรงงานผลิตเทปใส เทปกาวชื่อดังแห่งหนึ่ง พร้อมกับว่าที่ร้อยตรี ชัชวาลย์ บำรุงวงศ์ ทนายความ นำหลักฐานผลตรวจเลือดจาก รพ.รามาธิบดี ให้ผู้สื่อข่าวดู เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง ว่าในร่างกายไม่มีสารเสพติดใดๆ เพื่อสะท้อนถึงกรณีการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ตั้งด่านแล้วเรียกตรวจปัสสาวะ ปรากฎว่าผลออกมาเป็นสีม่วงทั้งที่ไม่ได้เสพยาเสพติดแต่อย่างใด และจากการส่งปัสสาวะตรวจอย่างละเอียดที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 11 (สุราษฎร์ธานี) ผลออกมาก็ไม่มีสารเสพติด วอนขอความเป็นธรรม และตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม และเตรียมฟ้องกลับ

โดยนายสมชัย เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 22.00 น.วันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่ตนเองขับรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีบรอนซ์ ทะเบียน ผต 2565 สงขลา กลับจากส่งกล้วยหอมให้กับลูกค้า ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และขณะขับรถเพื่อจะเดินทางกลับจังหวัดพัทลุง เมื่อมาถึงจุดตรวจบริเวณถนนเลี่ยงเมือง ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งด่านจุดตรวจ และเมื่อขับเข้าด่านเจ้าหน้าที่ได้ให้ตนเองลงไปตรวจปัสสาวะ ก็ได้ให้ความร่วมมือได้นำปัสสาวะใส่แก้ว และเมื่อนำไปยื่นให้กับเจ้าหน้าที่ ได้ให้ไปนั่งรอและนำปัสสาวะไปตรวจโดยที่ตนเองไม่เห็นขั้นตอนการตรวจ

ขณะที่ตัวเองกำลังเดินไปนั่ง และเจ้าหน้าที่ได้เดินถือแก้วปัสสาวะไปพร้อมตะโกนบอกว่า ”คืนนี้ไม่ได้กลับบ้านแน่ ต้องนอนโรงพัก” จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้มาควบคุมตัวไปพร้อมกับผู้ที่ถูกควบคุมตัวอีก 2 คน ไปที่ป้อมเพื่อทำบันทึกจับกุม แต่ผู้ที่ควบคุมตัวอีก 2 คนที่มาด้วยนั่งด้านนอก ส่วนตนเองเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวอยู่ภายในป้อม และเจ้าหน้าที่ได้นำบันทึกจับกุมมาให้ตนเองเซ็นรับสารภาพ แต่ตนเองไม่ยอมเซ็น แต่ทางเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้บอกว่า ”ให้เซ็นไปก่อน เดี๋ยวเรื่องไม่จบ” จึงได้จำใจเซ็นเพราะความกลัวและเป็นห่วงความปลอดภัยตัวเอง

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวไปตรวจหาสารเสพติดที่ รพ.สุราษฎร์ธานี ผลตรวจออกมาก็พบว่า มีสารเสพติดมากกว่า 1 พันนาโนกรัม ต่อ มิลลิกรัม ตนเองจึงได้ขอตรวจใหม่อีกครั้งที่โรงพยาบาล แต่เจ้าหน้าที่ไม่ยินยอม ก่อนควบคุมตัวเข้าห้องขัง สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี จึงได้ประสานญาติให้มาช่วยประกันตัว ในวงเงินประกันตัว 5 หมื่นบาท หลังได้ประกันตัว พ.ต.ท.มนต์ชัย แมนเมือง สารวัตร(สอบสวน)ได้ทำการสอบปากคำ แต่ตนเองได้ปฎิเสธทุกข้อกล่าวหา

เจ้าหน้าที่ถามว่าไม่เชื่อผลทางวิทยาศาสตร์เหรอ ตนก็ตอบว่าเชื่อ แต่ไม่เชื่อว่าเป็นฉี่ของตน และได้ขอให้พนักงานสอบสวนตรวจปัสสาวะใหม่อีกครั้ง พนักงานสอบสวนจึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมมาร่วมตรวจปัสสาวะใหม่ ต่อหน้าอีกครั้ง ปรากฎผลเบื้องต้น ไม่เจอสารเสพติดแต่อย่างใด จึงเกิดความขัดแย้งกับผลของเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม และได้นำปัสสาวะที่ตรวจใหม่ส่งตรวจ ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 11 (สุราษฎร์ธานี) อย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนให้เดินทางกลับบ้านที่จังหวัดพัทลุง ซึ่งกว่าจะได้กลับออกจาก สภ.เมือง ใช้ระยะเวลาตั้งแต่ด่านตรวจจนออกจาก สภ.เมือง นานกว่า 5 ชั่วโมง เมื่อกลับถึงบ้านได้ตรวจเลือดของตัวเองอีกครั้ง ในวันที่ 8 ต.ค.62 ที่ห้องแล็บเทคนิคการแพทย์พัทลุง และส่งตรวจอย่างละเอียดที่ รพ.รามาธิบดี ในวันที่ 9 ต.ค. เพื่อยืนยันว่าไม่ได้เสพยาเสพติด

ซึ่งในวันนี้ผลออกมาก็ไม่พบยาเสพติดในเลือดแต่อย่างใด และในวันนี้ได้เดินทางไปยังสภ.เมืองสุราษฎร์ธานี เพื่อเข้าพบ พ.ต.ท.มนต์ชัย แมนเมือง สารวัตร(สอบสวน) เจ้าของคดีเพื่อขอทราบผลตรวจปัสสาวะที่ได้ส่งตรวจที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 11 (สุราษฎร์ธานี) ปรากฎว่าผลรับรองการตรวจ ก็ไม่พบว่ามีสารเสพติด 

ทั้งนี้ตนเองยืนยันว่าไม่เคยเสพยาเสพติด และจะดำเนินการฟ้องร้องเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง เพราะตนเองทำธุรกิจหลายอย่างแต่กลับต้องมาถูกกลั่นแกล้งจากทางเจ้าหน้าที่ให้เสื่อมเสียชื่อเสียง

ทางด้าน พลตำรวจตรีฐากูร เนตรพุกกณะ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้รับทราบเรื่องเบื้องต้นแล้ว พร้อมสั่งการ ให้ สภ.เมืองสุราษฎร์ธานีรายงานเรื่องดังกล่าวมายังตนเอง และสั่งตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าวแล้ว 

Featured

ตำรวจเป็นงง เจ้าเข้าทรงพ่อค้ายาเสพติด พาชี้จุดซ่อนของกลางเกือบหมื่นเม็ด

(29 ต.ค.62) Nakhon news Channel เปิดเผยคลิปภาพคดีสุดแปลก ผู้ต้องหายาเสพติดมีอาการสั่น ทำมือร่ายรำ ก่อนเดินนำเจ้าหน้าที่ไปชี้จุดซุกซ่อนยาเสพติด

โดยเมื่อเวลา 11.00 น. พ.ต.อ.พิษณุ พ่วงพร้อม ผกก.สส.ภ.จ.กระบี่ แถลงจับกุมตัวผู้ต้องหาคดียาเสพติด 2 ราย พร้อมของกลางยาบ้าอีกกว่า 15,000 เม็ด ไอซ์จำนวนหนึ่ง อาวุธปืน 2 กระบอก รถยนต์เก๋ง 1 คัน

โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มจาก จนท.ชุดสืบสวน ภ.จ.กระบี่ จับกุมตัว นายเอกชัย อายุ 31 ปี ได้พร้อมยาบ้า 8 เม็ด ยาไอซ์ 2 กรัม อาวุธปืนสั้นไทยประดิษฐ์ 1 กระบอก กระสุนปืนลูกซอง 1 นัด ในตัวเมืองกระบี่ นำตัวมาสอบสวนขยายผล จนสามารถติดตามจับกุมตัว นายภมรชัย อายุ 34 ปี พร้อมยาบ้า 6,170 เม็ด ยาไอซ์ น้ำหนัก 102.36 กรัม อาวุธปืนพกสั้น .38 จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืน .38 จำนวน 51 นัด นำตัวมาสอบสวนที่ ภ.จ.กระบี่

ระหว่างเจ้าหน้าที่กำลังสอบสวน ปรากฎว่านายภมรชัย มีอาการสั่นคล้ายเทพเจ้าประทับทรง ก่อนจะให้ข้อมูลเจ้าหน้าที่ว่ายังมียาบ้าซุกซ่อนอยู่ในรถยนต์เก๋งที่ยึดได้ก่อนหน้านี้ ก่อนที่ร่างทรงนายภมรชัย จะเดินนำเจ้าหน้าที่ไปชี้ที่รถยนต์เก๋งคันดังกล่าว ตรวจค้นที่ภายในห้องเครื่องยนต์ พบยาบ้าจำนวน 9,600 เม็ด ห่อด้วยพลาสติกพันเทปใส เทปกาวซุกซ่อนอยู่ พร้อมเงินสดในรถอีก 30,000 บาทเศษ ตำรวจจึงนำตัวทั้ง 2 ส่ง แจ้งข้อหา มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า,ยาไอซ์) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย, มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยผิดกฎหมาย

Featured

รถพยาบาลฝ่าสัญญาณไฟแดง จยย.ชนสาหัส 2 ราย คนป่วยต้องนอนรอช่วยคนเจ็บ

เกิดอุบัติเหตุรถพยาบาลจะรีบไปส่งผู้ป่วยฝ่าสัญญาณไฟแดง รถจักรยานยนต์ได้ไฟเขียวขับขี่มาไม่ระวังก่อนชนเข้าอย่างจัง เป็นเหตุให้คนขับและคนซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์บาดเจ็บสาหัส 2 ราย 

อุบัติเหตุรายนี้เกิดขึ้น เมื่อเวลาประมาณ 01.00 น.วันนี้ (28 ต.ค.62) ร.ต.อ.ขันติ เพียรสูงเนิน รอง สว.(สอบสวน)สภ.เมืองชัยภูมิ รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุ รถตู้พยาบาลชนรถจักรยานยนต์ บริเวณกลางแยกโรงต้ม ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ แยกโรงงานผลิตกระดาษห่อพัสดุ กระดาษน้ำตาล มีผู้บาดเจ็บสาหัส 2 ราย จึงรุดไปตรวจที่เกิดเหตุพร้อมหน่วยกู้ภัยสว่างคุณธรรมชัยภูมิ และ แพทย์โรงพยาบาลชัยภูมิ

ที่เกิดเหตุพบผู้ได้รับบาดเจ็บชาย 2 ราย เจ้าหน้าที่จึงรีบปฐมพยาบาล ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลชัยภูมิ ทราบต่อมาชื่อ นายปฐมพร อายุ 15 ปี และนายอณัฐชา อายุ 16 ปี  ในที่เกิดเหตุยังพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ สีแดง-ดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนจอดอยู่ ห่างออกไปยังพบรถพยาบาลยี่ห้อโตโยต้า สีขาว ป้ายทะเบียน 3 กพ 5182 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่ ภายในยังมีผู้ป่วยหญิง 1 รายอีกด้วย

สอบถามไปยัง นายซุกรี่ อายุ 38 ปี คนขับรถพยาบาลเล่าว่า ตนได้ขับรถรับผู้ป่วยมาจากโรงพยาบาลภูมิพล เพื่อจะมาส่งที่โรงพยาบาลภูเวียง มาถึงจุดเกิดเหตุซึ่งเป็นบริเวณสี่แยกตนคิดว่าเปิดสัญญาณไฟแล้วน่าจะผ่านได้ ตนได้ขับฝ่าสัญญาณไฟมา ขณะเดียวกันได้มีรถจักรยานยนต์ที่วิ่งมาอีกด้านของถนนได้สัญญาณไฟเขียวก่อนวิ่งชนเข้าด้านข้างของรถพยาบาลส่งผู้ป่วย จนทำให้เกิดเหตุสลด เจ้าหน้าที่บนรถพยาบาลต้องลงมาช่วยเหลือคนเจ็บบนถนนก่อน ส่วนผู้ป่วยหญิงบนรถยังต้องนอนรอนำส่งโรงพยาบาลต่อไป

Featured

โจรชุดไปรษณีย์ชิงทอง เปิดปากเล่าฉากต่อฉาก วางแผนปล้นสุดแยบยล

ตำรวจเข้าจับกุมตัว หนุ่มชุดไปรษณีย์ปล้นร้านทองห้างไทยวัสดุ หลังลอยนวลเป็นเดือนๆ เพราะวางแผนก่อเหตุค่อนข้างเหนือชั้น อ้างทำไปเพราะหวังประชดเมียขี้บ่น

จากกรณีเหตุคนร้ายแต่งกายคล้ายพนักงานไปรษณีย์ไทย บุกเข้าใช้อาวุธปืนและกล่องที่อ้างว่ามีวัตถุระเบิด เข้าปล้นชิงทรัพย์ที่ร้านทองแห่งหนึ่ง ภายในห้างไทยวัสดุ สาขาบางแก้ว ถนนบางนา-ตราด ใกล้โรงงานฟิล์มพันพาเลท ฟิล์มพันสินค้า เมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา ก่อนจะกวาดสร้อยคอทองคำไปได้ และรีบขึ้นรถตู้บริษัทไปรษณีย์ไทยหลบหนีไป กลายเป็นข่าวที่วิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก

ความคืบหน้าล่าสุด พล.ต.ต.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ รอง ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.สุภธีร์ บุญครอง ผบก.สส.ภ.1 พล.ต.ต.ชุมพล พุ่มพวง ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ พ.ต.อ.พิสุทธิ์ จันทร์สุวรรณ์ ผกก สภ บางแก้ว พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ได้ร่วมกันแถลงผลการจับกุม นายพงษ์ดนัย หรือ โอ๊ต อายุ 25 ปี

โดย นายพงษ์ดนัย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 677 / 2562 ในข้อหาชิงทรัพย์โดยใช้อาวุธ ทำตัวประการอื่น เพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ และโดยใช้ยานพาหนะ เพื่อกระทำความผิด เพื่อการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม

นายพงษ์ดนัย ให้การรับสารภาพว่า เคยทำงานเป็นพนักงานที่บริษัทไปรษณีย์ไทย บางพลี ก่อนจะลาออกมาได้ราวๆ 2 ปี ก่อนจะมาทำงานที่ห้างไทยวัสดุ สาขาบางแก้ว ก่อนจะลาออกมาได้ไม่นาน การก่อเหตุได้ศึกษาพฤติการณ์มาจากโลกออนไลน์ และทดลองปฏิบัติจริงอยู่หลายวัน กระทั่งเกิดความชำนาญในการก่อเหตุ

ผู้ต้องหายอมรับว่า ในวันก่อเหตุได้สวมเสื้อทับซ้อนกันมา 3 ตัว เริ่มจากเข้าไปขโมยรถตู้ไปรษณีย์บางพลี เพราะรู้ว่ากุญแจรถมักจะวางเอาไว้ที่คอนโซนหน้ารถ หลังจากนั้นจึงได้นำรถมาจอดไว้ที่ห้างไทยวัสดุ เพื่อรอดูลาดเลาอยู่พักใหญ่ ส่วนสาเหตุที่ก่อเหตุปล้นที่ห้างดังกล่าว เนื่องจากเคยทำงานและรู้เส้นทางเป็นอย่างดี โดยพนักงานไปรษณีย์จะไม่ต้องถอดหมวกกันน็อก และเข้าไปในห้างได้เลย

หลังก่อเหตุได้ขับรถไปจอดทิ้งเอาไว้ที่ซอยบางนา 56 ก่อนจะถอดเสื้อตัวนอกทิ้ง และเดินออกมาอีกซอย พร้อมกับเรียกรถจักรยานยนต์ให้ไปส่งที่ปากซอยลาซาน ก่อนจะนั่งแท็กซี่ไปลงสี่แยกบางนา และนั่งรถเมล์โดยสารไปที่ปากทางเข้า ม.เอแบค แล้วจึงค่อยย้อนนั่งรถแท็กซี่กลับบ้าน ส่วนสาเหตุในการก่อเหตุครั้งนี้ นายโอ๊ต อ้างว่าต้องการประชดแฟนสาว

หลังแถลงข่าวได้ร่วมกันคุมตัวนายพงษ์ดนัย ผู้ก่อเหตุเดินทางไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพยังร้านทองที่เกิดเหตุ ระหว่างที่นำตัวนายพงษ์ดนัยลงจากรถตู้ได้มีพนักงานของไทยวัสดุบางส่วนได้แสดงความไม่พอใจ และวิ่งเข้าไปหวังจะรุมประชาทัณฑ์ แต่เจ้าหน้าที่ระงับเหตุได้ทัน จึงรีบนำตัว นายพงษ์ดนัย เข้าทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ก่อนที่จะรีบคุมตัวกลับมาควบคุมที่โรงพัก สภ.บางแก้ว เพื่อสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Featured

“หญิง กัลยรัตน์” ธิดาแรงงาน ซิ่งเก๋งชนแท่งแบริเออร์คว่ำ บนทางด่วน เจ็บสาหัส

เมื่อเวลา 02.10 น. วันที่ 23 ต.ค. พ.ต.ท.พิภัสสร์ พูนลัน สารวัตร(สอบสวน)สน.ทางด่วน 1 รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถยนต์เสียหลักพลิกคว่ำมีผู้ได้รับบาดเจ็บ บนทางด่วนฉลองรัช ฝั่งขาเข้า ช่วงก่อนทางลงทางด่วนพระราม 9-2 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กทม. หน้าโรงงานจำหน่ายเทปใส เทปกาว จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัยทางด่วน และอาสาสมัครกู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุพบรถยนต์ ยี่ห้อมาสด้า CX3 สีขาว หมายเลขทะเบียน 5 กธ 7022 กรุงเทพมหานคร อยู่ในสภาพรถพลิกคว่ำ หงายท้องล้อชี้ฟ้า บริเวณหน้ารถด้านขวามีรอยเฉี่ยวชนพังยับเยิน ล้อแม็กหน้าข้างขวาแตก จากการตรวจสอบภายในรถพบมีสิ่งของกระจายเต็มเบาะนั่ง

โดยมีคนขับติดอยู่ภายในรถเป็นหญิงสาว 1 รายได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส ขาขวาหัก พูดจาไม่รู้เรื่อง เจ้าหน้าที่จึงเข้าทำการช่วยเหลือออกมา ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลเปาโล โชคชัย 4 ทราบชื่อต่อมาคือ น.ส.กัลยรัตน์ นวรัตน์รุ่งโรจน์ หรือหญิง อายุ 34 ปี เคยเข้าประกวดธิดาแรงงาน เมื่อปี 2555 โดยคว้ารางวัล รองอันดับ 2 ธิดาแรงงาน และได้รางวัลธิดาอัธยาศัยดี อีกรางวัลหนึ่ง

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ คาดว่ารถยนต์คันดังกล่าวขับวิ่งมาด้วยความเร็ว ก่อนจะเสียหลักพุ่งชนเข้ากับแบริเออร์คอนกรีตขอบทาง จนรถพลิกคว่ำและครูดไถลไปกับพื้นถนนเป็นทางยาวกว่า 100 เมตร ส่วนผู้ขับขี่ซึ่งได้รับบาดเจ็บขณะนี้อยู่ระหว่างรักษาตัวที่โรงพยาบาล โดยหลังจากนี้จะต้องรอให้อาการดีขึ้น และทำการสอบปากคำอีกครั้ง เพื่อสรุปสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ต่อไป

Featured

ล็อกตัวแล้ว โจรปล้นทอง กวาดครึ่งแสน ห้างโลตัสวังหิน อ้างหาเงินใช้หนี้พนัน

ล็อกตัวแล้ว โจรปล้นทอง กวาดครึ่งแสน ห้างโลตัสวังหิน อ้างหาเงินใช้หนี้พนัน เผยบุกจับคาบ้านพักย่านบางบัวทองพร้อมของกลางทองรูปพรรณ รถจยย.ที่ใช้ก่อเหตุ

จากกรณีคนร้ายเป็นชายบุกเดี่ยวชิงทองร้านทองเยาวราชเอเชีย สาขาเจซี ห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัสวังหิน ถนนลาดพร้าววังหิน แขวงและเขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ ตรงข้ามร้านจำหน่ายที่ตัดเทป ตัวตัดเทป ได้ทองไป 24 บาท เมื่อเช้าวันที่ 20 ต.ค.ที่ผ่านมาโดยคนร้ายไม่มีอะไรปิดบังใบหน้า กล้องวงจรปิดจับภาพชัดเจน ต่อมาพนักงานสอบสวน สน.โชคชัย รวบรวมพยานหลักฐานขอหมายจับจากศาลอาญา ศาลพิจารณาอนุมัติหมายจับผู้ก่อเหตุ ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

อ่านข่าว หมายจับออกแล้ว! ล่า โจรปล้นทอง ครึ่งแสน พบขี่รถวนเวียนให้ตร.สับสน
อ่านข่าว โจรบอกพนักงาน ล้อเล่น! ก่อน ปล้นทอง 24 บาท ย่านโลตัสวังหิน สูญครึ่งล้าน
โจรปล้นทอง / ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 23 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนกก.สส.บก.น.4 ชุดสืบสวน บก.สส.บช.น ชุดสืบสวน สน.โชคชัย สามารถติดตามจับกุมตัว นายวุฒินันท์ สันติกุลศุข อายุ 22 ปี ผู้ต้องหา ที่ก่อเหตุได้แล้ว ที่บ้านพักย่านบางบัวทอง จ.นนทบุรี

พร้อมของการที่ ตรวจยึดรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่า ฟีโน สีดำคาดแดง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน หมวกกันน็อคสีขาว ซึ่งเป็นรถที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ เสื้อผ้า ทองรูปพรรณจำนวนหนึ่ง โดยจะนำตัวนายวุฒินันท์พร้อมของกลางมาให้ พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. พล.ต.ต.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รองผบช.น. แถลงข่าวที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล อีกครั้งในเวลา 13.30 น.วันนี้ โดยเบื้องต้นนายวุฒินันท์ รับว่าติดการพนัน ต้องการนำเงินไปใช้หนี้พนัน

ทั้งนี้หลังจากจับกุมตัวมาได้ ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.โชคชัย ได้สอบสวนทำประวัติ ขยายผล โดยพบว่านายวุฒินันท์ มีประวัติก่อคดีโชกโชน รวมถึงมูลเหตุจูงใจ ในการก่อเหตุในครั้งนี้ขณะเดียวกันจะนำตัวผู้ต้องหาไป ชี้จุดทำแผนที่ร้านทองเยาวราชเอเซีย ห้างเทสโก้โลตัส ถนนลาดพร้าว-วังหิน ในช่วงเวลา 12.00 น. วันนี้

Featured

คลิปหนุ่มขับเก๋งป้ายแดงเคลียร์เหตุรถชน ด่าเหยียดคู่กรณี ลั่น “คนไทยชั้นต่ำทั้งประเทศ”

โลกออนไลน์แชร์คลิปลูกอ้างเป็นลูกเศรษฐีเคลียร์เหตุรถชน ทั้งด่าเหยียดคู่กรณี แถมด่าคนไทยเป็นพวกชั้นต่ำทั้งประเทศ 

(23 ต.ค.) ในโลกออนไลน์ได้มีการแชร์คลิปวิดีโอจากเฟซบุ๊กคุณโต้ เจ็ทโด้ ซึ่งได้โพสต์คลิปพร้อมข้อความว่า “กลับรถไม่ดูรถ มาทางตรงเลยน่ะเสี่ย ลงมาด่ากูยับเลย ไม่ตะบันหน้าให้ก็บุญแล้ว” ซึ่งเป็นเหตุการณ์หลังจากเกิดเหตุรถชนกัน บริเวณถนนอุทยาน หรือ ถนนอักษะ หน้าโรงงานผลิตแอร์บับเบิ้ล กันกระแทกราคาถูก

คลิปดังกล่าวเผยให้เห็นชายคนหนึ่งแต่งกายดีขับรถเก๋งป้ายแดง เข้ามาต่อว่าผู้ถ่ายคลิป หลังจากหญิงสาวที่มาด้วยกันยกมือไหว้ขอโทษ ชายคนดังกลาวยังด่าทอผู้ถ่ายคลิปมากมาย อาทิ “ขยะสังคม”, “มึงมีปัญญาซื้อรถกูไหม”, “กูมีออมสิน 1 ล้านบาท กูให้มึงดูเลย” , “กูไม่เคยแคร์คนไทย พวกคนไทยชั้นต่ำทั้งประเทศ กูหมิ่นทุกคนแม้กระทั่งนายกฯ” ฯลฯ

ซึ่งหญิงสาวที่มาด้วยพยายามห้ามปราม และถามว่าจะรอประกันไหม แต่ชายคนดังกล่าวบอกว่าไม่รอ และจะเอารถเข้าศูนย์เลย เพราะตนเองมีเงิน และจะเรียกค่าเสียหายจากคู่กรณี 1 ล้านบาท

ชายคนดังกล่าว ยังบอกอีกว่า ตนเองอายุ 24 ปี เป็นลูกเศรษฐี มีรถป้ายแดงคันละล้านสอง มีทุกอย่างที่เจ้าของคลิปไม่มี และตนไม่แคร์ตำรวจ เพราะตนรู้จักนายตำรวจใหญ่ ก่อนจะโทรศัพท์หาแม่และตะโกนขึ้นมาด้วยเสียงดัง ซึ่งหญิงสาวที่มาด้วยก็พยายามห้ามปราม

ขณะที่คนขับรถผ่านมาก็เปิดกระจกบอกว่าให้คุยกันดีๆ แต่กลับถูกด่าว่าทำไมคนไทยชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน และตั้งคำถามว่าทำไมคนไทยการศึกษาต่ำ ก่อนจบคลิปดังกล่าวหญิงสาวในคลิปได้พยายามมาเคลียร์กับเจ้าของคลิป พร้อมบอกให้ชายหนุ่มคนดังกล่าวเข้ามายืนที่ข้างทาง เพราะกลัวว่าเจ้าตัวจะโดนรถชน

ขณะที่อีกคลิปหนึ่ง หญิงสาวที่มาด้วยถามว่าจะขึ้นโรงพักอีกคดีไหม ซึ่งชายคนดังกล่าวก็บอกว่า ขึ้น และตนจะหนีคดีก่อนจะพูดบางประโยคที่กระทบกระเทือนจิตใจคนไทย และพูดว่า “กูเกลียดประเทศไทย” และบอกให้ถอดสัญชาติตัวเองเลย และตนไม่น่ากลับมาที่นี้ 

ทั้งนี้ คลิปดังกล่าวถูกแชร์ไปทั่วโลกออนไลน์ และมีคนเข้ามาดูเกินกว่า 2 ล้านครั้งแล้ว แม้จะถูกโพสต์เพียง 1 ชั่วโมง หลายคนคาดว่าชายคนดังกล่าวน่าจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพจิต ขณะที่บางส่วนก็สงสารหญิงสาวในคลิป เพราะตลอดระยะเวลาที่คุยกัน เธอพยายามขอโทษคู่กรณีพร้อมเจรจาด้วยความสุภาพ และห้ามปรามชายคนดังกล่าวอย่างสุดความสามารถ

Featured

เด็กกตัญญูนั่งรถพ่วงข้างไปช่วยแม่ขายของ โดนปิกอัพชนท้ายกระเด็นดับ

แม่ขี่รถสามล้อพ่วงข้างกำลังออกไปขายของ พร้อมกับลูกชายวัย 15 ปี แต่ระหว่างโดนรถกระบะชนท้าย ทำให้ลูกกตัญญูร่างกระเด็นกลิ่งตกบนถนน เสียชีวิตต่อหน้าต่อตาแม่

(20 ต.ค.) เมื่อเวลา 02.30 น. ร.ต.อ.เจตพร แก้วบุปผา รองสารวัตรสอบสวน สภ.คอหงส์ ได้รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุ รถกระบะชนท้ายรถจักรยานยนต์สามล้อพ่วงข้าง บริเวณหน้าโรงงานผลิตกระดาษลูกฟูก ลูกฟูกม้วน ถนนกาญจนวานิช เส้นทางหาดใหญ่-สงขลา (สายเก่า) หมู่ 8 ต.ท่าข้าม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ฝั่งขาออกตัวเมืองหาดใหญ่

หลังจากลงพื้นที่ไปตรวจสอบจุดเกิดพร้อมด้วยหน่วยกู้ภัยมูลนิธิมิตรภาพสามัคคี ที่เกิดเหตุพบร่าง นายพงศ์ภาเดช อายุ 15 ปี นอนเสียชีวิตอยู่บนถนน จากการถูกรถกระบะพุ่งชน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกคน คือ นางสุภาพร อายุ 40 ปี ซึ่งแม่ของผู้เสียชีวิต

ส่วนบริเวณเดียวกันมีรถจักรยานยนต์สามล้อพ่วงข้าง ยี่ห้อฮอนด้า สภาพถูกชนจากด้านหลังพังเสียหาย และมีผักกระจัดกระจายอยู่เต็มถนน และคู่กรณ๊คือรถกระบะโตโยต้า จอดห่างออกไปประมาณ 200 เมตร สภาพหน้ารถด้านซ้ายเสียหายจากการพุ่งชน โดยมี นายพิชัย อายุ 51 ปี เป็นคนขับ ซึ่งไม่ได้หลบหนีไปไหน รอพบเจ้าหน้าที่อยู่ที่เกิดเหตุ

โดยขณะเกิดเหตุมีญาติของผู้เสียชีวิตเดินทางยังจุดเกิดเหตุ และร้องไห้ด้วยความเสียใจ พร้อมกับตกใจที่ต้องพบกับภาพที่รับไม่ได้

จากการสอบถาม นางสุภาพร ผู้ได้รับบาดที่ยังพอให้การได้ เปิดเผยว่า ตนกับลูกชายได้ขี่รถกำลังจะไปขายของที่หน้าโรงงานแห่งหนึ่งในตัวเมืองสงขลา ซึ่งลูกชายจะไปคอยช่วยเสมอๆ ในช่วงปิดเทอม แต่เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุรถกระบะได้พุ่งมาชนท้ายอย่างจัง ทำให้ลูกชายที่นั่งซ้อนท้ายกระเด็นตกจากรถและเสียชีวิตทันที

ส่วนสาเหตุเจ้าหน้าที่จะเรียกตัว นายพิชัย คนขับรถกระบะไปสอบสวน และเตรียมแจ้งข้อหาดำเนินคดีอีกครั้ง

Featured

มอบตัวแล้ว..กิ๊กโหดยิงสาว 48 เป็นศพคาอพาร์ตเม้นท์

จากกรณีที่คนร้ายก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิง น.ส.ราตรี มีศรี อายุ 48 ปี ภายในห้องพัก ที่อพาร์ตเมนท์แห่งหนึ่งใกล้กับโรงงานผลิตกระดาษห่อพัสดุ กระดาษน้ำตาล ในตำบลดอนหัวฬ่อ อำเภอเมืองชลบุรี โดยผู้ตายถูกยิงด้วยอาวุธปืนลูกซองเข้าที่บริเวณราวนมซ้ายมีรูกระสุนเข้า 4 รู เลือดไหลนองพื้น นอนหงายในห้องข้างเตียงนอน ซึ่งช่วงแรกนั้นกู้ภัยฯและแพทย์ช่วยกันปั้มหัวใจยื้อชีวิต แต่ น.ส.ราตรี ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมา ตรวจสอบในห้องพบตะกั่วลูกปลายกระสุนปืนลูกซอง 4 เม็ด นอกจากนี้ยังพบอาวุธปืนลูกซองไทยประดิษฐ์ 1 กระบอก พร้อมปลอกกระสุนปืนลูกซองซุกอยู่บนดาดฟ้า 1 ปลอก

   คืบหน้าล่าสุด พ.ต.อ.อนุการ ธรรมวิจารย์ ผกก.สภ.ดอนหัวฬ่อ พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ได้ควบคุมตัวนายสุริยา ศรีภูวงษ์ อายุ 36 ปี ชาวจังหวัดหนองบัวลำภู หลังแม่นายสุริยา ได้พาลูกชายเข้ามอบตัวที่ สน ลาดกระบัง เนื่องจากคิดว่าหนีไปไหนตำรวจก็คงต้องตามจับได้สักวัน หลังตำรวจได้ควบคุมตัวกลับมาที่ สภ.ดอนหัวฬ่อ ทาง พ.ต.อ.อนุการ ได้สั่งการชุดสืบสวนทำแผนโดยทันที โดยไม่มีการแถลงข่าวแต่อย่างใด เพระเกรงว่าหากมีประชาชนหรือญาติผู้ตายรู้ข่าวอาจจะมามุงดูและจะรุมประชาฑัณฑ์

  โดยตำรวจได้พาตัวนายสุริยา ไปทำแผนยังห้องที่เกิดเหตุบนชั้นสอง เริ่มตั้งแต่เคาะเรียกประตูเข้าไป อยู่กับผุ้ตายนานถึง2ชั่วโมง จากนั้นก็ได้หลับนอนและมีปากเสียงเรื่องการที่ผุ้ตา่ยได้นำแหวนทอง1สลึงของผู้ตายไปจำนำในราคา 4พันบาท เพื่อนำเงินไปทำพลาสปอตเพราะได้วางแผนว่าจะไปทำงานที่เกาหลีกันทั้ง2 คน แต่เมื่อผู้ตายทวงถามเงินเพื่อนำไปไถ่เพราะกลัวว่าทองจะขาดก็มีปากเสียงโดยผู้ต้องหาบอกว่าเงินไม่มีแล้ว

ผู้ตายโมโหจึงได้ใช้มือตบไปที่ใบหน้า1ครั้งและก็เถียงกันรุนแรง จนผู้ต้องหาโมโหใช้ปืนยิง1นัด จนผู้ตายล้มลง ก่อนที่ผู้ต้องหาจะเข้าไปกอดและรีบออกจากห้อง เอาปืนไปซุกไว้บนดาดฟ้าของหอพัก จากนั้นได้ปืนหนีบริเวณหน้าต่างบนชั้น1

ก่อนจะขึ้นรถตู้โดยสารหลบหนีไปแถบมีนบุรี โดยผู้ต้องหายังบอกอีกว่าทีเเรกที่มีอะไรกันไม่รู้ว่าผู้ตายมีสามีอยู่ก่อน แต่มารู้ทีหลังเมื่อ2เดือนก่อน เคยคิดที่จะจากไปเองแต่ผู้ตายก็ยังรั้งไว้ และล่าสุดก็ได้วางแผนที่จะไปเกาหลีด้วยกันไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่ชีวิตก็ไม่เป็นไปอย่างที่คิดอยากขอโทษครอบครัวผู้เสียชีวิต ที่ทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา พกพาอาวุธปืนไปในทาง หรือที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ครอบครองพกพาอาวุธปืน(ปืนเถือน)โดยไม่ได้รับอนุญาต ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Featured

เมียหลวงเพิ่งพ้นโทษแค่ 5 วัน ถูกกิ๊กใหม่ผัวขับบีเอ็มมายิง ดับสยองคาบ้าน

(18 ต.ค.62) เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา พ.ต.ท.สมจิตต์ ศิริแสวง สารวัตรสอบสวน สภ.หนองแค พร้อมชุดสืบสวนและกองพิสูจน์หลังฐาน อาสาสมัครป่อเต็กตึ๊งจุดหนองแค เข้าตรวจสอบหลังรับแจ้งมีเหตุยิงกันตายภายในบ้านเลขที่ 59 หมู่ 2 ต.ห้วยขมิ้น อ.หนองแค จ.สระบุรี ซึ่งเปิดเป็นอู่ขายอะไหล่รถยนต์มือสอง และจำหน่ายฟิล์มพันพาเลท ฟิล์มพันสินค้า

ในที่เกิดเหตุจากการตรวจสอบพบปลอกกระสุนปืนขนาด .38 เบื้องต้น จำนวน 5 ปลอกตกอยู่บริเวณ พื้นหญ้าหน้าบ้านผู้ตายและหลังบ้านอีก 3 ปลอกรวม 8 ปลอก  

ส่วนผู้เสียชีวิตทราบชื่อ นางสาวกนกพันธ์ อายุ 34 ปี ถูกคมกระสุนตามร่างกาย จำนวน 3 นัด บริเวณปาก ไหล่ซ้าย และข้อมือขวา นอนจมกองเลือดเสียชีวิตอยู่ด้านหลังบ้านหลังดังกล่าว

จากการสอบถาม นายสถาพร อายุ 36 ปี พี่ชายของผู้ตาย ทราบว่า ผู้ก่อเหตุ น่าจะเป็นเมียอีกคนหนึ่งของนายศักดิ์สิทธิ์ อายุ 42 ปี สามีผู้ตาย ที่คบหากันในช่วงที่ผู้ตายถูกจำคุก ในข้อหาจำหน่ายยาเสพติดและเพิ่งพ้นโทษออกมาเมื่อวันที่ 13  ตุลาคม ที่ผ่านมา

(16 ต.ค.62) ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า แม่ค้าร้านขายของชำแห่งหนึ่งใน ต.โคกม้า อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 งวดประจำวันที่ 16 ต.ค.62 หมายเลข 812564 จำนวน 1 ใบ และยังถูกเลขท้าย 3 ตัวอีก 1 ใบ ได้รับเงินรางวัล 6 ล้าน 4 พันบาท 

จากนั้นผู้สื่อข่าวจึงได้เดินทางไปตรวจสอบตามที่ได้รับแจ้ง  พบว่าผู้โชคดีที่ถูกรางวัลที่ 1 คือ นางทองย้อย ขันนาค อายุ 64 ปี  ซึ่งเป็นแม่ค้าร้านขายของชำ ซึ่งก็ได้มีญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านที่ทราบข่าวต่างมาร่วมแสดงความยินดีที่ร้านเป็นจำนวนมาก ขณะที่ป้าทองย้อยก็อยู่ในอาการดีใจ ที่ถูกหวยรางวัลที่ 1 ได้รับเงินถึง 6 ล้านบาท และยังถูกเลขท้าย 3 ตัว หมายเลข 598 อีก 1 ใบ รวมมูลค่าเงินรางวัล 6 ล้าน 4 พันบาท

โดยป้าทองย้อย เล่าให้ฟังว่า ก่อนวันหวยออกตนเองฝันว่าได้ไปจับปลาช่อนกับสามี เก็บใส่รถกระบะจนเต็มคันรถ พ่อรุ่งเช้ามีพ่อค้าลอตเตอรี่มาเดินเร่ขายที่หน้าร้าน จึงเสี่ยงโชคซื้อไว้จำนวน 3 ใบ ก็ไม่ได้หวังอะไรมาก เพราะเคยซื้อหลายครั้งแต่ก็ไม่เคยถูกรางวัล จนกระทั่งผลสลากกินแบ่งรัฐบาลออก จึงนำลอตเตอรี่ที่ซื้อไว้ออกมาตรวจดูพบว่า ถูกรางวัลที่ 1 จำนวน 1 ใบ และถูกเลขท้าย 3 ตัว หมายเลข 598 อีก 1 ใบ รู้สึกดีใจมากทำอะไรไม่ถูก   

ส่วนเงินรางวัลที่ได้  เบื้องต้นก็จะนำไปใช้หนี้และไถ่ถอนบ้านที่ติดจำนองไว้ ที่เหลือก็เก็บไว้ทำบุญ ปรับปรุงร้านขายของชำ แบ่งให้ลูกหลาน และเก็บไว้ใช้ส่วนตัวในบั้นปลายด้วย

Featured

นักศึกษาคะนองโดดน้ำเจ้าพระยาจมดับ เข้าฝันบอกอาให้มารับกลับบ้าน

หนุ่มนักศึกษาคึกคะนองกระโดดแม่น้ำเจ้าพระยาเล่นและจมหาย เข้าฝันอาสาวบอกให้มารับกลับบ้าน แต่งมหาร่างไม่เจอ ทำพิธีขอขมาเจ้าที่-กุมารกระซิบบอกจุด

(16 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณโป๊ะท่าเรือ ริมเขื่อนท่าน้ำนนทบุรี ต.สวนใหญ่ อ.เมือง จ.นนทบุรี นางสมัย อายุ 45 ปี สาวโรงงานผลิตเทปใส เทปกาว ได้ติดต่อ ร.ต.อ.ชัยยง อ้วนมะโฮง รอง สว.(สอบสวน)สภ.เมืองนนทบุรี ขอให้ประสานเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู ชุดนที ลงน้ำค้นหาร่าง นายสุทธิชัย อายุ 20 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง หลังมานั่งเล่นและดื่มสุราที่โป๊ะกับเพื่อนๆ ก่อนจะคึกคะนองกระโดดเล่นแม่น้ำเจ้าพระยาและจมหายไป เมื่อช่วงเช้ามืดวันเดียวกันนั้น

เจ้าหน้าที่ชุดประดาน้ำ 8 นาย ได้ผลัดกันลงงมค้นหาร่าง โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จึงพบร่างติดอยู่ใต้เขื่อนบริเวณท่าน้ำ ก่อนจะกู้ร่างขึ้นจากน้ำเพื่อให้แพทย์นิติวิทยาศาสตร์ทำการชันสูตร ก่อนจะส่งต่อให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพื่อชันสูตรอย่างละเอียดอีกครั้ง

นางสมัย ระบุว่า มีศักดิ์เป็นอาของผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่าหลังจากได้งมหาร่างหลานเมื่อคืนยังไม่พบ ตนจึงเดินทางกลับบ้าน และงีบหลับไปครู่หนึ่ง ปรากฏว่าหลานชายได้มาเข้าฝันตนบอกว่า หนาว อยากกลับบ้าน อยากให้อาและพี่สาวมารับกลับบ้าน ทำให้ตนเดินทางมาที่โป๊ะอีกครั้ง

จากนั้นมีร่างทรงได้บอกตนว่าให้มาไหว้ศาลเจ้าแม่ทับทิม เพื่อทำพิธัเบิกทางขออนุญาตให้พบร่างหลานชาย โดยเอาของมาไหว้ขอขมา ขณะที่พี่สาวของผู้เสียชีวิตได้มีกุมารทองมากระซิบบอกว่า น้องชายติดอยู่ที่ใต้เขื่อนด้านขวา เมื่อประดาน้ำลงงมลงไปจุดตามที่บอก ปรากฏว่าพบร่างหลานชายอยู่ที่ด้านขวาของศาลเจ้าจริงๆ

Featured

หนุ่มส่งอาหารวัย 19 แชทเฟซบุ๊กจีบเด็กหญิง 14 รู้จักเดือนเดียวลวงไปข่มขืน

(15 ต.ค.62) เวลา 10.30 น. นายน้อย (นามสมมุติ) อายุ 48 ปี ได้พาลูกสาว ด.ญ. บี (นามสมมติ) อายุ 14 ปี เข้าแจ้งความกับ ร.ต.อ.ชวนัย  มารศรี รองสารวัตรสอบสว สภ.เมืองอุดรธานี ว่าลูกสาวถูกชายอายุ 19 ปี ที่ขี่รถจยย. รับจ้างส่งอาหาร หลอกลวงไปข่มขืน ในในคอนโดให้เช่าแห่งหนึ่ง ข้างโรงงานผลิตกระดาษห่อพัสดุ กระดาษน้ำตาล ซอยทองคำอุทิศ ตำบลหมากแข้ง อ.เมืองอุดรธานีหลังจากลูกสาวรู้จักกันกับหนุ่ม 19 ปี ผ่านทางเฟซบุ๊ก มาได้ประมาณ 1 เดือน

ร.ต.อ.ชวนัย  มารศรี  เปิดเผยว่า จากการสอบสวนพ่อ และ ด.ญ. บี ทำให้ทราบว่า นายต้น (นามสมมติ) อายุ 19 ปี  ขี่รถจยย. รับจ้างส่งอาหาร ได้มารู้จัก ด.ญ.บี ทางเฟซบุ๊กประมาณ 1 เดือน ก่อนที่จะนัด ด.ญ.บี ให้ไปพบ ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ในตัวเมืองอุดรธานี เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม เวลา 12.30 น. ที่ผ่านมา ซึ่งได้ ชักชวนกันไปกินข้าวด้วยกัน

ต่อมานายต้น ได้ขี่รถจักรยานยนต์พา ด.ญ. บี ซ้อนท้ายไปที่คอนโด แล้วเปิดห้องพักหมายเลข 1210  ก่อนพา ด.ญ. บี เข้าไปในห้องพัก แล้วทำการข่มขืนถึงสองครั้ง ซึ่ง ด.ญ. บี ได้ต่อสู้ขัดขืน แต่สู้แรงของนายต้นไม่ได้ หลังจากนั้นเวลา 22.00 น. นายต้นได้ออกจากห้องพักไป  ด.ญ. บี จึงได้โทรศัพท์ไปบอกพี่ชาย ให้มาช่วยเหลือ แล้วพี่ชายของ ด.ญ. บี ได้เดินทางมาหา แล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง พี่ชายของ ด.ญ.บี  จึงได้ทำการเปิดห้องพักข้างๆ เอาไว้เพื่อจะทำการตะครุบตัวนายต้น ถ้าย้อนกลับมาข่มขืนน้องสาวซ้ำอีก แต่แล้วนายต้นก็ไม่กลับมาจนถึงเช้า

จากนั้น ด.ญ.บี และพี่ชาย ได้เดินทางกลับไปที่บ้านพัก แล้วโทรศัพท์ไปหาพ่อเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับน้องสาวให้พ่อฟัง เนื่องจากพ่อไปทำงานอยู่กรุงเทพ  ซึ่ง ด.ญ.บี และพี่ชาย  อาศัยอยู่กับปู่และย่า ที่ จ.อุดรธานี พอพ่อ เดินทางมาถึงจึงได้พา ด.ญ. บี มาแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ  และได้ ทำหนังสือ ส่งตัว ด.ญ. บี ไปตรวจร่างกาย ที่่โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี

โดยนายต้น พอทราบว่าพ่อของ ด.ญ. บี ได้เดินทาง มาแจ้งความกับตำรวจ จึงเข้ามามอบตัวกับตำรวจ พร้อมยอมรับว่าได้กระทำจริง แต่ได้มีติดต่อการเจรจาเพื่อไกล่เกลี่ย แต่ตกลงกันไม่ได้ ก่อนที่ฝ่ายผู้ปกครองของเด็กหญิงจะมาแจ้งความดังกล่าว ปัจจุบันตนจึงได้ยึดอาชีพรับขี่รถจยย. รับจ้างส่งอาหาร รายได้ก็ไม่มากนัก แค่พอเลี้ยงตนเองเท่านั้นโดยไม่มีเงินก้อนที่จะไปจ่ายค่าเสียหาย

พ.ต.ท.บำรุง แนบชิดชัย รอง ผกก.สอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี  ได้มาร่วมสอบปากคำนายต้น พร้อมกับแจ้งสิทธิให้กับนายต้นได้รับทราบ ถ้าต้องการทนายทางตำรวจจะทำการจัดหาให้  โดยนายต้นยังไม่ให้การหรือข้อมูลใดๆ เพราะเขาต้องรอผู้ปกครองและทนายความมาเสียก่อน  

พ.ต.ท.บำรุง แนบชิดชัย เปิดเผยว่า  สำหรับคดีนี้ยอมความกันไม่ได้ เนื่องจากผู้เสียหาย เป็นเด็กหญิงอายุ 14 ปี หลังจากทำการสอบปากคำผู้ต้องหา เป็นที่เรียบร้อย จะได้ทำแจ้งข้อกล่าวหา ข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่ถึง 15 ปี ซึ่งมิใช่ภรรยาของตนเอง โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม พรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากบิดามารดา หรือ ผู้ดูแล โดยจะไปยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอฝากขังเอาไว้ก่อน 

Featured

ตามวุ่นทั้งหมู่บ้าน 2 เด็กชายวิ่งหนียักษ์หลบในก่อไผ่ เผลอหลับจนมืด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 20.30 น. ของวันที่ 10 ต.ค. เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูจุดเมืองสุโขทัย ได้รับแจ้งจากชาวบ้านขอความช่วยเหลือให้ช่วยออกค้าหาเด็กชาย 2 คน อายุ 9 ปี ได้หายออกจากบ้านตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ 10 ต.ค. หลังทางครอบครัวพบว่ายังไม่ได้กลับบ้าน เกรงว่าเด็กจะได้รับอันตราย

ทราบชื่อเด็กที่หายไปคือ น้องลีโอ และ น้องฟ้อง วัย 9 ปี โดยตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา เหตุเกิดบริเวณหมู่ 4 ตำบลตาลเตี้ย อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย หลังรับแจ้งเจ้าหน้าที่กู้ภัยและชาวบ้านได้กระจายกำลังออกเป็น 2 ทีมเพื่อค้นหาทันที่ รวมถึงทางญาติได้มีการจุดธูปบอกเจ้าที่เจ้าทางของให้พบเด็กทั้ง 2 คน

นายปราโมทย์ อายุ 40 ปี เป็นลุงของเด็กที่หาย ทราบว่าเมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ขณะที่นายปราโมทย์กำลังเดินทางกลับจากทำนา พบเห็นเด็กทั้ง 2 เล่นน้ำอยู่ในสระ ตนจึงบอกให้ขึ้นจากสระน้ำแล้วกลับบ้าน จนมืดเด็กทั้ง 2 ก็ยังไม่เข้าบ้าน ทางผู้ปกครองเด็กทั้ง 2 จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและกู้ภัยให้ช่วยค้นหาอีกแรง

ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้จัดทีมลงไปดำหาเด็กที่ในบริเวณสระน้ำ ที่คาดว่าเด็กๆ จะไปเล่นน้ำกันแต่ก็ไม่พบ ใช้เวลาค้นหากันอยู่ประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้นในเวลา 22.30 น. ได้รับแจ้งจากนายปราโมทย์ ว่าตนพบเด็กทั้ง 2 คนแล้ว ที่โพรงกอไผ่ห่างจากบ้านประมาณ 50 เมตร บริเวณหลังโรงงานผลิตแอร์บับเบิ้ล กันกระแทกราคาถูก ท่ามกลางความดีใจของญาติๆ และทีมคนหา

จากการสอบถาม น้องลีโอ และน้องฟ้อง ว่าทำไมถึงได้ไปนอนหลับในก่อไผ่ เด็กทั้ง 2 เล่าว่า ทั้ง 2 คนได้ออกเดินไปหาปูนากัน แต่ว่าอากาศร้อนเลยชวนกันลงเล่นน้ำในสระ จากนั้นระหว่างเดินทางกลับบ้านผ่านกลางทุ่งนาได้เจอยักษ์ จึงวิ่งเข้าไปหลบในโพรงกอไผ่ แล้วเผลอหลับไป

จนลุงปราโมทย์ ซึ่งเป็นลุงของน้องลีโอ และทีมกู้ร่วมกตัญญูจุดสุโขทัย มาพบเด็กทั้ง 2 คน นอนหลับอยู่ในโพรงกอไผ่ จึงเข้าปลุกออกมา พร้อมกับสอบถามว่าทำไมไปอยู่ในนั้น

ชาวบ้านที่ทราบข่าวต่างสงสารและให้กำลังใจปลอบใจเด็กทั้ง 2 ที่ปลอดภัยแล้วไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว และชื่นชมทีมกู้ภัยร่วมกตัญญูจุกสุโขทัยและชาวบ้านที่ร่วมกันค้นหาเด็กทั้ง 2 คนในครั้งนี้จนสำเร็จ

Featured

สาวใหญ่ขับรถข้ามจังหวัด ใส่เกียร์ผิดพุ่งเกยต้นไม้ ไม่คุ้มสิทธิ “ชิมช้อปใช้”

สาวใหญ่ตั้งใจมาใช้สิทธิ “ชิมช้อปใช้” ขับรถข้ามจังหวัดมา แวะธนาคารก่อนจะไปจับจ่ายใช้เงิน 1,000 บาท แต่เข้าเกียร์ผิด-รถพุ่งเสยต้นปาล์มพังเสียหาย ซ้ำรถไม่มีประกัน

(10 ต.ค.) เมื่อช่วงสายที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองชัยนาท ได้รับแจ้งอุบัติเหตุรถชนเกาะกลางถนน บริเวณถนนวงษ์โต ภายในตัวเมืองชัยนาท ด้านหน้าธนาคารทหารไทย สาขาชัยนาท จึงได้เดินทางตรวจสอบที่เกิดเหตุและเร่งให้ความช่วยเหลือ

ที่เกิดเหตุพบรถยน์นิสสัน ทีด้า สีบรอนซ์เงิน อยู่ในสภาพถอยหลังพุ่งออกมาจากธนาคาร ทำให้ด้านท้ายรถปีนขึ้นไปค้างอยู่ที่ต้นปาล์มเกาะกลางถนน สภาพหน้ารถทิ่มอยู่กับถนน กันชนท้ายหลุด ฝากระโปรงท้ายยุบ เคราะห์ดีไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เจ้าหน้าที่จึงได้เร่งเคลื่อนย้ายรถที่กีดขวางเส้นทางออกมา เพื่อระบายสภาพจราจรที่ติดขัด

ขณะที่ผู้ขับขี่รถคันดังกล่าวเป็นสาวใหญ่วัย 50 ปี เปิดเผยว่า ได้เดินทางมาจาก จ.นครสวรรค์ เพื่อมาใช้สิทธิโครงการ “ชิมช้อปใช้” ที่ลงเทียนใช้ใน จ.ชัยนาท โดยก่อนจะเข้าไปใช้สิทธิได้แวะเข้าทำธุระที่ร้านจำหน่ายเทปใส เทปกาวก่อน หลังจากนั้นกำลังจะขับรถออกมาจากธนาคาร ปรากฏว่าตนใส่เกียร์ผิด กลายเป็นเกียร์ถอยหลัง เป็นเหตุทำให้รถได้พุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ ตนพยายามเหยียบเบรกแล้ว แต่ก็เบรกไม่อยู่ เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก ก่อนที่รถจะพุ่งถอยหลังออกมาชนเกาะกลางถนนดังกล่าว เคราะห์ดีที่ช่วงเกิดเหตุไม่มีรถคันอื่นขับตามเส้นทางมา ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดอุบัติเหตุซ้ำรอยขึ้นได้

นอกจากนี้ สาวใหญ่ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า การมาใช้สิทธิชิมช้อปครั้งนี้ดูเหมือนจะไม่คุ้มค่า เพราะได้เงินแค่ 1,000 บาทแต่ต้องมาแลกกับซ่อมรถคันนี้ ซึ่งเป็นรถที่ไม่มีประกันด้วย แต่ก็ยินดีจ่ายค่าลากรถและค่าซ่อมรถ เพราะทั้งหมดเป็นความประมาทของตัวเองล้วนๆ

Featured

หนุ่มใหญ่คลั่งแทงหลานใบ้ดับอนาถ ตำรวจชาร์จตัวโดนลูกหลงเจ็บ 2 นาย

ตำรวจหล่มสักบุกชาร์จตัว น้าชายคลั่งอาละวาด ชักมีดแทงหลานแท้ๆ พิการเป็นใบ้ เสียชีวิตอนาถคาบ้าน พลาดท่าถูกคมมีดแทงสวน ตำรวจบาดเจ็บไป 2 นาย

เมื่อวานนี้ (8 ต.ค.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ได้รับแจ้งเหตุมีชายเกิดอาการคลุ้มคลั่ง ใช้อาวุธมีดแทงคนพิการที่เป็นหลานแท้ๆ เป็นเหตุทำให้เสียชีวิต จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ ที่บ้านหลังหนึ่ง พบผู้ก่อเหตุกำลังคลั่งอย่างหนัก มีท่าทีกระสับกระส่าย เดินไปมา พูดจาไม่รู้เรื่อง พร้อมถืออาวุธไล่ขู่ที่จะทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทราบชื่อผู้ก่อเหตุคือ นายสมศักดิ์ อดีตหนุ่มโรงงานผลิตเทปขุ่น สก๊อตเทป

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ความพยายามพูดจาเกลี้ยกล่อม นายสมศักดิ์ ให้สงบสติอารมณ์และให้วางอาวุธมีดลง กระทั่งเวลาผ่านไป 1 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ตำรวจสังเกตเห็นว่า นายสมศักดิ์ เริ่มมีอาการอ่อนล้าลง จึงได้ตัดสินใจบุกเข้าชาร์จตัวจากทางด้านหลัง

แต่ปรากฏว่า นายสมศักดิ์ รู้ตัวและหันกลับมา ก่อนจะใช้อาวุธมีดแทงสวนใส่เจ้าหน้าที่ เป็นเหตุทำให้ปลายมีดแฉลบไปถูก ร.ต.อ.นราธิป น้อยฉิม และ ร.ต.อ อิทธิพล ศิริมงคล รองสว.สืบสวน สภ.หล่มสัก ได้รับบาดเจ็บ และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหล่มสัก ล่าสุดอาการปลอดภัยแล้ว

ขณะที่ นายสมศักดิ์ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจล็อกตัวจับกุมได้ในที่สุด ก่อนจะถูกควบคุมตัวไปที่ สภ.หล่มสัก เพื่อดำเนินคดีในข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ก่อเหตุมีประวัติป่วยทางประสาทด้วย

ชาวบ้านยังเปิดเผยอีกว่า ก่อนหน้านี้ นายสมศักดิ์ เคยมีอาการคลุ้มคลั่ง ก่อเหตุใช้มีดฟันลูกชายได้รับบาดเจ็บ เย็บถึง 9 เข็มมาแล้ว ก่อนจะเดินกระสับกระส่ายในบ้าน ไม่หลับนอนข้ามวัน พอตอนเช้าเห็นนายสมศักดิ์ขี่รถจักรยานยนต์ พกมีดติดตัวไปรอบๆ หมู่บ้าน สร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้าน แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยว เพราะเกรงจะเป็นอันตราย กระทั่งมาก่อเหตุฆ่า นายสมพร อายุ 37 ปี ซึ่งเป็นหลานชายที่พิการเป็นใบ้เสียชีวิตน่าเศร้า

Featured

รถตู้นักศึกษาเทคโนฯ มุ่งหน้าไปไม่ถึงกรุง พุ่งชนท้ายสิบล้อ ตาย 3 เจ็บ 7

รถตู้นักศึกษาเทคโนโลยีฯ จากลำพูน กำลังมุ่งหน้าเข้าเมืองกรุง แต่พุ่งชนท้ายรถบรรทุกสิบล้อ ตาย 3 ศพ บาดเจ็บอีก 7 คาดทางมืดเปลี่ยว ขึ้นเขามามองไม่เห็นรถคันข้างหน้า

(8 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา เกิดอุบัติเหตุบนถนนพหลโยธิน ช่วงลำปาง-ตาก ฝั่งขาล่อง พื้นที่ตำบลนาแส่ง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง เป็นเหตุรถตู้คณะนักศึกษาวิทยาลัยธนบุรี เทคโนโลยีหมู่บ้านครู ภาคเหนือ จ.ลำพูน เสียหลักพุ่งชนท้ายรถบรรทุกสิบล้อบรรทุกข้าวโพด หน้าบริเวณโรงงานผลิตแอร์บับเบิ้ล กันกระแทกราคาถูก เหตุดังกล่าวมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย

ต่อมาเจ้าหน้าที่สมาคมกู้ภัยเกาะคา พร้อมกับเจ้าหน้าที่กู้ชีพโรงพยาบาลเกาะคา เจ้าหน้าที่สมาคมกู้ภัยนครลำปาง และเจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างธรรมสถานลำปาง ได้เดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุ และช่วยเหลือลำเลียงผู้ได้รับบาดเจ็บนำส่งโรงพยาบาลเกาะคา และนำส่งโรงพยาบาลลำปาง\

ขณะที่ภายในรถพบร่างผู้เสียชีวิตติดอยู่คาซากรถ ฝั่งด้านหน้าของรถตู้ จำนวน 3 คน ขณะที่รถตู้โตโยต้า สีบรอนซ์เงิน จอดอยู่ในสภาพพังยับเยิน โดยเฉพาะช่วงหน้าตัวรถพังยุบเข้าไปครึ่งคัน เจ้าหน้าที่ได้ใช้อุปกรณ์ตัดถ่างช่วยนำร่างผู้เสียชีวิตออกมาจากซากรถอย่างทุลักทุเล

จากการสอบสวนทราบว่า รถตู้นักศึกษาคันดังกล่าวได้ขับออกมาจาก จ.ลำพูน เพื่อจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ แต่เมื่อเดินทางมาถึงจุดเกิดเหตุ เป็นเส้นทางขึ้นเขาและเป็นทางมืดเปลี่ยว ปรากฏว่ารถตู้ได้เสียหลักพุ่งชนท้ายรถบรรทุกสิบล้อ ที่บรรทุกข้าวโพดมาจาก จ.เชียงราย

เจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่า คนขับรถตู้อาจจะเกิดจากการหลับใน หรืออาจจะมองไม่เห็นเส้นทาง เมื่อเห็นรถคู่กรณีอยู่ในระยะกระชั้นชิด คนขับรถตู้จึงเลี้ยวหักหลบแต่ไม่ทัน ตัวรถจึงพุ่งชนชนท้ายฝั่งขวาของรถบรรทุกสิบล้ออย่างจัง เป็นเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ บาดเจ็บอีก 7 ราย ทางเจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

Featured

รวบหนุ่มหลอกนักศึกษาผ่านแอปฯ ดัง ทั้งทำร้ายร่างกาย-ข่มขืน-ชิงทรัพย์

ตำรวจภูธรภาค 4 รวบหนุ่มสกลนครหลอกนักศึกษาผ่านแอปพลิเคชั่นชื่อดัง ทั้งทำร้ายร่างกาย ข่มขืน ชิงทรัพย์ 

ที่กองกำกับการสืบสวน 2 กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 4 (กก.สส.2 บก.สส.ภ.4) พ.ต.อ.อัครวินต์ สุคนธวิท ผกก.สส.2 พร้อมด้วย พ.ต.ท.เดชชาติ มูลมณี รอง ผกก.สส. 2 ทำการสอบปากคำ นายอานุภาพ อายุ 21 ปี อยู่ ต.กกปลาซิว อ.ภูพาน จ.สกลนคร ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดมหาสารคาม ในข้อหา ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน,ชิงทรัพย์,ข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.2 จับกุมตัวได้ขณะนอนหลับอยู่ในเปล ภายในสวนยางพาราในพื้นที่บ้านชลประทาน ม.13 ข้างโรงงานผลิตเทปใส เทปกาว ต.หลุบเลา อ.ภูพาน จ.สกลนคร

พ.ต.ท.เดชชาติ กล่าวว่า หลังจากมีผู้เสียหาย ซึ่งเป็นนักศึกษาหญิง จำนวน 2 ราย เข้าแจ้งความดำเนินคดี โดยรายแรกอายุ 20 ปี เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ว่าถูกเพื่อนชาย ชื่อ อาร์ท ซึ่งรู้จักกันผ่านทางแอปพลิเคชั่นชื่อดังทำร้ายร่างกายและข่มขืนจนหมดสติ จากนั้นก็ถูกลักทรัพย์เงินสดเกือบ 10,000 บาท โทรศัพท์มือถือ ไอโฟน 7 จำนวน 1 เครื่อง สร้อยคอทองคำหนัก 2 สลึง จำนวน 1 เส้นไป

ส่วนผู้เสียหายรายที่สองเป็นนักศึกษาอายุ 19 ปี เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมหาสารคาม ซึ่งเป็นข้อมูลที่คล้ายๆ กับผู้เสียหายรายแรกคือ รู้จักกันผ่านทางแอปพลิเคชั่นดังกล่าว ฝ่ายชายนัดเจอกันและตกลงเป็นแฟน จนมีความสัมพันธ์กันลึกซึ้ง จากนั้นฝ่ายชายก็เอาทั้งรถจักรยานยนต์ 1 คัน สร้อยคอทองคำหนัก 2 สลึง 1 เส้น ไปและไม่ยอมนำมาคืน จึงเข้าแจ้งความให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

Featured

รื้อคดีฆาตกรรม “โทโมโกะ” สาวญี่ปุ่นตายที่สุโขทัย ยังมีคนไม่ได้ตรวจดีเอ็นเอ

รมว.ยุติธรรม สั่งรื้อคดีฆาตกรรม “โทโมโกะ” เมื่อ 11 ปีก่อน ส่งเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์จะลงพื้นที่อีกครั้ง เผยยังเหลือ 1 รายที่ไม่ได้ตรวจดีเอ็นเอ

(4 ต.ค.) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวภายหลังการตรวจเยี่ยมสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ว่า ในฐานะ ส.ส.จังหวัดสุโขทัย เมื่อมาเป็น รมว.ยุติธรรม ได้หารือกับผู้บริหารสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ว่าจะขอให้ส่งนักนิติวิทยาศาสตร์ลงพื้นที่ จ.สุโขทัย

เพื่อเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอในจุดที่ต้องสงสัยเพิ่มเติมเพื่อคลี่คลายคดี น.ส.โทโมโกะ คาวาชิตะ นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่ถูกฆาตกรรมในเขตอุทยานประวัติศาสตร์ จ.สุโขทัย เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2550 โดยคดีดังกล่าวได้ถูกโอนมาให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการและดีเอสไอได้รับไว้เป็นคดีพิเศษตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2556

ในครั้งนี้จะเป็นการขยายพื้นที่ให้ไกลออกจากจุดเกิดเหตุ เพื่อให้ได้มาซึ่งหลักฐานทั้งหมดเพื่อปิดคดี ที่ผ่านมาแม้พ่อแม่ของผู้เสียชีวิตและสถานทูตญี่ปุ่นจะยังไม่ขอเข้าพบเพื่อทวงถามคดี แต่ตนในฐานะที่กำกับดูแลกระทรวงยุติธรรมต้องการเร่งรัดและคลี่คลายคดีให้ได้เร็วๆ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของประเทศ โดยคดีดังกล่าวจะหมดอายุความในปี 2570

“ที่ผ่านมามีการตรวจดีเอ็นไอผู้ต้องสงสัยไปจำนวนมากแล้ว จึงคิดว่าในพื้นที่ควรจะช่วยกันอีกรอบหนึ่ง นอกจากนี้อยากสื่อให้ทางการญี่ปุ่นรับทราบว่าเราไม่ได้นิ่งดูดาย และกระทรวงยุติธรรมพยายามติดตามให้อย่างเต็มที่ ส่วนเจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่ในจุดใดเป็นรายละเอียดในสำนวน” นายสมศักดิ์ กล่าวA

รายงานข่าวจากกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้มีการตรวจหาสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอผู้ต้องสงสัยคดีนี้ไปแล้ว 300 ราย โดยทางดีเอสไอได้ตั้งรางวัลนำจับจำนวน 2 ล้านบาท แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังจับกุมคนร้ายไม่ได้

อย่างไรก็ตาม คดีนี้ยังมีร่องรอยให้สามารถติดตามได้จากเสื้อผ้าของน.ส.โทโมกะที่คนร้ายได้ทิ้งไว้ และมีรายงานในพื้นที่ระบุว่ามีผู้ต้องสงสัยรายหนึ่งที่ยังไม่ได้ตรวจดีเอ็นเอ และได้เสียชีวิตแล้วไม่สามารถนำกระดูกมาสกัดหาสารพันธุกรรม จึงมีความเป็นได้ที่อาจจะมีการตรวจดีเอ็นเอของญาติพี่น้องสายตรงหรือมารดาของผู้ต้องสงสัย แต่คงจะมีกระบวนขั้นตอนการขอตรวจซึ่งกระทรวงยุติธรรมจะมีการหารือกันอีกครั้งก่อนส่งเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์จะลงพื้นที่

ทั้งนี้ คดีฆาตกรรม น.ส.โทโมโกะ คาวาชิตะ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2550 โดย น.ส.โทโมโกะ เป็นนักท่องเที่ยวสาวชาวญี่ปุ่น ถูกฆ่าปาดคอทิ้งศพไว้ในพงหญ้าหลังโรงงานผลิตกระดาษห่อพัสดุ กระดาษน้ำตาล และคดีดังกล่าวไม่มีหลักฐานที่จะสามารถมัดตัวผู้ก่อเหตุได้ แม้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องต่างเร่งคลี่คลายคดี ซึ่งเหตุสะเทือนขวัญครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

Featured

เปิดคำพูด “หนุ่มเผาทั้งเป็น” เพราะแค้นแฟนสาว 17 ปีก่อน ทำพิการถึงวันนี้

วันนี้ที่รอคอย ญาติสาวเหยื่อถูกเผาทั้งเป็นเมื่อ 17 ปี ขอบคุณตำรวจที่จับกุมตัวคนร้ายได้ก่อนหมดคดีความ ด้านผู้ก่อเหตุให้การภาคเสธ ไม่รู้ว่าตัวเองมีหมายจับ รับแค่ต้องการหนีให้พ้น 20 ปี

(3 ต.ค.) นางกอลิเย๊าะ อายุ 63 ปี พร้อมกับญาติพี่น้องได้เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.เทเวศน์ ปลื้มสุด ผกก.สภ.เมืองนครศรีธรรมราช หลังทราบว่ามีการจับคนร้ายที่ทำร้ายลูกสาวและเผาทั้งเป็น ทำให้กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงมานานถึง 17 ปี เนื่องจากผู้ก่อเหตุได้หลบหนีคดี เพราะความหึงหวงเนื่องจากฝ่ายหญิงขอบอกเลิก

โดยนางกอลิเย๊าะ เปิดเผยว่า เมื่อ 17 ปีก่อน ตอนนั้นมีอายุ 20 ปี ถูก นายคำรณ หรือ บังหนิด ทำร้ายร่างกาย และจุดไฟเผาร่าง ซึ่งคดีนี้ผ่านมานานมากแต่ยังไม่มีความคืบหน้า กระทั่งทราบในช่วงเช้าวันนี้ว่า ตำรวจกองปราบปรามได้เข้าจับกุมตัว นายคำรณ ผู้ต้องหาตามหมายจับฯ ข้อหาพยายามฆ่าและปล้นทรัพย์ ได้ในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี ใกล้โรงงานอุตสาหกรรมผลิตแอร์บับเบิ้ล กันกระแทกราคาถูก ก่อนหมดอายุความเพียง 2 ปีเศษ

นางกอลิเย๊าะ รู้สึกดีใจเพราะเป็นการรอคอยถึง 17 ปี เพื่อทวงความยุติธรรมให้กับลูกสาว วันนี้ลูกสาวยังไม่พร้อมที่จะมายังสถานีตำรวจ จึงให้รออยู่ภายในรถ คดีนี้เกิดขึ้นมานานแต่คดีเงียบหายไป จึงได้เรียกร้องให้ตำรวจรื้อคดีขึ้นมาใหม่ จนในที่สุดก็สามารถติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีได้ในที่สุด จึงรู้สึกพอใจและขอขอบคุณตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ช่วยเหลือจนได้รับความเป็นธรรม

ขณะเดียวกัน นายคำรณ หรือ บังหนิด อายุ 38 ปี ชาวอำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ตกเป็นผู้ต้องหาหลบหนีคดีทำร้ายร่างกายและจุดไฟเผา น.ส.วรรณา ปัจจุบันอายุ 37 ปี ได้ให้การปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นคนก่อเหตุทำร้ายร่างกายและเผา น.ส.วรรณา หลังเกิดเหตุทราบว่าฝ่ายหญิงได้รับบาดเจ็บสาหัส ตนจะไปหาที่โรงพยาบาลแต่ครอบครัวของฝ่ายหญิงห้ามเอาไว้

โดยหลังจากนั้นได้ถูกจับตัวแล้วขึ้นศาลพิจารณาคดีไปแล้ว แต่ยอมรับว่าได้หลบหนีคดีไปในชั้นพิจารณา โดยตั้งใจว่าจะหลบไปซ่อนตัวอยู่ที่อื่น รอกระทั่งครบ 20 ปี ถึงจะกลับมาที่บ้านเกิดอีกครั้ง แต่ปรากฏว่าถูกจับกุมตัวได้เสียก่อน

“ผมไม่รู้ว่ามีการออกหมายจับอีกเพราะเอกสารที่ผมมีนั้นศาลได้สั่งเพิกถอนหมายจับแล้ว และให้คืนหลักทรัพย์ประกันตัว ผมเข้าใจว่าคดีเสร็จสิ้นแล้วจึงไปอยู่ที่สุพรรณบุรี แต่มารู้ทีหลังว่ายังมีหมายจับ วันที่กองปราบไปจับเขาไม่ใส่กุญแจมือใดๆเลยด้วยซ้ำ”

ขณะที่ส่วนครอบครัวของผู้เสียหายที่มารอพบนายคำรณนั้น ได้เดินทางกลับไปก่อน เนื่องจากความจำเป็นต่อสุขภาพของน.ส.วรรณา ส่วนการคุมตัวนายคำรณเจ้าหน้าที่ระบุว่าคืนนี้จะถูกควบคุมตัวที่ สภ.เมืองนครศรีธรรมราช ส่วนในวันพรุ่งนี้จะนำตัวไปฝากขังที่ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช และพนักงานสอบสวนจะคัดค้านการประกันตัว โดยครอบครัวผู้เสียหายจะร่วมยื่นคัดค้านการประกันตัวกับศาลด้วย



Featured

พ่อค้าตลาดนัด ติดเครื่องรถนอนหลับในปั๊ม จู่ๆ ไฟไหม้รถ เคราะห์ดีช่วยกันดับทัน

พ่อค้าตลาดนัดจอดรถนอนพักในปั๊มน้ำมัน จู่ๆ ไฟลุกไหม้รถ เคราะห์ดีช่วยกันดับเอาไว้ได้ทัน

เมื่อเวลา 05.00 น. วันที่ 2 ต.ค. ศูนย์วิทยุรวมใจเสนา สมาคมอยุธยารวมใจ ได้รับแจ้งเกิดเหตุเพลิงไหม้รถยนต์เก๋ง บริเวณโรงงานอุตสาหกรรมผลิตฟิล์มพันพาเลท ฟิล์มพันสินค้า ตั้งอยู่ริมถนนอยุธยา-เสนา หลักกิโลเมตรที่ 17    ต.บางนมโค อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมประสานรถดับเพลิงจากเทศบาลเมืองเสนา เทศบาลตำบางนมโค ไปควบคุมเพลิง

ในที่เกิดเหตุพบเพลิงกำลังลุกไหม้ภายในบริเวณห้องเครื่องของรถยนต์เก๋ง โตโยต้า สีขาวหมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร ที่จอดอยู่บริเวณด้านจุดบริการเติมลมของปั๊มน้ำมัน พนักงานภายในปั๊ม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งช่วยเหลือ โดยพยายามเปิดฝากระโปรงรถพร้อมกับนำถังเคมีฉีดเพื่อควบคุมเพลิง จากนั้นเจ้าหน้าที่ระดมฉีดน้ำเพื่อควบคุมเพลิงใช้เวลาประมาณ 20 นาที สามารถควบคุมเพลิงเอาไว้ได้ พบเพลิงลุกไหม้ภายในห้องเครื่องได้รับความเสียหาย

นายประโชค อายุ 39 ปี เจ้าของรถ เปิดเผยว่า ตนเป็นพ่อค้าขายอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ รับทำกุญแจตามตลาดนัด เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 1 ต.ค. ตนมาขายของที่ตลาดเปิดท้ายในวัดสามกอใกล้กับที่เกิดเหตุ หลังจากเลิกขายประมาณ 2 ทุ่ม เก็บร้านเสร็จมาจอดรถเพื่อนอนพักผ่อนในปั๊มน้ำมัน เตรียมขายของช่วงเช้าในตลาดเทศบาลเมืองเสนา โดยจอดติดเครื่องนอนกับภรรยา ระหว่างที่กำลังนอนหลับ มีเด็กปั๊มน้ำมันมาเคาะกระจกรถเรียกว่าไฟไหม้รถ เห็นมีกลุ่มควันลอยออกมาจากหน้ารถ จึงรีบปิดวาล์วก๊าซเอ็นจีวี แล้วออกมาจากรถพร้อมกับขนข้าวของออกมาด้วย จากนั้นจึงช่วยกันพยายามดับไฟเอาไว้ได้ทันไม่ลุกลามมาก เสียหายภายในห้องเครื่อง แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

ในเบื้องต้นสันนิษฐานว่า น่าจะเกิดไฟฟ้าของระบบรถยนต์ลัดวงจรทำให้เกิดเพลิงไหม้ขึ้น โชคดีที่เด็กปั๊มน้ำมันเห็นก่อนและเจ้าหน้าที่มาช่วยกันดับไฟเอาไว้ได้ทัน

Featured

สลดใจ ลูกสาววัย 46 ป่วยทางจิตไม่รู้ว่าแม่ตาย ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านกับศพเน่าอืด

(1 ต.ค.62)  ร.ต.อ.สำรวย อบกลาง รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ได้รับแจ้งมีคนนอนเสียชีวิตภายในบ้าน ต.ถนนหัก อ.นางรอง จึงได้ประสานแพทย์เวรโรงพยาบาลนางรอง และเจ้าหน้าที่กู้ภัยสยามรวมใจปู่อินทร์ประจำจุดอำเภอนางรอง ร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุ

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุบริเวณชั้นล่าง หน้าประตูทางเข้า พบศพนางทองใบ อายุ 82 ปี ในสภาพนอนหงายเสียชีวิตขึ้นอืดหนอนไต่ยั้วเยี้ยะอยู่บนเสื่อ ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งทั่วบ้าน เบื้องต้นคาดว่าน่าจะเสียชีวิตมาแล้ว 4-5 วัน  ส่วนสาเหตุคาดว่าน่าจะเสียชีวิตด้วยอาการป่วยโรคหัวใจ ประกอบกับผู้เสียชีวิตมีอายุมากด้วย  

แต่ที่น่าสลดใจ คือ น.ส.พรทิพย์ อายุ 46 ปี ลูกสาวคนเล็กของผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นผู้ป่วยจิตเวช ยังใช้ชีวิตอยู่ภายในบ้านกับแม่ที่เสียชีวิตไปแล้วตามปกติ ทั้งที่ร่างของแม่ขึ้นอืดเน่าเปื่อยมีหนอนไต่ยั๊วะเยี้ยะ  ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งทั่วบ้าน ซึ่งอาจจะด้วยมีอาการป่วยทางจิต จึงยังคงใช้ชีวิตเป็นปกติเหมือนกับแม่ยังมีชีวิตอยู่

จากการสอบถามญาติผู้ตายเล่าว่า ผู้ตายมีลูกทั้งหมด 4 คน ปัจจุบันอาศัยอยู่บ้านหลังดังกล่าวกับลูกสาวคนเล็กแค่ 2 คน  ส่วนลูกคนอื่นๆ แต่งงานไปอยู่กับครอบครัว ลูกสาวคนเล็กที่อยู่ด้วยมีอาการป่วยทางจิต แต่ก็ยังพอหุงข้าว หายา ให้แม่รับประทานได้ และก็จะมีหลานของผู้ตายที่นำกับข้าวมาส่งให้ในตอนเช้าทุกวันก่อนจะออกไปทำงาน แต่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลานผู้ตายได้นำกับข้าวมาส่งให้ตามปกติแต่ประตูปิดจึงแขวนไว้หน้าบ้านแล้วออกไปทำงานที่โรงงานผลิตที่ตัดเทป ตัวตัดเทป แต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร

ด้าน นายสมชาย ลูกชายคนโตของผู้เสียชีวิต เล่าว่า ตนเองจะเข้ามาเยี่ยมแม่อาทิตย์ละ 1 ครั้ง เพราะแม่ป่วยเป็นโรคหัวใจ แต่ครั้งนี้มาตอนกลางคืนเพราะจะเดินทางไปงานศพของน้า ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงตั้งใจแวะเอาเงินมาให้แม่ และจะมารับญาติเดินทางไปด้วย แต่พอเปิดประตูเข้าไปในบ้านก็แทบช็อกเมื่อเห็นแม่นอนเสียชีวิตในสภาพศพเน่าเปื่อยแล้ว  โดยที่ไม่มีใครรู้เลยเพราะก่อนหน้านี้ตนเองก็จะโทรมาถามน้องสาวคนเล็กอยู่เป็นประจำว่าแม่เป็นยังไงบ้าง ซึ่งน้องก็จะบอกตลอดว่าแม่สบายดี  กินข้าวแล้ว แบบนี้ทุกครั้ง  จึงไม่ได้เอะใจอะไร กระทั่งเดินทางมาเยี่ยมแม่จึงรู้ว่าแม่เสียชีวิตมาแล้วหลายวัน แต่ทางครอบครัวก็ไม่ได้ติดใจอะไร ทั้งสาเหตุการเสียชีวิตเพราะแม่ก็อายุมากแล้วประกอบกับป่วยด้วยโรคหัวใจด้วย และที่น้องสาวไม่ได้บอกว่าแม่เสียชีวิตก็เพราะน้องสาวมีอาการป่วยทางจิตเช่นกัน

Featured

ลุงวัย 68 ผูกคอตาย สาวหลอกให้รักแล้วหักหลัง เขียนข้อความสุดท้ายสั่งเสีย

(30 ก.ย.62) เมื่อคืนที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุคนผูกคอตายภายในบ้านหลังหนึ่ง ซอย 7 รัตนอุทิศ เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา หลังจากตำรวจ สภ.หาดใหญ่ ไปตรวจสอบ พบร่าง นายธีรชัย อายุ 68 ปี ใช้เชือกผูกคอกับขื่อประตูห้องนอนในลักษณะเข่ายันพื้น ลักษณะจงใจฆ่าตัวตาย

จากการตรวจสอบภายในห้องพบกระดาษ 3 แผ่น พร้อมแปะเทปขุ่น สก๊อตเทป เขียนลาตายเอาไว้พร้อมเงิน 1,000 บาท ใบแรก เขียนให้เอาเงิน 1,000 ไปทำบุญกับมูลนิธิ ใบที่ 2 เขียนขอบคุณญาติพี่น้องที่ให้กำลังใจและขอโทษทุกคนที่ทำให้ลำบาก ค่อยเจอกันใหม่ ส่วนใบที่ 3 เขียนถึงผู้หญิงคนหนึ่งพร้อมกับระบุชื่อเอาไว้ด้วย ว่าให้ตำรวจช่วยจับกุมตัวให้ได้อย่าไปทำกับคนอื่นอีก ตำรวจจึงเก็บเอาไว้เป็นหลักฐาน และญาติก็ไม่ได้ติดใจในสาเหตุของการตาย

จากการสอบถาม นางปราณี  อายุ 66 ปี ซึ่งเป็นภรรยาและเป็นผู้มาพบศพสามีผูกคอตายเป็นคนแรกบอกว่า หลังกลับจากทำงานเป็นช่างเสริมสวยและเข้ามาในบ้านก็พบว่าสามีใช้เชือกผูกคอตายอยู่ที่ประตู

ส่วนสาเหตุน่าจะมาจากความเครียดที่ถูกผู้หญิงคนหนึ่งหลอกคบหากันมาสักพัก และขโมยรถจักรยานยนต์ไป 1 คัน และโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง และถูกตนบ่นใส่ว่าอายุมากแล้วยังไปยุ่งกับเรื่องแบบนี้อีก ซึ่งเป็นธรรมดาของผัวเมีย จึงทำให้สามีอาจน้อยใจและคิดสั้นผูกคอตายดังกล่าว แม้ว่าก่อนหน้านี้เพียง 1 วัน น้องชายก็จะซื้อรถจักรยานยนต์คันใหม่มาให้ใช้แล้วก็ตาม

Featured

ผู้เห็นเหตุการณ์เล่านาทีกระบะซิ่งแข่งกัน ก่อนพลิกคว่ำเทกระจาด 13 ศพ

เพื่อนเผยภาพสุดท้าย 13 นักศึกษาเทคนิคเมาฉลองฝึกงานวันสุดท้าย ก่อนเกิดอุบัติเหตุกระบะพลิกคว่ำ ขณะขับรถพากันออกไปดูหมอลำซิ่ง

จากกรณีรถกระบะเสียหลักพลิกคว่ำ บริเวณช่วงปากซอยกิ่งแก้ว 21 ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 13 คน บาดเจ็บอีก 6 ราย ตามที่ได้รายงานไปก่อนหน้านี้นั้น

ล่าสุด (29 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบถาม เพื่อนของผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ทราบว่า ผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นนักศึกษาของวิทยาลัยเทคนิคแห่งหนึ่งในจังหวัดศรีสะเกษ ที่เดินทางมาฝึกงานที่บริษัทผลิตแอร์บับเบิ้ล กันกระแทกราคาถูกแห่งหนึ่งตั้งอยู่ที่ซอยกิ่งแก้ว 22/2 ถนนกิ่งแก้ว ตำบลราชาเทวะ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ

และในวันนี้เป็นการฝึกงานวันสุดท้ายของนักศึกษาทั้งหมด ทางอู่จึงได้จัดงานเลี้ยงส่งให้กับนักศึกษาที่มาฝึกงานกันตั้งแต่ช่วงเย็นไปจนถึงช่วงหัวค่ำ ทุกคนต่างดื่มเหล้าดื่มเบียร์กันอย่างสนุกสนานจนกระทั่งในช่วงดึก ผู้ตายและผู้บาดเจ็บได้ชักชวนกันไปดูคอนเสิร์ตหมอลำซิ่งที่แสดงอยู่ภายในซอยกิ่งแก้ว 2 ซึ่งระหว่างนั้นได้มีการพูดคุยกันผ่านไลน์

และก่อนที่กลุ่มผู้ตายจะเดินทางกลับยังได้มีการถ่ายรูปนั่งและยืนกันอยู่ที่ท้ายรถยนต์กระบะคันดังกล่าวส่งมาให้เพื่อนๆ ดูและพิมพ์ข้อความว่ากำลังกลับห้องพัก จนกระทั่งมาทราบอีกทีว่ารถกระบะคันดังกล่าวมาพลิกคว่ำมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว จึงได้รีบเดินทางมาดูในที่เกิดเหตุ

จากการสอบถาม คนขับแท็กซี่ ผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุตนได้เห็นรถยนต์กระบะของผู้ตายขับออกมาจากซอยกิ่งแก้ว 2 ด้วยความเร็ว จนออกมาถนนกิ่งแก้วได้มาพบรถกระบะอีกคันหนึ่งที่แต่งซิ่ง ทั้งสองจึงได้ขับแข่งกันมาด้วยความเร็ว

จนกระทั่งมาถึงที่เกิดเหตุรถผู้ตายขับมาทางด้านเลนขวา อยู่ๆ ได้หักเข้ามาทางด้านเลนกลางอย่างกะทันหัน จึงทำให้รถเสียหลักพุ่งขึ้นไปปีนขึ้นทางเท้าข้างทาง ก่อนชนรั้วบ้านจนได้รับความเสียหาย

ก่อนที่รถจะหมุนหลายตลบออกมาฟาดกับแท่งปูนแบริเออร์ที่กั้นอยู่เกาะกลางถนน จนล้มและกระเด็นกลับมาชนเข้ากับเสาไฟฟ้าข้างทางจนเสาไฟฟ้าขาดไป 2 ต้น ทำให้ผู้ตายกระเด็นหลุดจากรถไปคนละทิศละทางนอนเสียชีวิตเกลื่อนถนน ก่อนที่รถจะพลิกคว่ำทำให้คนที่นั่งอยู่ในตัวรถได้รับบาดเจ็บสาหัสดังกล่าว

เบื้องต้น เจ้าที่ตำรวจจึงได้ทำการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่ในละแวกใกล้เคียงที่เกิดเหตุ เพื่อเป็นแนวทางในการสอบสวน นายนิตยา อายุ 27 ปี ผู้ขับขี่รถยนต์กระบะคันดังกล่าว ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งต้องรอให้รักษาตัวจนอาการดีขึ้น ก่อนถึงจะมาสอบปากคำได้ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

Featured

ชายหัวร้อนชักปืนขู่กลางด่าน ที่แท้เป็น ร.ต.อ. ตำรวจท้องที่เผยเหตุที่ปล่อยตัวง่ายๆ

จากกรณี เฟซบุ๊ก เฮียขับรถ ได้มีการโพสต์คลิป ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดป้องกันและปราบปราม สภ.เมือง สมุทรปราการ พร้อมด้วยอาสาสมัครช่วยเหลือเจ้าพนักงานกำลังตั้งด่านตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมายอยู่ที่บริเวณหน้าร้านจำหน่ายกระดาษลูกฟูก ลูกฟูกม้วน บนถนนพุทธรักษา ต.ท้ายบ้านใหม่  อ.เมือง จ.สมุทรปราการ และได้มีภาพชายคนหนึ่งซึ่งรถยนต์กระบะ สีบรอนซ์เงิน กรุงเทพมหานคร เข้ามาจอดเลยด่านไปเล็กน้อยก่อนที่ชายคนดังกล่าวจะถือปืนลงมาจากรถมาโวยวายกับอาสาสมัครคนดังกล่าว พร้อมทั้งใช้ปืนที่ถืออยู่ในมือกวัดแกว่งไปมาเป็นที่น่าหวาดเสียว โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ในเครื่องแบบจำนวนหลายคนได้เข้าพยายามห้ามปรามอยู่พักใหญ่ ก่อนที่ชายคนดังกล่าวจะขับรถยนต์กระบะคันดังกล่าวออกไป โดยมีข้อความท้ายคลิปว่า ชายคนดังกล่าวเป็นตำรวจ สน.แห่งหนึ่งใน จ.สมุทรปราการ

หลังคลิปดังกล่าวถูกแชร์ออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้มีชาวเน็ตออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม และมีการชักปืนออกมาขู่เจ้าหน้าที่อาสาต่อหน้าตำรวจเหตุใดจึงไม่มีการจับกุม เพราะว่าผู้ก่อเหตุเป็นตำรวจหรือไม่จึงปล่อยไป  หลังเกิดเหตุ ร.ต.อ.สมพร  ปาเส รอง สวป.สภ.เมือง สมุทรปราการ ทำหน้าที่หัวหน้าด่าน ได้ทำหนังสือรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดเหตุรายงาน ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น

จนกระทั่งในช่วงหัวค่ำของวันนี้ พ.ต.อ.ประเสริฐ  บัวขาว ผกก.สภ.สำโรงใต้ สมุทรปราการ ในฐานะผู้บังคับบัญชา ได้นำตัวตำรวจนายดังกล่าวซึ่งมียศร้อยตำรวจเอก ผู้ใต้บังคับบัญชา พร้อมด้วยอาวุธปืนและรถยนต์กระบะคันที่ปรากฏในคลิป เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ฐานุพงศ์ แสงซื่อ ผกก.สภ.เมืองสมุทรปราการ เพื่อทำการสอบสวนข้อเท็จจริง โดยภาพจากคลิปเป็นหลักฐาน โดยใช้เวลาในการสอบสวนอยู่นานกว่า 1 ชั่วโมง

พ.ต.อ.ฐานุพงศ์ แสงซื่อ ผกก.สภ.เมืองสมุทรปราการ ได้กล่าว่า สำหรับในเรื่องดังกล่าว จากการสอบถามผู้ใต้บังคับบัญชาทราบว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ที่ 27 กันยายน ช่วงเวลาประมาณ 03.00 น.ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดป้องกันและปราบปราม สภ.เมือง สมุทรปราการ กำลังตั้งจุดตรวจจุดสกัดสิ่งผิดกฎหมายอยู่บนถนนพุทธรักษา อยู่ๆ ชายคนดังกล่าวได้ขับรถยนต์กระบะคันดังกล่าวเข้ามาในด่าน ก่อนที่จะเหยียบกรวยยางที่ตั้งแนวด่านตรวจจนเข้าไปอยู่ใต้ท้องรถ อาสาสมัครช่วยเหลือเจ้าหน้าที่งานที่อยู่ในเหตุการณ์ ได้ส่งสัญญาณให้รถหยุดรถจนถูกล้อรถเหยียบเข้าที่เท้าจึงได้ใช้มือทุบเข้าที่หน้ารถ ก่อนที่ชายคนดังกล่าวจะเดินถือปืนลงมาจากรถและก่อเหตุดังกล่าว

ซึ่งจากพฤติกรรมในคลิปจะเห็นว่าชายคนดังกล่าวได้มีการชักอาวุธปืนออกมากวัดแกว่งไปมาจริงซึ่งเป็นหลักฐานชัดเจน เบื้องต้นจึงได้มีการแจ้ง 3 ข้อกล่าวหาว่า ทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัว หรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ ดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่  และพาอาวุธปืน ไปในเมือง หมู่บ้าน พร้อมทั้งทำการตรวจยืดอาวุธปืนกระบอกดังกล่าวซึ่งเป็นขนาด 11 มม. เอาไว้ตรวจสอบ  ซึ่งในเบื้องต้นเจ้าตัวก็ไม่ได้ปฎิเสทอะไร ในส่วนที่ไม่จับกุมในขณะนั้นคนพกปืนในลักษณะนั้นทุกคนก็รู้กันหมดแล้ว ร้อยเวรเขาไม่อยากให้เกิดเหตุรุนแรงและก็รู้แล้วว่าเป็นใคร ค่อยมาประมวลเรื่องแล้วก็ร้องทุกข์กล่าวโทษภายหลังได้

ถ้าเกิดชั่วโมงนั้นไปยื้อจะจับกุมและเกิดการขัดขืน อาจมีการยิงกันเกิดขึ้น ร้อยเวรก็เลยตัดสินใจพยายามพูดให้ใจเย็น ไม่ใช่ว่าปล่อยแล้วไม่ดำเนินการอะไร ก่อนจะรายงานผู้บังคับบัญชา ทำเรื่องประมวลมาและแจ้งพนักงานสอบสวน  ทุกอย่างเสร็จตามขั้นตอนหมดแล้วโดนทั้งอาญาและทางวินัย เพียงแต่ว่าคนที่ไม่รู้ก็ส่งคลิปออกไป  ส่วนในเรื่องตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงต้องเป็นโรงพักต้นสังกัดของผู้ก่อเหตุเป็นคนตั้ง และทางกองบังคับการตำรวจภูธรก็ตั้งขึ้นมาสอบข้อเท็จจริงด้วยเช่น

Featured

ด่วน! ศาลอนุมัติหมายจับ 6 คน แก๊งงานปาร์ตี้บ้านบางบัวทอง ฐานซ่องโจร-อนาจาร

ศาลนนทบุรีอนุมัติหมายจับ 6 คน ร่วมงานปาร์ตี้บ้านบางบัวทอง ในความผิดซ่องโจรและร่วมกันกระทำอนาจาร คดี “น้องเดียร์” พริตตี้สาวโดนจับแก้ผ้า

จากกรณีที่มี พริตตี้ ชื่อ เดียร์ เข้าแจ้งความว่า โดนกระทำอนาจารจับแก้ผ้าในงานปาร์ตี้หมู่บ้านแห่งหนึ่งในซอยวัดลาดปลาดุก ข้างโรงงานาผลิตที่ตัดเทป ตัวตัดเทป ต.บางคูรัด เพียงวันเดียวหลังจากที่ น.ส.ธิติมา หรือ ลันลาเบล พริตตี้สาว วัย 25 ปี มารับงานและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

น.ส.เดียร์ เปิดเผยว่า ในวันที่มาบ้านจัดปาร์ตี้ ได้เดินทางมาตอน 4 ทุ่มของวันที่ 17 ก.ย. หลังจากลันลาเบลออกไปแล้ว โดยตนมารับงานต่อจนถึงตี 3 วันที่ 18 ก.ย. แต่ตอนนั้นเมามากและหลับไป ก่อนตื่นมาตอน 10 โมงเช้าในสภาพเปลือยกาย ซึ่งมั่นใจตอนดื่มเหล้าในปาร์ตี้ไม่น่าเมาได้ขนาดนี้

ล่าสุด (26 ก.ย.) เมื่อเวลา 14.40 น. ศาลจังหวัดนนทบุรี ออกหมายจับผู้ที่อยู่ในงานเลี้ยงดังกล่าว 6 ราย ในข้อหาความผิดซ่องโจรและร่วมกันกระทำอนาจาร ขณะนี้กำลังชุดสืบสวนกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 กำลังนำตัวมาที่ สภ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี มาสอบปากคำเพิ่มเติม ประกอบด้วย

  1. นายชัยพล หรือ คิว อายุ 29 ปี
  2. น.ส.พิกุลทอง หรือ เฟิร์ส อายุ 24 ปี
  3. นายนที หรือ ตี๋ อายุ 33 ปี
  4. นายกฤษฎา หรือ โนบิตะ อายุ 27 ปี
  5. น.ส.พัทธนันท์ หรือ ปีใหม่ อายุ 26 ปี
  6. นายโกเศศ หรือ ปิงปอง อายุ 35 ปี

ทั้งนี้ นายโนบิตะไม่สามารถมาสอบปากคำได้เนื่องจากทำงานอยู่ต่างจังหวัด ซึ่งจะติดต่อประสานงานเพื่อเข้าให้ปากคำต่อไป

Featured

ด่วน! ศาลอนุมัติหมายจับ 6 คน แก๊งงานปาร์ตี้บ้านบางบัวทอง ฐานซ่องโจร-อนาจาร

ศาลนนทบุรีอนุมัติหมายจับ 6 คน ร่วมงานปาร์ตี้บ้านบางบัวทอง ในความผิดซ่องโจรและร่วมกันกระทำอนาจาร คดี “น้องเดียร์” พริตตี้สาวโดนจับแก้ผ้า

จากกรณีที่มี พริตตี้ ชื่อ เดียร์ เข้าแจ้งความว่า โดนกระทำอนาจารจับแก้ผ้าในงานปาร์ตี้หมู่บ้านแห่งหนึ่งในซอยวัดลาดปลาดุก ข้างโรงงานผลิตที่ตัดเทป ตัวตัดเทป ต.บางคูรัด เพียงวันเดียวหลังจากที่ น.ส.ธิติมา หรือ ลันลาเบล พริตตี้สาว วัย 25 ปี มารับงานและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

น.ส.เดียร์ เปิดเผยว่า ในวันที่มาบ้านจัดปาร์ตี้ ได้เดินทางมาตอน 4 ทุ่มของวันที่ 17 ก.ย. หลังจากลันลาเบลออกไปแล้ว โดยตนมารับงานต่อจนถึงตี 3 วันที่ 18 ก.ย. แต่ตอนนั้นเมามากและหลับไป ก่อนตื่นมาตอน 10 โมงเช้าในสภาพเปลือยกาย ซึ่งมั่นใจตอนดื่มเหล้าในปาร์ตี้ไม่น่าเมาได้ขนาดนี้

ล่าสุด (26 ก.ย.) เมื่อเวลา 14.40 น. ศาลจังหวัดนนทบุรี ออกหมายจับผู้ที่อยู่ในงานเลี้ยงดังกล่าว 6 ราย ในข้อหาความผิดซ่องโจรและร่วมกันกระทำอนาจาร ขณะนี้กำลังชุดสืบสวนกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 กำลังนำตัวมาที่ สภ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี มาสอบปากคำเพิ่มเติม ประกอบด้วย

  1. นายชัยพล หรือ คิว อายุ 29 ปี
  2. น.ส.พิกุลทอง หรือ เฟิร์ส อายุ 24 ปี
  3. นายนที หรือ ตี๋ อายุ 33 ปี
  4. นายกฤษฎา หรือ โนบิตะ อายุ 27 ปี
  5. น.ส.พัทธนันท์ หรือ ปีใหม่ อายุ 26 ปี
  6. นายโกเศศ หรือ ปิงปอง อายุ 35 ปี

ทั้งนี้ นายโนบิตะไม่สามารถมาสอบปากคำได้เนื่องจากทำงานอยู่ต่างจังหวัด ซึ่งจะติดต่อประสานงานเพื่อเข้าให้ปากคำต่อไป

Featured

อุกอาจ! บุกห้องนอนยิงหัวหนุ่ม 17 เจ็บสาหัส แฟนสาวถูกยิงที่ก้นวิ่งเตลิดหนีตาย

คนร้ายอุกอาจบุกเข้าไปในบ้านยิงหัวหนุ่ม อายุ 17 ปี ในห้องนอน ก่อนตามไปไล่ยิงแฟนสาว อายุ 17 ปี ถูกยิงเข้าที่ก้นแล้วหลบหนีไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (24 ก.ย.) เวลา 10.30 น. ศูนย์วิทยุร่มโพธิ์ทอง สภ.เมืองอุดรธานี ได้มีแจ้งว่า มีคนร้ายเข้าไปในบ้านพัก ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งใกล้โรงงานผลิตเทปขุ่น สก๊อตเทป ถนนรอบเมือง ตำบลหมากแข้ง แล้วยิงคนในบ้าน มีผู้บาดเจ็บสาหัส 2 คน

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนสองชั้น อยู่ท้ายซอย 1 ในหมู่บ้าน โดยมีนางณัฐิยา อายุ 44 ปี ชาวบ้านที่พักอาศัยในหมู่บ้าน ได้ไปชี้ว่ามีคนในบ้านถูกยิงและได้รับบาดเจ็บ ส่วนผู้บาดเจ็บอีกคนที่เป็นหญิงสาววัยรุ่นมาหลบซ่อนตัวในบ้านพักที่ตนอยู่

เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าไป พบชายถูกยิงนอนจมกองเลือดในห้องนอนชั้นล่าง ไม่สวมเสื้อ นุ่งกางเกงบ็อกเซอร์ ทราบชื่อภายหลัง คือนายปรัชญา อายุ 17 ปี กระสุนเข้าที่บริเวณหน้าผากด้านซ้ายจำนวน 1 นัด กระสุนฝังในไม่ทะลุ อาการสาหัส 

ต่อมา นายสมเจตน์ อายุ 49 ปี ซึ่งเป็นลุงของผู้บาดเจ็บ ได้เดินทางมาถึงพร้อมแม่ผู้บาดเจ็บ พอเห็นลูกชายนอนจมกองเลือดถึงกับร้องไห้ จากนั้นหน่วยกู้ภัยมูลนิธิฯ จึงได้ปฐมพยาบาลเบื้องต้น นำตัวผู้บาดเจ็บส่งรักษา รพ.ศูนย์อุดรธานี

ส่วนแฟนสาวที่ถูกยิงเข้าที่ก้นด้านขวา ทราบชื่อคือ น.ส.จิรนันท์ อายุ 17 ปี อาการสาหัส กระสุนฝังในทะลุไปถึงท้อง เจ้าหน้าที่ได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อน แล้วรถหน่วยกู้ชีพของ รพ.ศูนย์อุดรธานี มารับตัวนำส่งรักษา 

นางณัฐิยา ได้ให้การว่า ในขณะที่ตนอยู่ในบ้าน ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นจำนวน 3 นัด แล้วได้ยินเสียงผู้หญิงร้องจึงออกมาดู แล้วประมาณ 10 นาที เห็นหญิงสาววัยรุ่นวิ่งหนีมา ร้องขอความช่วยเหลือ จึงสอบถามหญิงสาววัยรุ่น โดยเขาบอกว่ามีโจรมาปล้น แล้วตนได้บอกน้องเขาให้ปีนรั้วกำแพงเข้ามาทางด้านข้างบ้าน เพื่อไม่ให้คนร้ายเห็นว่าหญิงสาววัยรุ่นเข้าไปหลบอยู่บ้านหลังไหน

โดยเห็นรถเก๋งของคนร้าย เป็นยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ สีบรอนซ์เงิน จอดอยู่หน้าบ้านพักที่เกิดเหตุ ซึ่งเห็นคนร้ายมาคนเดียว สูงประมาณ 160 เซนติเมตร อายุประมาณ 30 ว่าปี ใส่เสื้อแขนยาว เหมือนผ้าร่มสีเทา รูปร่างท้วม นุ่งกางเกงยีนส์ขายาว โดยคนร้ายได้เดินออกจากบ้านที่เกิดเหตุ แล้วพยายามวิ่งไล่ตามหลังหญิงสาววัยรุ่น แต่คนร้ายวิ่งไล่ตามไม่ทัน จึงได้กลับเข้าไปในบ้านหลังดังกล่าว ซึ่งคนร้ายได้เอาโทรศัพท์มือถือยี่ห้อไอโฟนจำนวน 2 เครื่องของผู้เสียหายไป

นายสมเจตน์ ให้การว่า พ่อของหลานชายได้โทรศัพท์มาหาตนบอกว่า ให้เข้าไปดูที่บ้านหน่อย เพราะมีโจรเข้าไปในบ้าน หลานอยู่ในบ้านคนเดียว โจรมีอาวุธปืนด้วย ตนจึงได้เดินทางมาดู ในตอนนั้นยังไม่รู้ว่าหลานชายโดนยิง และแฟนของหลานชายโดนยิงไปด้วย

จนกระทั่งมาถึงบ้าน เห็นหลานชายโดนยิงนอนจมกองเลือดแล้ว ซึ่งหลานชายกับแฟนเรียนอยู่วิทยาลัยคนละแห่งกัน ส่วนสาเหตุก็ยังไม่ทราบเรื่องอะไร รู้เพียงว่าคนร้ายเข้ามาในบ้านทำการยิงหลานชาย และแฟนของหลานชาย แล้วคนร้ายเอามือถือไป จำนวน 2 เครื่อง

ส่วน นายประยนต์ อายุ 68 ปี ชาวบ้านซึ่งบ้านอยู่ห่างบ้านที่เกิดเหตุไป 100 เมตร ให้การว่า ตนได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 3 นัด ในตอนแรกคิดว่าเป็นเสียงปืนลม แต่ก็ไม่กล้าออกมาดู จนกระทั่งเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจมาจึงได้ออกมาดู ทำให้รู้ว่ามีคนร้ายเข้ามายิงคนในบ้านหลังดังกล่าว

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งวิทยุสกัดรถเก๋งที่คนร้ายขับเข้ามาก่อเหตุ และขับหลบหนีออกจากหมู่บ้าน ตามถนนเส้นรอบเมืองและจุดบายพาสต่างระดับ แต่ก็ยังไร้วี่แวว

ในที่เกิดเหตุเจอลูกปืน ขนาด.38 มม. จำนวน 1 นัด ตกหล่นอยู่บริเวณด้านนอกหน้าบ้านพัก ส่วนประเด็นที่คนร้ายเข้ามายิงถึงในบ้าน ตำรวจได้ตั้งประเด็นเอาไว้ 4 เรื่อง โดยเรื่องเข้ามาทำการชิงทรัพย์ เรื่องเข้ามาท้วงหนี้  เรื่องส่วนตัว และเรื่องชู้สาว

ซึ่งตำรวจในตอนนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด ว่าเกี่ยวกับเรื่องอะไรให้น้ำหนักไปทางไหน เพราะลักษณะผู้บาดเจ็บชายหนุ่ม อายุ 17 ปี ที่ถูกยิงนอนจมกองเลือดอยู่ปลายที่นอน ซึ่งต้องลุกขึ้นมาก่อน แล้วพูดคุยกับคนร้ายก่อน แล้วถึงถูกจ่อยิงอยู่ที่หัว ทางตำรวจชุดสืบสวนอยู่ระหว่าง ตรวจสอบกล้องวงจรปิดในหมู่บ้าน เพื่อหาเบาะแสรถเก๋งของคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Featured

อุกอาจ! บุกห้องนอนยิงหัวหนุ่ม 17 เจ็บสาหัส แฟนสาวถูกยิงที่ก้นวิ่งเตลิดหนีตาย

คนร้ายอุกอาจบุกเข้าไปในบ้านยิงหัวหนุ่ม อายุ 17 ปี ในห้องนอน ก่อนตามไปไล่ยิงแฟนสาว อายุ 17 ปี ถูกยิงเข้าที่ก้นแล้วหลบหนีไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (24 ก.ย.) เวลา 10.30 น. ศูนย์วิทยุร่มโพธิ์ทอง สภ.เมืองอุดรธานี ได้มีแจ้งว่า มีคนร้ายเข้าไปในบ้านพัก ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ถนนรอบเมือง ตำบลหมากแข้ง แล้วยิงคนในบ้าน มีผู้บาดเจ็บสาหัส 2 คน

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนสองชั้น อยู่ท้ายซอย 1 ในหมู่บ้าน โดยมีนางณัฐิยา อายุ 44 ปี ชาวบ้านที่พักอาศัยในหมู่บ้าน ได้ไปชี้ว่ามีคนในบ้านถูกยิงและได้รับบาดเจ็บ ส่วนผู้บาดเจ็บอีกคนที่เป็นหญิงสาววัยรุ่นมาหลบซ่อนตัวในบ้านพักที่ตนอยู่

เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าไป พบชายถูกยิงนอนจมกองเลือดในห้องนอนชั้นล่าง ไม่สวมเสื้อ นุ่งกางเกงบ็อกเซอร์ ทราบชื่อภายหลัง คือนายปรัชญา อายุ 17 ปี กระสุนเข้าที่บริเวณหน้าผากด้านซ้ายจำนวน 1 นัด กระสุนฝังในไม่ทะลุ อาการสาหัส 

ต่อมา นายสมเจตน์ อายุ 49 ปี ซึ่งเป็นลุงของผู้บาดเจ็บ ได้เดินทางมาถึงพร้อมแม่ผู้บาดเจ็บ พอเห็นลูกชายนอนจมกองเลือดถึงกับร้องไห้ จากนั้นหน่วยกู้ภัยมูลนิธิฯ จึงได้ปฐมพยาบาลเบื้องต้น นำตัวผู้บาดเจ็บส่งรักษา รพ.ศูนย์อุดรธานี

ส่วนแฟนสาวที่ถูกยิงเข้าที่ก้นด้านขวา ทราบชื่อคือ น.ส.จิรนันท์ อายุ 17 ปี อาการสาหัส กระสุนฝังในทะลุไปถึงท้อง เจ้าหน้าที่ได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อน แล้วรถหน่วยกู้ชีพของ รพ.ศูนย์อุดรธานี มารับตัวนำส่งรักษา 

นางณัฐิยา ได้ให้การว่า ในขณะที่ตนอยู่ในบ้าน ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นจำนวน 3 นัด แล้วได้ยินเสียงผู้หญิงร้องจึงออกมาดู แล้วประมาณ 10 นาที เห็นหญิงสาววัยรุ่นวิ่งหนีมา ร้องขอความช่วยเหลือ จึงสอบถามหญิงสาววัยรุ่น โดยเขาบอกว่ามีโจรมาปล้น แล้วตนได้บอกน้องเขาให้ปีนรั้วกำแพงเข้ามาทางด้านข้างบ้าน เพื่อไม่ให้คนร้ายเห็นว่าหญิงสาววัยรุ่นเข้าไปหลบอยู่บ้านหลังไหน

โดยเห็นรถเก๋งของคนร้าย เป็นยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ สีบรอนซ์เงิน จอดอยู่หน้าบ้านพักที่เกิดเหตุ ซึ่งเห็นคนร้ายมาคนเดียว สูงประมาณ 160 เซนติเมตร อายุประมาณ 30 ว่าปี ใส่เสื้อแขนยาว เหมือนผ้าร่มสีเทา รูปร่างท้วม นุ่งกางเกงยีนส์ขายาว โดยคนร้ายได้เดินออกจากบ้านที่เกิดเหตุ แล้วพยายามวิ่งไล่ตามหลังหญิงสาววัยรุ่น แต่คนร้ายวิ่งไล่ตามไม่ทัน จึงได้กลับเข้าไปในบ้านหลังดังกล่าว ซึ่งคนร้ายได้เอาโทรศัพท์มือถือยี่ห้อไอโฟนจำนวน 2 เครื่องของผู้เสียหายไป

นายสมเจตน์ ให้การว่า พ่อของหลานชายได้โทรศัพท์มาหาตนบอกว่า ให้เข้าไปดูที่บ้านหน่อย เพราะมีโจรเข้าไปในบ้าน หลานอยู่ในบ้านคนเดียว โจรมีอาวุธปืนด้วย ตนจึงได้เดินทางมาดู ในตอนนั้นยังไม่รู้ว่าหลานชายโดนยิง และแฟนของหลานชายโดนยิงไปด้วย

จนกระทั่งมาถึงบ้าน เห็นหลานชายโดนยิงนอนจมกองเลือดแล้ว ซึ่งหลานชายกับแฟนเรียนอยู่วิทยาลัยคนละแห่งกัน ส่วนสาเหตุก็ยังไม่ทราบเรื่องอะไร รู้เพียงว่าคนร้ายเข้ามาในบ้านทำการยิงหลานชาย และแฟนของหลานชาย แล้วคนร้ายเอามือถือไป จำนวน 2 เครื่อง

ส่วน นายประยนต์ อายุ 68 ปี ชาวบ้านซึ่งบ้านอยู่ห่างบ้านที่เกิดเหตุไป 100 เมตร ให้การว่า ตนได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 3 นัด ในตอนแรกคิดว่าเป็นเสียงปืนลม แต่ก็ไม่กล้าออกมาดู จนกระทั่งเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจมาจึงได้ออกมาดู ทำให้รู้ว่ามีคนร้ายเข้ามายิงคนในบ้านหลังดังกล่าว

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งวิทยุสกัดรถเก๋งที่คนร้ายขับเข้ามาก่อเหตุ และขับหลบหนีออกจากหมู่บ้าน ตามถนนเส้นรอบเมืองและจุดบายพาสต่างระดับ แต่ก็ยังไร้วี่แวว

ในที่เกิดเหตุเจอลูกปืน ขนาด.38 มม. จำนวน 1 นัด ตกหล่นอยู่บริเวณด้านนอกหน้าบ้านพัก ส่วนประเด็นที่คนร้ายเข้ามายิงถึงในบ้าน ตำรวจได้ตั้งประเด็นเอาไว้ 4 เรื่อง โดยเรื่องเข้ามาทำการชิงทรัพย์ เรื่องเข้ามาท้วงหนี้  เรื่องส่วนตัว และเรื่องชู้สาว

ซึ่งตำรวจในตอนนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด ว่าเกี่ยวกับเรื่องอะไรให้น้ำหนักไปทางไหน เพราะลักษณะผู้บาดเจ็บชายหนุ่ม อายุ 17 ปี ที่ถูกยิงนอนจมกองเลือดอยู่ปลายที่นอน ซึ่งต้องลุกขึ้นมาก่อน แล้วพูดคุยกับคนร้ายก่อน แล้วถึงถูกจ่อยิงอยู่ที่หัว ทางตำรวจชุดสืบสวนอยู่ระหว่าง ตรวจสอบกล้องวงจรปิดในหมู่บ้าน เพื่อหาเบาะแสรถเก๋งของคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Featured

เก๋งซิ่งแข่งกระบะแซงไม่พ้น เสยท้ายรถพ่อแม่ลูก พลเมืองดีงัดหลักฐานนาทีชน

ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “ฉลามบูรพา นาป่า” โพสต์คลิปวิดีโอจากกล้องหน้ารถซึ่งเป็นภาพนาทีอุบัติเหตุ ที่เกิดขึ้นบนถนนบายพาสเลี่ยงเมืองชลบุรีขาเข้าพัทยา พบรถเก๋ง มิตซูมิชิ สีขาว และ รถกระบะอีซูซุ ดีแม็กซ์ 4 ประตู สีขาว ไม่ทราบเลขทะเบียน ขับขี่มาด้วยความเร็วสูงคล้ายกำลังแข่งกัน จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุขึ้น เนื่องจากรถเก๋งเสียหลักหมุนไปชนท้ายรถยนต์ฟอร์จูนเนอร์ ที่วิ่งมาตามปกติที่เลนซ้าย จนรถยนต์ฟอร์จูนเนอร์เสียหลักพลิกคว่ำ หมุนไปหลายตลบ 

จากการตรวจสอบ ทราบว่าเหตุดังกล่าวเกิดเมื่อวันที่ 22 ก.ย. เวลา 15.00 น. ร.ต.ท.หญิง วราพรรณ ประเสริฐศักดิ์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองชลบุรี ได้รับแจ้งมีรถชนกันบนถนนบายพาสเลี่ยงเมืองชลบุรี ขาเข้าพัทยาช่วงปั้ม ปตท.หมู่ 10 ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี ข้างโรงงานผลิตเทปใส เทปกาว จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมกู้ภัยมูลนิธิธรรมรัศมีมณีรัตน์ พบรถยี่ห้อโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีขาว ทะเบียน 4 กฉ 8781 กทม.สภาพหงายท้องล้อชี้ฟ้าอยู่กลางถนน ด้านท้ายรถมีรอยถูกชน โดยมี นายสุวิจักขณ์ อายุ 49 ปี เป็นคนขับ ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย โดยมีภรรยาและลูกโดยสารมาด้วย

ห่างไปประมาณ 5 เมตรพบรถเก๋งยี่ห้อมิตซูบิชิ สีขาว สภาพด้านหน้าพัง นอกจากนี้ยังมีรถเก๋งอีกคันถูกลูกหลงได้รับความเสียหาย สอบถามนายสุทธิ์ศักดิ์ อายุ 28 ปี คนขับเก๋ง ยังอยู่ในสภาพมึนงง เผยว่า ขับตามกันมาปกติ ตนจะแซงซ้ายแต่ไม่พ้นจึงหักออกขวา แต่กลับพุ่งชนท้ายรถฟอร์จูนเนอร์ดังกล่าว

ส่วนนายสุวจักขณ์ เผยว่า จะถึงบ้านอยู่แล้ว จู่ๆก็โดนพุ่งชนท้ายรถพลิกคว่ำหลายตลบ แต่ทุกคนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เชื่อปาฏหาริย์บารมีหลวงปู่ทิม ที่ทุกคนในครอบครัวแขวนกันหมดทุกคน ซึ่งต่อมากู้ภัยฯด้นำทุกคนส่ง รพ.สมิติเวช ชลบุรี เพื่อตรวจให้ละเอียดอีกครั้ง ส่วนคนขับรถเก๋งที่ชนท้ายตำรวจคุมตัวไปสอบสวน เพื่อจะได้ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Featured

คำสารภาพ “อาร์ท” ฆ่าเปลือยสาวหมกหอพัก แค้นถูกเหยื่อหยามเป็นคนคุก

(17 ก.ย.62) พล.ต.ต.ธนายุฒม์ วุฒิจรัสธำรงค์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (รอง ผบช.ภ.1) พร้อมด้วย พ.ต.อ.ปัณณพัฒน์ เดชโชติพิสิฐ ผกก.สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง แถลงผลการจับกุม นายเถลิงศักดิ์ หรือ อาร์ท อายุ 43 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, ชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย พร้อมยึดรถยนต์ เครื่องช็อตไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง และของกลางอีกจำนวนมาก

>> ฆ่าเปลือยสาววัย 37 ศพอืดคาหอพัก รัดคอด้วยชุดสีแดง สายไฟมัดแขนขาแน่น

>> ไอ้อาร์ทสิ้นท่า ตำรวจแกะรอยจับ-ซดยาพิษหนีผิด คดีฆ่าเปลือยสาวหอพัก

โดย พล.ต.ต.ธนายุฒม์ เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวน สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์รับแจ้งเหตุเมื่อวันที่ 5 ก.ย.62 พบผู้เสียชีวิต ทราบชื่อคือ นางสาวเพ็ญพิมล อายุ 37 ปี ที่แมนชั่นแห่งหนึ่ง ภายในซอยรังสิต-นครนายก 20 ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี อยู่ในสภาพเปลือยกายถูกมัดมือมัดเท้าด้วยสายไฟสีดำและใช้ผ้ามัดปากไว้ โดยตามร่างกายไม่มีบาดแผล ตรวจสอบภายในห้องพัก พบว่ากระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์มือถือ และทรัพย์สินของผู้ตายหายไปหลายรายการ โดยตำรวจสืบสวนสวนจนทราบว่าผู้ก่อเหตุคือนายเถลิงศักดิ์ ก่อนขออนุมัติศาลจังหวัดธัญบุรีออกหมายจับ และยังพบว่าก่อนหน้านี้เคยถูกจำคุกในคดียาเสพติดนานถึง 6 ปี

กระทั่งวันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา ตำรวจพบรถยนต์ต้องสงสัย ภายในลานจอดรถข้างโรงานผลิตเทปใส เทปกาว ต.ตะเคียน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เมื่อตรวจสอบพบนายเถลิงศักดิ์ อยู่ภายในรถยนต์คันดังกล่าวโดยพยายามกินยาฆ่าหญ้าหวังฆ่าตัวตาย ตำรวจจึงนำตัวส่งโรงพยาบาล พร้อมกับตรวจยึดรถยนต์และทรัพย์สินภายในรถ

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายเฉลิมศักดิ์ ให้การว่ามูลเหตุในการจูงใจครั้งนี้เนื่องจากประสงค์ต่อทรัพย์ และถูกผู้ตายดูถูกเหยียดหยามหาว่าเป็นคนคุก โดยขณะนี้ นายเถลิงศักดิ์ยังคงเข้ารับการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาล และเมื่ออาการดีขึ้นตำรวจจะคุมตัวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Featured

ฝนตกถนนลื่น บัสรับส่งพนักงานเสียหลักตกข้างทางเจ็บระนาว!

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 5 ส.ค. 62 ร.ต.อ.เชวงศักดิ์ บำรุงนอก รอง สว.สอบสวน สภ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุบัสรับส่งพนักงานเสียหลักตกข้างทาง มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนหลายราย ริมถนนสายอยุธยา-เสนา บริเวณหน้าโรงงานผลิตเทปขุ่น สก๊อตเทป ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยหน่วยกู้ชีพโรงพยาบาลเสนา สมาคมอยุธยารวมใจ มูลนิธิพุทไธสวรรย์ มูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุมีฝนตกโปรยปรายลงมาตลอดเวลา ข้างทางพบรถยนต์บัส นิสสัน สีขาว หมายเลขทะเบียน 30-2447 พระนครศรีอยุธยา เป็นรถยนต์บัสรับส่งพนักงานบริษัทผลิตเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์แห่งหนึ่งเสียหลักตกลงข้างทาง ไปชนกับเสาไฟฟ้าส่องสว่างพลิกตะแคง สภาพด้านหน้าพังยับเยิน มีผู้ได้รับเจ็บจำนวน 36 ราย เจ้าหน้าที่เร่งให้การช่วยเหลือปฐมพยาบาลก่อนเคลื่อนย้ายนำส่งโรงพยาบาลเสนา มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสเป็นหญิงไปเสียชีวิต ที่โรงพยาบาลเสนา ทราบชื่อนางวิภาวี ริมประเสริฐ อายุ 43 ปี

น.ส.ภัสสร ถอสูงเนิน อายุ 32 ปี ผู้โดยสาร เล่าว่า รถยนต์บัสคันเกิดเหตุ รับพนักงานของโรงงานซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง มาจาก ต.เจ้าเจ็ด อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 3 กิโลเมตร เมื่อมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุเป็นช่วงทางลงมาจากสะพาน ถนนที่มีฝนตกโปรยปรายลงมาจนลื่น จู่ๆ รถก็เสียหลักตกลงไปข้างทาง ตนและพนักงานในรถกระเด็นออกมาจากรถ ได้ยินแต่เสียงกรีดร้องของเพื่อนร่วมงานในรถ จากนั้นมีเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยเหลือ อีกเพียง 3 กิโลเมตรจะถึงโรงงานอยู่แล้ว

อย่างไงก็ตามเจ้าหน้าที่ได้ติดตามไปที่โรงพยาบาลเสนาทำการสอบสวนนายประยุทธ์ ชลีวัน อายุ 62 ปี คนขับรถยนต์บัส ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส พร้อมทั้งสอบสวนพยานที่เห็นเหตุการณ์อีกครั้ง ส่วนศพผู้เสียชีวิตนั้นได้นำส่งไปชันสูตรที่สถาบันนิติเวชโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติ จ.ปทุมธานี

Featured

มือปราบผีช่วยด้วย! หนุ่มใหญ่โอดถูก “ผีจดหมาย” ตามคุกคาม 10 ปี

หนุ่มใหญ่โร่หามือปราบผี โอดถูก “ผีจดหมาย” คุกคามเกือบ 10 ปี ย้ายบ้านมา 3 หลัง ต้องเจอกระดาษเขียนข้อความเชิงหึงหวงแปะไว้นับร้อยแผ่น คนรอบข้างคิดว่าเป็นบ้า

(16 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่บ้านเช่าหลังหนึ่งข้างร้านจำหน่ายเทปขุ่น สก๊อตเทป ภายในซอยทุ่งรวงทอง 3 ในเขตเทศบาลเมืองพล อ.พล จ.ขอนแก่น โดยพบกับนายเชิดศักดิ์ อายุ 49 ปี ครูสอนขับรถ ที่อาศัยอยู่ที่บ้านเช่าหลังดังกล่าวกับภรรยา นายเชิดศักดิ์ได้นำเอาจดหมายที่มีข้อความเขียนใส่กระดาษมีทั้งแผ่นเล็กแผ่นใหญ่ นับร้อยแผ่นมาให้ผู้สื่อข่าวดู โดยพบว่าลายมือในจดหมายนั้นเป็นลายมือของคนคนเดียวกัน เป็นข้อความในเชิงต่อว่านายเชิดศักดิ์ ทั้งในลักษณะของการหึงหวงและต่อว่าต่อขานเชิงเจ้าชู้ รวมทั้งตำหนิภรรยาของนายเชิดศักดิ์ด้วย

นายเชิดศักดิ์ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับจดหมายหลายร้อยฉบับที่เห็นนั้น ตนก็ยังไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใคร แต่เป็นเรื่องที่บั่นทอนจิตใจตนกับภรรยามาก เพราะเกิดขึ้นมานานร่วม 10 ปีแล้ว ตั้งแต่ปลายปี 2552 แต่ก็ยังหาคนทำไม่ได้ จึงคิดว่าน่าจะเกิดสิ่งผิดปกติกับครอบครัวตัวเอง หรือเป็นฝีมือของสิ่งลี้ลับที่มองไม่เห็น ที่วนเวียนตามตนอยู่ทุกหนแห่ง

ก่อนหน้านี้ตนได้อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ก็พบว่าเริ่มมีจดหมายและสิ่งผิดปกติที่ลี้ลับต่างๆ เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยนั้น กระทั่งย้ายมาอยู่ที่บ้านเช่าในปัจจจุบัน สิ่งดังกล่าวก็ยังตามมารังควานไม่หยุดหย่อน โดยบ้านเช่าที่อยู่ มี 3 ห้อง ห้องนอน ห้องเก็บของ และห้องน้ำ

ในทุกๆ วันภรรยาจะออกจากบ้านไปทำงาน และกลับมาในตอนเย็น ส่วนตนก็จะออกไปสอนขับรถ ซึ่งจะล็อกประตูหน้าต่างเรียบร้อย แต่เมื่อกลับเข้าบ้านมาก็จะเห็นจดหมายแปะไว้ตามที่ต่างๆ ภายในบ้าน วางบนโต๊ะบ้าง ข้างกระเป๋าบ้าง หรือเขียนข้อความบนปฏิทินตั้งโต๊ะบ้าง บางวันเสื้อผ้าที่แขวนไว้ในห้องเก็บของก็มากองไว้ที่ประตูทางออก หรือพบเสื้อผ้าพับอย่างดีวางไว้ในบ้าน

นอกจากนี้ ภรรยายังเคยโดนอะไรไม่รู้ถีบตอนจะเข้าห้องน้ำ ตนรู้สึกสงสารภรรยาที่ถูกคุกคามเช่นนี้ ส่วนตนก็ไม่มีความสุข เป็นเรื่องบันทอนจิตใจ เพราะเมื่อออกจากบ้านไป พอจะกลับเข้าบ้านมาก็ต้องเตรียมใจไว้ว่าจะต้องเจอกับเรื่องแปลกประหลาดอะไรอีก

ทั้งนี้ ยอมรับว่าเคยคิดจะฆ่าตัวตายเพราะใกล้จะทนไม่ไหวกับสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งลี้ลับเข้ามาก่อกวนและปั่นป่วนชีวิตจนไม่มีความสุข ตลอดหลายปีที่ผ่านมาตนพยายามจะจับให้ได้ว่าใครเป็นคนทำ หรือมีคนลักลอบเข้ามาในบ้านหรือไม่ แต่ไม่เคยพบสิ่งผิดปกติ

ขณะที่เพื่อนบ้านก็ไม่เคยพบเห็นคนเข้าออกในบ้านตนเลย และทุกคนก็ยังงงงวยกับเรื่องที่เกิดขึ้นเช่นกัน บางคนคิดว่าตนเป็นคนบ้า ตนเคยไปหาพระและปรึกษา แต่ปรากฏว่าพระก็ยังเดินหนี จึงอยากให้ใครก็ได้ที่มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์เกี่ยวกับกล้องถ่ายภาพทั้งกลางวันและกลางคืน มาช่วยทำการตรวจสอบสิ่งลี้ลับที่เกิดขึ้นในครอบครัวให้ด้วย เพราะเป็นทุกข์กับเรื่องที่เกิดขึ้นมาก

นายเชิดศักดิ์ ยังได้ย้อนเล่ากลับไปถึงจุดเริ่มต้นของสิ่งที่อธิบายไม่ได้ เมื่อช่วงปลายปี 2552 ตอนนั้นตนทำงานเป็นพนักงานขับรถในกรุงเทพฯ และกำลังคบหาอยู่กับแฟนคนแรก แต่ไม่นานก็เลิกกัน หลังจากแฟนพาไปดูการถ่ายละครอิงประวัติศาสตร์เรื่องหนึ่ง และหลังจากนั้นแฟนสาวก็เปลี่ยนไป และเลิกรากันไป

หลังจากนั้นตนก็เดินทางกลับมาอยู่ที่บ้าน และมาคบกับแฟนคนปัจจุบัน โดยเช่าบ้านอยู่ด้วยกัน บ้านเช่าหลังแรกที่เคยเช่าอยู่ก็เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกัน มีจดหมายเขียนแปะเอาไว้คุกคามตลอด และหนักที่สุดถึงขั้นสะเดาะกุญแจห้องพัก

กระทั่งในที่สุดก็ถูกเจ้าของบ้านเช่าเชิญให้ย้ายออก ทั้งที่ไม่เคยพบเจอคนก่อเหตุหรือคนสะเดาะกุญแจเลย แต่ทุกคนเชื่อว่าเป็นสิ่งลี้ลับที่ติดตามตัวตนมา จึงอยากให้ออกจากบ้านเช่า และเมื่อย้ายมาเช่าอยู่ที่บ้านเช่าที่ปัจจุบันก็ยังคงเกิดเหตุการณ์ซ้ำๆ เช่นเดิม บางครั้งก็เรียกเพื่อนบ้านมาดู และสอบถามบ้านข้างเคียงก็ไม่มีใครเห็นคนแปลกหน้าเข้ามาในบ้านเช่าแต่อย่างใด ทุกวันนี้เล่าให้ใครฟังก็ถูกมองเป็นคนบ้า จึงอยากพิสูจน์ความจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในครอบครัว

Featured

กล่องโฟมปริศนาวางทิ้ง 2 วัน ชาวบ้านเปิดดูถึงกับช็อก เจอศพทารกแช่น้ำแข็ง

(12 ก.ย.62) เวลา 08.15 น. ร.ต.อ.เปรม  เตรียมตัว รองสารวัตร สอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี  ได้แจ้งมีชาวบ้านไปพบศพเด็กทารก อยู่ในป่าข้างทาง ข้างโรงงานผลิต เทปใส เทปกาวภายในซอย ศรีแสง3 บ้านดอนหัน หมู่ 13 ต.หนองนาคำ อ.เมืองอุดรธานี จากนั้นพร้อมด้วย ตำรวจชุดสืบสวน และตำรวจเขตงานตำบลหนองนาคำ, แพทย์เวรโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี และมูลนิธิอุดรส่งเสริมธรรม รุดไปตรวจสอบ

ในที่เกิดเหตุ พบศพเด็กทารก เป็นเพศชาย อยู่ในกล่องโฟม มีผ้าอ้อมห่อตัว ใส่ในถุงพลาสติกสีเขียวของห้างสรรพสิค้าแห่งหนึ่ง แล้วก็มีผ้าอ้อม ห่ออีก2 ชั้น โดยน้ำแข็งในกล่องโฟมได้ละลาย กลายเป็นน้ำโดยมีชาวบ้านทราบข่าวได้เดินทางดู พากันหดหู่สลดใจ พร้อมกับสาปแช่งแม่ใจยักษ์ที่นำเอาเด็กทารกยัดใส่กล่องโฟมแช่น้ำแข็งเอามาทิ้งไว้ ซึ่งถ้าเด็กยังมีชีวิตชาวบ้านหลายคนบอกว่าจะนำไปเลี้ยงเอง   

นายประยูร อายุ 48 ปี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 13 บ้านดอนหัน ให้การว่าได้มีลูกบ้านชื่อนางแต๋ว ทำงานเป็นแม่บ้านบริษัทขายรถ จยย. ในตัวเมืองอุดรฯ ได้มาเจอกล่องโฟม นำมาวางทิ้งเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวานนี้ ในช่วงเวลาประมาณ 18.00 – 19.00 น. ขณะขี่รถเดินทางผ่านมาจะกลับบ้านพัก แต่ไม่ได้เปิดกล่องโฟมดู จนกระทั่งตอนเช้าได้ขี่รถ จะออกไปทำงาน จึงได้ผ่านเส้นทางนี้ทุกวัน ก็ยังเห็นกล่องโฟมวางอยู่ที่เดิม

จากนั้นด้วยความสงสัยจึงได้เปิดดูว่าเป็นศพเด็กทารกนำมาทิ้ง ทำให้ตกใจ จึงได้โทรศัพท์แจ้งไปบอกผู้ใหญ่บ้าน แล้วผู้ใหญ่บ้านก็ให้ตนออกมาดู ปรากฏว่าว่าเป็นเรื่องจริง จึงได้แจ้งตำรวจมาทำการตรวจสอบ ส่วนภายในหมู่บ้าน ไม่มีหอพัก มีแต่รีสอร์ทหรือบ้านเช่าเท่านั้นเอง ซึ่งได้ทำการตรวจสอบ จาก อสม. ในหมู่บ้าน ไม่มีลูกบ้านคนไหนใครตั้งท้องหรือหญิงสาวที่ใกล้จะคลอดลูก เชื่อว่ามาจากที่อื่นหรือคนต่างถิ่น นำมาทิ้งเอาไว้

แพทย์ได้ทำการชันสูตรพลิกศพ ศพทารกเป็นเพศชาย มีอวัยวะครบ 32 ประการ อายุได้ประมาณ 6-7 เดือน มีน้ำหนักประมาณ 7-8 ขีด  ซึ่งกะโหลกศีรษะยังอ่อนอยู่ เป็นไปได้ว่า จะคลอดออกมาก่อนกำหนดหรือทำแท้งนำเด็กออกมา ตั้งแต่เมื่อวานนี้ แล้วนำใส่กล่องโฟม แล้วทำการแช่น้ำแข็ง ทำให้ศพยังไม่เน่า โดยให้มูลนิธิฯ นำศพเด็กทารกเอาไปไว้ที่โรงพยาบาลศูนย์อุดรฯ  

ร.ต.อ.เปรม  เตรียมตัว  เปิดเผยว่า เบื้องต้นให้ตำรวจเขตงาน ตำบลหนองนาคำ ให้ทำการตรวจสอบดูหญิงสาว ที่ใกล้คลอดลูกออกมาหรือใครตั้งท้อง ในตำบลหนองนาคำ ซึ่งมีทั้งหมด 17 หมู่บ้าน ส่วนกล่องโฟม มีตราสติกเกอร์ จากข้อมูลทำให้ทราบว่า เป็นกล่องโฟมที่ไม่ได้มีขายทั่วไป เพราะเป็นกล่องโฟมใส่เห็ดมาจากต่างประเทศนำมาขายไม่กี่แห่ง โดยจะให้ตำรวจชุดสืบสวน ไปทำการตรวจสอบหาเบาะแสในเรื่องนี้ พร้อมกับตรวจกล้องวงจรปิด เส้นทางเข้ามาหมู่บ้าน หารถต้องสงสัย เพื่อติดตามแม่ใจยักษ์ มาดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป 

Featured

พ่อวิ่งมาช่วยลูกสาวถูกทำร้าย เจอลูกเขยโหดยิงดับสลด หันปืนยิงเมียอีกนัดก่อนหนี

(10 ก.ย.62) เมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. ร.ต.ท. สถาพร บุตตะกะ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองสิงห์บุรี ได้รับแจ้งว่าเกิดเหตุยิงกัน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ก่อนรุดไปตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ พร้อมอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู สิงห์บุรี

ที่เกิดเหตุอยู่ในตำบลหัวไผ่ อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี เป็นบ้านไม้ยกพื้นสูง ใต้ถุนบ้านบริเวณใกล้บันไดบ้านพบกองเลือดกระจายอยู่ มีชาวบ้านต่างยืนดูและจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บนบ้านพบ นางสาวศิริวรรณ อายุ 28 ปี นอนอยู่ภายในบ้าน มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนลูกซองสั้น ไม่ทราบขนาดเข้าที่บริเวณหัวเข่าซ้าย และที่ศีรษะด้านขวาแตก เจ้าหน้าที่จึงได้ช่วยกันปฐมพยาบาล ก่อนนำส่งโรงพยาบาลสิงห์บุรี  

นอกจากนี้ยังทราบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกราย ถูกนำส่งโรงพยาบาลสิงห์บุรีไปก่อนหน้านี้แล้ว คือ นายมณู  อายุ 51 ปี บิดาของนางสาวศิริวรรณ ถูกยิงด้วยอาวุธปืนชนิดเดียวกัน และต่อมาได้เสียชีวิตขณะนำส่งโรงพยาบาล

จากการสอบสวนทราบว่า ผู้ก่อเหตุ คือ นายฐาปกร หรือ เบิร์ด  อายุ 28  ปี สามีของนางสาวศิริวรรณ หลังก่อเหตุได้ขับขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป สอบสวนทราบว่าก่อนเกิดเหตุ นายเบิร์ดได้มีปากเสียงกับภรรยาอย่างรุนแรงเกี่ยวกับเรื่องหึงหวง โดย นายเบิร์ด มีนิสัยอารมณ์ร้อน และหึงหวงภรรยาอย่างมาก จนนางสาวศิริวรรณ เคยหนีไปทำงานที่จังหวัดนนทบุรีมาแล้วครั้งหนึ่ง เพิ่งย้ายกลับมาหางานทำที่จังหวัดสิงห์บุรี และได้งานทำที่โรงงานผลิต เทปขุ่น สก๊อตเทป แห่งหนึ่งในอำเภออินทร์บุรี

โดยนางสาวศิริวรรณ ทำงานได้เพียง 2 วัน ก็ถูกหัวหน้างานเรียกเข้าไปตักเตือนเกี่ยวกับที่ นายเบิร์ด สามีเข้าไปวุ่นวายในที่ทำงาน เมื่อกลับมาบ้านทั้งคู่ก็มีปากเสียงกัน ก่อนที่ นายเบิร์ด จะลงมือทำร้ายร่างกายภรรยา จนนางสาวศิริวรรณเรียกให้ นายมณู ผู้เป็นพ่อมาช่วย แต่กลับถูกนายเบิร์ดใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่นายมณูไป 1 นัด จนล้มคว่ำ ก่อนจะหันกระบอกปืนมายิงใส่ผู้เป็นภรรยาอีก 1 นัด กระสุนไปถูกที่หัวเข่า ก่อนที่จะขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่จะได้ติดตามตัวนายเบิร์ดมาดำเนินคดีต่อไป

Featured

คนกระบี่ตื่นตา รถซูเปอร์คาร์นับสิบเข้าพื้นที่ คาดใช้ถ่ายหนัง Fast and Furious 9

ทำเอาคนกระบี่ตื่นตาตื่นใจไปพร้อมๆ กัน เมื่อเห็นรถบรรทุกรถซูเปอร์คาร์จำนวนมาก ลำเลียงเข้าสู่พื้นที่ คาดว่าน่าจะถูกนำมาใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ Fast and Furious 9

(17 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกโซเชียลมีเดียจังหวัดกระบี่กำลังให้ความสนใจกับภาพรถยนต์ซูเปอร์คาร์จำนวนหนึ่ง ที่พบว่าถูกลำเลียงทยอยเข้ามาให้พื้นที่ โดยกลายคนเชื่อว่าเป็นรถยนต์ที่จะใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ภาคต่อ Fast and Furious 9 ที่มีกระแสข่าวยืนยันว่า ภาคใหม่ล่าสุดนี้จะใช้พื้นที่ทางภาคใต้เเถวย่าน ร้านจำหน่าย ฟิล์มยืด ฟิล์มพันพาเลท ของประเทศไทยเป็นสถานที่ถ่ายทำ

เพจเฟซบุ๊ก “โอมแบตเตอรี่ อะไหล่ซิ่งกระบี่” ได้โพสต์ภาพรถบรรทุกและรถยกหลายคันที่ บริเวณส่วนพ่วงท้ายรถนั้นได้มีการบรรทุกรถยนต์ซูเปอร์คาร์คันต่างๆ มาด้วย แม้ว่าจะมีการใช้ผ้าคลุมปิดบังเอาไว้ก็ตาม โดยมีประชาชนพบเห็นรถบรรทุกเหล่านี้กำลังมุ่งหน้าไปยังพื้นที่ อ.เมืองกระบี่ ทำให้คนในพื้นที่ต่างรู้สึกตื่นเต้นและดีใจที่ภาพยนตร์ฮอลลิวูดเรื่องดังจะเข้ามาใช้พื้นที่

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันถึงกระแสข่าวดังกล่าวกับภาพที่ประชาชนในพื้นที่ได้พบเห็น แต่หลายคนก็เชื่อว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการถ่ายทำภาพยนตร์ Fast and Furious 9 สืบเนื่องจากที่มีกระแสข่าวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุว่า ทางทีมงานจากยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ ผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้ติดต่อประสานขอให้พื้นที่ในหลายจังหวัดทางภาคใต้ของไทย เพื่อถ่ายทำภาพยนตร์ภาคใหม่นี้

จับแก๊งประธานสภา อบต. ยิงพ่ออดีตประธานสภาดับ หลังลูกก็เพิ่งถูกยิงตาย

วันที่ 22 เม.ย. ที่กองปราบปราม พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. สั่งการให้ พ.ต.อ.วิระชาญ ขุนไชยแก้ว ผกก.6 บก.ป. พ.ต.ท.วริศร มัจฉา สว.กก.6 บก.ป. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.ภ.จว.ปัตตานี และ สภ.ยะหริ่ง นำกำลังเข้าจับกุม นายมะซูดิง (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 55 ปี ประธานสภา อบต.แห่งหนึ่งใน อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี, นายมูหะหมัด สุกูมุง อายุ 42 ปี, นายอิสมาแอ แวกาจิ อายุ 49 ปี, นายอับดุลรอยะ สุกูมุง อายุ 40 ปี และ นายมะรอฮิม กาเจกาซอ อายุ 70 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดปัตตานี ข้อหา “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, มีอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครอง ฯและซ่องโจร”

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อเย็นวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่ นายไสว พรหมแก้ว อายุ 77 ปี หลังจากไปละหมาดอีซาที่มัสยิดใกล้บ้านติดกับโรงงานผลิต โฟมกันกระแทก,โฟมกันรอย เมื่อกลับมาถึงบ้าน ก็ได้มีกลุ่มคนร้ายบุกใช้อาวุธปืนสงครามยิงจนเสียชีวิต เบื้องต้นเชื่อว่าน่าจะเป็นฝีมือของกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยเกิดเหตุลักษณะเดียวกันกับคนในครอบครัวของผู้ตายมาแล้วถึง 2 ครั้ง

เหตุครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อเดือน เม.ย.62 ได้มีคนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามบุกยิง นายเจ๊ะนา (สงวนนามสกุล) อายุ 52 ปี ญาติสนิท บาดเจ็บสาหัส หลังจากนั้นอีกแค่ 1 เดือน นายอามะ พรหมแก้ว อายุ 57 ปี อดีตประธานสภา อบต.ตะโละกาโปร์ ลูกชายของ นายไสว ก็ยังถูกคนร้ายบุกยิงเสียชีวิตด้วยเช่นกัน ทางครอบครัวของผู้ตายจึงนำเรื่องเข้าร้องกองปราบ เพราะกลัวว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม

พล.ต.ต.จิรภพ จึงส่งชุดสืบสวนลงพื้นที่ เพื่อสืบหาเบาะแส โดยร่วมกับทางตำรวจท้องที่เกิดเหตุ กระทั่งทราบว่า ปมสังหารมาจากความขัดแย้งการเมืองท้องถิ่น ระหว่างกลุ่มของผู้ตายที่ชนะการเลือกตั้งกำนัน กับกลุ่มของ นายมะซูดิง ประธานสภา อบต.ตะโละกาโปร์ คนปัจจุบัน ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้รวบรวมหลักฐานและเข้าจับกุม นายมะซูดิง พร้อมพวกได้รวม 5 คน พร้อมของกลางอาวุธปืนขนาดต่างๆ จำนวน 7 กระบอก และเครื่องกระสุนอีกจำนวนหนึ่ง

จากการสอบสวน นายมูหะหมัด สุกูมุง, นายอิสมาแอ และ นายอับดุลรอยะ ให้การรับสารภาพ โดยรับว่า นายมูหะหมัด เป็นมือปืนก่อเหตุ โดยมี นายอิสมาแอ เป็นผู้คุ้มกัน ส่วน นายอับดุลรอยะ เป็นผู้จัดหาอาวุธปืน และก็นำอาวุธปืนไปซุกซ่อนฝังดินไว้ที่สวนปาล์มภายในหมู่บ้าน โดยมีการวางแผนก่อนก่อเหตุประมาณ 1 สัปดาห์ ส่วนนายมะซูดิง และ นายมะรอฮิม นั้นยังให้ปฏิเสธ นอกจากนี้จากการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของผู้ต้องหาทั้ง 5 คน พบว่า นายอิสมาแอ เคยมีคดีฆ่าผู้อื่นเมื่อปี 2550 ติดตัวอีก 1 คดี จึงแจ้งข้อกล่าวหาตามหมายจับ นำตัวส่ง สภ.ยะหริ่ง ดำเนินคดีต่อไป

เขยฝรั่ง ตั้งวงซดเบียร์ในบาร์ ชาวบ้านผวา หวั่นแพร่เชื้อ พบรายล่าสุดติดโควิด เป็นเขยฝรั่ง

วันที่ 30 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา นายปิยะ ปิจนำ นายอำเภอบ้านดุง มอบหมายให้ พ.อ.อ.ยศกร เพชรล้ำ ปลัดอำเภอ นำสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ออกตรวจสอบตามข้อร้องเรียนของชาวบ้าน ว่ามีการตั้งวงดื่มกินภายในบาร์แห่งหนึ่ง ในเขตเทศบาลเมืองบ้านดุง โดยปิดไฟหน้าร้าน แต่ภายในร้านยังมีลูกค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเขยฝรั่งที่มาอยู่กับภรรยาใน อ.บ้านดุง

จากการตรวจสอบ พบชายชาวต่างชาติ อายุประมาณ 55-70 ปี จำนวน 5 คน ทั้งหมดมีภรรยาคนไทยใน อ.บ้านดุง หรือเขยฝรั่งไทอุดร พากันนั่งดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างสนุกสนาน บริเวณหน้าร้านแต่ไม่มีการเปิดไฟและเปิดเพลง เจ้าหน้าที่จึงขอตรวจบัตรประจำตัว หนังสือเดินทาง โดยปลัดอำเภอบ้านดุง ต้องอธิบายอยู่นานถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส

ตอนแรกตกลงกันไม่ได้ สุดท้ายต้องอธิบายว่าตอนนี้ใน อ.บ้านดุง มีคนติดเชื้อแล้ว ทำให้เขยฝรั่งเข้าใจและสามารถพูดคุยและตกลงกันได้ พร้อมทั้งขอความร่วมมือให้ แยกย้ายกลับที่พัก และกำชับให้ดำเนินมาตรการ ตามที่คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดอุดรธานี กำหนด

ทั้งนี้รายงานแจ้งว่าผู้ติดเชื้อในจ.อุดรธานีรายล่าสุดรายที่7 เป็นเขยฝรั่งและอาศัยอยู่ใน อ.บ้านดุง จนชาวบ้านพากันผวาอย่างหนักเพราะกลัวมีการแพร่เชื้อระบาดในพื้นที่

สำหรับสถานการณ์ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี จนถึงวันนี้ มีผู้ป่วยโควิด-19 สะสมแล้วทั้งหมด 7 ราย มีการเฝ้าระวังบุคคลจากพื้นที่เสี่ยง 5,871 คน ครบระยะ 14 วัน 1,964 คน คงเหลือ 3,907 คน


เจ้าของโรงเเรมดังโคราช พร้อมให้รัฐบาลใช้เป็น “รพ.สนาม” 500 เตียง สู้โควิด-19

วันที่ 19 มี.ค. นายสมชัย ฉัตรพัฒนศิริ เป็นอดีต ส.ส.นครราชสีมา และเจ้าของโรงหนังไฟว์สตาร์-โรงแรมปัญจดารา โรงงานผลิต ถุงแก้วเทปกาว,ถุงแก้วฝากาว อ.เมือง จ.นครราชสีมา โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อเสนอแนวทางช่วยเหลือจังหวัดนครราชสีมา กรณีมีผู้ป่วยหรือสงสัยติดเชื้อไวรัสโควิด-19

โดยระบุข้อความว่า “ประเทศจีนสร้าง โรงพยาบาลสนามขนาด 1,000 เตียงภายใน 10 วัน โคราชบ้านเรา สามารถมีโรงพยาบาลสนามภายใน 2 วัน โดยเราจะเปลี่ยนแปลงสถานที่ของเราให้เป็นโรงพยาบาลสนามขนาด 500 เตียง จนกว่าภารกิจ “โควิด 2019″ จะแล้วเสร็จ ถ้าหากทางราชการต้องการและมาหารือร่วมกัน”

จากการสอบถาม นายสมชัย ได้รับการเปิดเผยว่า เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ขณะนี้น่าเป็นห่วงมาก ประเทศไทยเริ่มพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากภายในไม่กี่วัน ขณะที่ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ก็ตรวจพบผู้ติดเชื้อแล้วจำนวน 3 ราย

นายสมชัย กล่าวว่า ตนเชื่อว่าหากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้อยู่ ก็คงจะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ จนยากที่จะแก้ไขได้ แต่เมื่อนำบทเรียนจากประเทศจีน ที่มีการสร้างโรงพยาบาลสนามขึ้นมา 1,000 เตียง เพื่อรองรับการรักษาของผู้ติดเชื้อโดยเฉพาะ จนสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว ตนคิดว่าประเทศไทยน่าจะทำบ้าง หากกรณีที่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ก็จำเป็นที่จะต้องมีโรงพยาบาลสนามขึ้นมาเป็นการเฉพาะ

แต่ถ้าจะให้มาสร้างใหม่ก็คงจะสิ้นเปลืองงบประมาณของประเทศ ดังนั้นตนเองในฐานะผู้บริหารโรงแรมปัญจาดารา จึงเห็นว่าถ้าหากจะมีอะไรช่วยได้ก็ควรช่วย โดยพร้อมที่จะให้รัฐบาลนำโรงแรมของตนเองปรับเป็นโรงพยาบาลสนาม ขนาด 500 เตียงได้ทันที

ซึ่งโรงแรมปัญจดารานั้น มีห้องประชุมใหญ่ 1 ห้อง ที่สามารถจุคนได้ 300 คน ห้องประชุมเล็กอีก 4 ห้อง จุคนได้ห้องละ 150 คน ห้องพักจำนวน 79 ห้อง ที่มีเตียงคู่ และเตียงเดี่ยว ห้องน้ำ เครื่องปรับอากาศ ตู้เสื้อผ้า และเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน เมื่อรวมแล้วก็สามารถทำเป็นโรงพยาบาลสนามขนาด 500 เตียงได้อย่างสบายๆ

ทั้งนี้หากรัฐบาลต้องการที่จะใช้ทำโรงพยาบาลสนามจริง ก็สามารถมาพูดคุยในรายละเอียดได้ ตนพร้อมที่จะให้ความร่วมมือทุกอย่าง และไม่เคยกลัวว่าจะมีเชื้อไวรัสโควิด-19 ตกค้างอยู่ในโรงแรมเลย เพราะมั่นใจว่าระบบสุขอนามัยทางการแพทย์ของไทย มีมาตรฐานสูงไม่น้อยกว่าชาติใดในโลก




ทะเลาะรุนแรง! หนุ่มวัย19 บีบคอเมียดับคาที่นอน ก่อนผูกคอหนีผิด ตายคาห้องเช่า

วันที่ 15 มี.ค. ร.ต.อ.ไมตรี พากุล ร้อยเวร สภ.มาบตาพุด จ.ระยอง รับแจ้งเหตุพบผู้เสียชีวิต 2 ราย ภายในห้องเช่าแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ ต.มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง จึงประสานแพทย์เวร รพ.เฉลิมพระเกียรติฯมาบตาพุด และหน่วยกู้ภัยหลวงปู่ทิมมาบตาพุด เดินทางไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบเป็นบ้านเช่าชั้นเดียวติดกับร้านจำหน่าย โฟมกันกระแทก,โฟมกันรอย ภายในห้องเช่าพบกับศพผู้ชายผูกคอเสียชีวิตอยู่ภายในห้องนอน และบนที่นอนพบศพผู้หญิงนอนหงายเสียชีวิต สภาพศพมีร่องรอยคล้ายถูกบีบคอจนช้ำ และรอยฟกช้ำทั่วตัว จึงรีบนำศพทั้งคู่ออกมาตรวจพิสูจน์ เบื้องต้นคาดผู้หญิงเสียชีวิตเพราะถูกบีบคอจนเสียชีวิต ส่วนฝ่ายชายเสียชีวิตจากการผูกคอ ก่อนจะนำทั้งสองศพส่งพิสูจน์ ที่รพ.ระยอง

จากการตรวจสอบหลักฐานทราบชื่อของผู้เสียชีวิตทั้งสองคน ผู้ชายชื่อ นายชูเกียรติ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 19 ปี ผู้หญิงชื่อ น.ส.อรอนงค์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 20 ปี ทั้งสองคน เป็นชาว จ.อุดรด้วยกันทั้งคู่ และสามีภรรยากัน

จากการสอบสวนเพื่อนบ้าน ทราบว่า เมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. วันที่ 14 มี.ค. ที่ผ่านมา ได้ยินเสียงทะเลาะดังออกมาจากห้องของทั้งสองคน ซึ่งขณะนั้นมีเสียงของเครื่องเสียงจากงานที่อยู่ใกล้เคียงจึงไม่ได้สนใจ กระทั่งเพื่อนของผู้เสียชีวิตได้มาหา เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบว่าเป็นศพแล้วทั้งคู่ จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานจากพยานหลักฐานว่า ทั้งคู่คงจะมีปัญหาครอบครัว จึงนำไปสู่การเสียชีวิต คาดว่าฝ่ายชายคงจะพลั้งมือบีบคอแฟนสาวจนเสียชีวิต จากนั้นอาจจะสำนึกผิด จึงผูกคอตายตามไปด้วย

อย่างไรก็ตามจะรอผลพิสูจน์จากแพทย์อย่างละเอียดอีกครั้ง และเตรียมแจ้งญาติผู้เสียชีวิตให้รับทราบเพื่อติดต่อขอรับศพไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป

จับหนุ่ม ลวงเด็กหญิง13 รู้จักผ่านเฟซ ออกมาหาหน้าบ้าน ก่อนฉุดขึ้นรถขืนใจยับ

วันที่ 8 มี.ค. ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. สั่งการให้ พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ ผกก 5 บก.ป. พร้อมด้วย พ.ต.ท.นิธิ ตรีสุวรรณ สว.กก.5 บก.ป. นำกำลังเข้าจับกุม นายสัมพันธ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 23 ปีอาชีพพนักงานร้าน กล่องกระดาษ,กล่องกระดาษลูกฟูก ตามหมายจับศาลจังหวัดนนทบุรี ที่70/2563 ลงวันที่ 27 ก.พ.2563

ข้อหา “พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร, พาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไปเพื่อการอนาจาร แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม และกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบสามปี ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน” โดยจับกุมได้ที่สถานีรถไฟชุมพร

สืบเนื่องจากผู้ต้องหารายนี้ได้ไปขอรู้จักกับ น.ส.บี (นามสมมุติ) อายุ 13 ปี ผู้เสียหาย ผ่านทางเฟซบุ๊ก เนื่องจากผู้เสียหายนั้นเป็นเด็กสาวหน้าตาดี นายสัมพันธ์จึงพยายามพูดคุยตีสนิท จนผู้เสียหายเกิดความไว้วางใจ

กระทั่งเมื่อวันที่ 8 ธ.ค.2562 นายสัมพันธ์ออกอุบายว่าจะขับรถเก๋งไปหาผู้เสียหายที่หน้าบ้านในพื้นที่อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี เมื่อไปถึงนายสัมพันธ์ได้โทรศัพท์หลอกให้ผู้เสียหายออกมาหาที่รถ เมื่อผู้เสียหายเดินมาถึง นายสัมพันธ์ก็ทำทีเปิดกระจกรถพูดคุยจนผู้เสียหายตายใจ นายสัมพันธ์ก็เลยฉวยเปิดประตูรถยนต์ แล้วดึงตัวผู้เสียหายเข้าไปในรถ ก่อนใช้กำลังบังคับข่มขืนใจจนสำเร็จความใคร่ ก่อนจะปล่อยตัวก็พูดจาข่มขู่ผู้เสียหายว่า ห้ามบอกใครเป็นอันขาด มิฉะนั้นจะย้อนกลับมาทำร้าย

ต่อมาผู้ปกครองของผู้เสียหายพบว่า ลูกสาวมีอาการซึมเศร้าผิดปกติ จึงสอบถามจนทราบความจริง ก่อนรีบเข้าแจ้งความตำรวจ ก่อนที่จะตามจับกุมตัวได้ดังกล่าว จากการสอบสวน ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ จึงนำตัวส่งสภ.บางแม่นาง ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป




รถบรรทุกชนสะพานลอยสุทธิสาร แผ่นปูนร่วงขวางถนน ทำรถติดยาวถึงประชาชื่น

รถบรรทุกชนสะพานลอย / เมื่อเวลา 04.00 น. วันที่ 3 มี.ค. เจ้าหน้าที่จราจร สน.สุทธิสาร รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถบรรทุกขนแผ่นปูนขนาดใหญ่ พุ่งชนสะพานลอยคนข้าม บนถนนรัชดาภิเษกขาเข้า เชิงทางขึ้นอุโมงค์สุทธิสารก่อนถึงหน้าโรงงาน ถุงแก้วเทปกาว,ถุงแก้วฝากาว จึงรุดไปตรวจสอบ พร้อมประสานนำรถยกมาเคลื่อนย้าย

ที่เกิดเหตุพบรถบรรทุก 10 ล้อขนแผ่นปูนสำเร็จรูปจำนวน 3 แผ่นขนาดใหญ่ ซึ่งมีความสูงเกินระดับที่กำหนดไว้ จอดติดคาอยู่ใต้สะพานลอยคนข้าม โดยมีแผ่นปูนขนาดใหญ่ 1 แผ่นล้มขวางถนน ส่วนอีก 2 แผ่นติดอยู่กับสะพาน ทำให้บริเวณหน้ารถบรรทุกลอยขึ้นจากพื้นถนน

เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร จึงปิดการจราจรทั้งทางลงอุโมงค์และช่องทางคู่ขนานอุโมงค์ ส่งผลให้การจราจรติดขัดจำนวนมาก รถติดยาวหลายกิโลเมตร จึงประสานสานงานไปยังเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร ให้นำรถยกขนาดใหญ่ มาเคลื่อนย้ายรถบรรทุกคันเกิดเหตุ

กระทั่งเวลา 06.00 น. รถยกขนาดใหญ่ พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ฯ เข้ามาเร่งเคลื่อนย้ายรถบรรทุกคันเกิดเหตุ แต่ก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก ทำให้การจราจรในช่วงเช้าติดขัดเป็นอย่างมาก โดยท้ายแถวสะสมเลยแยกรัชโยธินไปถึงถนนประชาชื่น

ล่าสุดเวลา 08.00 น. เจ้าหน้าที่สามารถนำแผ่นปูนขนาดใหญ่ที่ล้มอยู่บนพื้นถนน ออกจากจุดดังกล่าวพร้อมกับเร่งเคลื่อนย้ายรถบรรทุก โดยการถอยรถกลับเข้าไปภายในอุโมงค์ และเปิดการจราจรตามปกติ



เชียงรายสยอง! 7ศพปริศนา ลอยโผล่อ่างเก็บน้ำ คาดแก๊งขนยา จนท.เร่งพิสูจน์

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 27 ก.พ. นายสมศักดิ์ คณาคำ นายอำเภอแม่สาย จ.เชียงราย พ.ต.อ.ปวีน ทองสมบูรณ์ ผกก.สภ.เกาะช้าง อ.แม่สาย พ.อ.ชาตรี สงวนธรรม ผบ.ฉก.ม.2 กองกำลังผาเมือง รับแจ้งมีผู้พบศพลอยหลังโรงงานผลิต โฟมกันกระแทก,โฟมกันรอย อยู่ในอ่างเก็บน้ำโครงการขุดลอกและปรับปรุงหนองวังมะราง หมู่บ้านป่าแดงหลวง หมู่11 ต.เกาะช้าง อ.แม่สาย ห่างจากชายแดนไทย-เมียนมา ที่มีน้ำรวกขวางกั้นเพียงประมาณ 500 เมตร

จึงร่วมกันรุดไปตรวจสอบ ที่เกิดเหตุพบศพลอยอยู่ตามจุดต่าง ๆ จำนวน 7 ศพ สภาพเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2-3 วัน เริ่มขึ้นอืดและลอยขึ้นเหนือน้ำ จึงประสานหน่วยกู้ภัยนำเรือและนักประดาน้ำไปทำการตรวจสอบและชักลากศพที่พบขึ้นมาบนฝั่ง ทางเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถตรวจสภาพศพได้โดยละเอียด จึงนำส่งโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์เพื่อทำการชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียด

จากการสอบถามชาวบ้านข้างเคียงไม่พบว่ามีบุคคลสูญหายในช่วงนี้ถึง 7 คน เบื้องต้นสันนิฐานว่าทั้งหมดอาจเป็นกลุ่มคนที่มาจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้านและได้เคยมีเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่ทหาร เมื่อคืนวันที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมา หลังจากทาง ฉก.ม.2 กองกำลังผาเมือง สืบทราบจะมีการขนยาเสพติดผ่านป่าช้าหมู่บ้านป่าแดงหลวงจึงสั่งการให้ ร.อ.จตุภูมิ กันคล้อย ผบ.ร้อย ม.3 ฉก.ม.2 นำกำลังไปดักซุ่มอยู่บริเวณป่าช้าและเกิดปะทะกับกลุ่มคนที่แบกกระสอบฟางเข้ามาประมาณ 20 คน จนทำให้ฝ่ายตรงกันข้ามล่าถอยไปส่วนเจ้าหน้าที่ทุกปลอดภัย

เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุพบตามทุ่งนามีการทิ้งกระสอบฟางเอาไว้กระจัดกระจายจำนวน 21 ใบ ภายในมียาเสพติดประกอบไปด้วยยาบ้าจำนวน 2,252,000 เม็ด และยาไอซ์ น้ำหนักประมาณ 14 กิโลกรัม แต่ไม่พบผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บในที่เกิดเหตุ คาดว่ากลุ่มคนดังกล่าวได้รับบาดเจ็บแล้วหลบหนีจะข้ามลำน้ำรวกไปแต่ได้เสียชีวิตจึงพลัดตกลงไปในแหล่งน้ำดังกล่าวส่วนคนที่เหลือหลบหนีไปได้

พ.ต.อ.ปวีน กล่าวว่า สำหรับผู้ที่เสียชีวิตทั้ง 7 รายนี้ คาดว่าคือกลุ่มคนที่ก่อเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่เมื่อคืนวันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา นั่นเอง เพราะดูจากการแต่งตัวแล้วแต่ละคนคล้ายกับกลุ่มผู้ก่อเหตุ หรือกองคาราวานขนยาเสพติดที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ รวมทั้งมีชาวบ้านหลายรายที่อาศัยอยู่ในฝั่งประเทศเพื่อนบ้านตรงกันข้าม ต.เกาะช้าง ได้ถามไถ่มายังฝั่งไทยว่าได้พบเห็นศพผู้เสียชีวิต มีคนถูกจับหรือมีรายงานสูญหายในฝั่งไทยหรือไม่

พ.ต.อ.ปวีน กล่าวต่อว่า เพราะญาติของพวกเขาได้หายไปหลายคน ส่วนสาเหตุที่เจ้าหน้าที่ไม่ทราบว่ามีคนเสียชีวิตช่วงหลังปะทะใหม่ ๆ เนื่องจากอ่างเก็บน้ำตั้งอยู่ห่างจากจุดปะทะกว่า 1 กิโลเมตรกว่า และใกล้ชายแดนเมื่อตรวจสอบแล้วเสร็จ คาดการณ์กันว่าอาจจะหลบหนีไปได้หมดกระทั่งได้รับแจ้งว่า มีผู้พบศพผู้เสียชีวิตในครั้งนี้ดังกล่าว ขณะที่สาเหตุการเสียชีวิตนั้นอยู่ระหว่างนำไปชันสูตรพลิกศพ

ด้าน พ.อ.ชาตรี กล่าวว่า เบื้องต้นคงต้องให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ตรวจสอบสภาพศพให้ละเอียดอีกครั้งหนึ่งก่อน เพื่อที่จะได้ดูว่าศพผู้เสียชีวิตมีสาเหตุมาจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่ทหารเมื่อคืนวันที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมาหรือไม่อย่างไร หรืออาจเกิดจากการยิงของกลุ่มคนพวกเดียวกันเองเพราะในคืนเกิดเหตุเจ้าหน้าที่พบมีกลุ่มคนเข้ามาถึงประมาณ 20 คน

กระบะ แหกโค้ง รถหมุนคว้าง ฟาดตึกแถวร้านค้าริมถนน สักพัก จยย.ตามมาแหกโค้งซ้ำที่เดิม

วันที่ 21 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 00.16 น. ที่ผ่านมาเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนขึ้น ตรงทางโค้งเลยแยกชุกโดน เขตเทศบาลเมืองกาญจนบุรี โดยอุบัติเหตุดังกล่าว มีรถกระบะสีขาว ขับมาจาก ต.ท่าล้อ มุ่งหน้าเข้าตัวเมืองกาญจนบุรีด้วยความเร็วสูง โดยเมื่อรถกระบะคันดังกล่าว ขับผ่านสี่แยกไฟแดงชุกโดน รถเกิดเสียหลักหลุดโค้ง รถหมุนคว้าง ก่อนพุ่งเข้าหาตึกแถวซึ่งเปิดเป็นร้าน กล่องกระดาษ,กล่องกระดาษออนไลน์

โดยรถได้พุ่งผ่านกระถางต้นไม้หน้าร้านจำหน่ายเครื่องตัดไฟไปอย่างฉิวเฉียด เฉี่ยวเก้าอี้หินอ่อน ที่อยู่ใกล้กันจนพังเสียหาย รถกระบะคันดังกล่าว พุ่งเข้าไปชนร้านขายอาหารสัตว์ ที่อยู่ติดกับร้านจำหน่ายเครื่องตัดไฟเข้าอย่างจัง จนประตูเหล็กหน้าร้านและท่อประปา พังเสียหาย ขณะที่ชายคนขับรถยนต์กระบะ ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองกาญจนบุรี พร้อม มูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ รุดเข้าตรวจสอบ และสอบปากคำชายคนขับรถกระบะ โดยชายคนดังกล่าวยังคงอยู่ในอาการตื่นตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เบื้องต้นทางตำรวจสันนิษฐานว่า คนขับขับรถมาด้วยความเร็วสูง ประกอบกับจุดเกิดเหตุเป็นทางโค้ง จึงเกิดอุบัติเหตุดังกล่าวขึ้น กู้ภัยเข้าช่วยเหลือคนขับ พร้อมประสานรถยกเข้าเคลื่อนย้ายรถกระบะ ออกจากที่เกิดเหตุ

โดยในระหว่างที่เจ้าหน้าที่ กำลังใช้รถยก เคลื่อนย้ายรถกระบะคันที่ประสบอุบัติเหตุออกจากหน้าร้านนั้น จู่ๆก็มีชายวัยรุ่นคนหนึ่ง ขี่จยย. ผ่านสี่แยกไฟแดงชุกโดน มาตามปกติ แต่จู่ๆรถก็เกิดเสียหลักพุ่งขึ้นฟุตปาธ ชนเข้ากับกระถางต้นไม้หน้าร้านจำหน่ายเครื่องตัดไฟ จยย.ล้มลง ชายวัยรุ่นคนขี่ ร่างตกกระแทกพื้นได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ห่างจากอุบัติเหตุครั้งแรกเพียงไม่ถึงชั่วโมง

ทั้งนี้พบว่า มีกล้องวงจรปิดในจุดเกิดเหตุ สามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ทั้งหมดเอาไว้ได้ โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Juree Aimpan ได้นำคลิปวงจรปิดดังกล่าวาเผยแพร่ ซึ่งที่ผ่านมา พบว่าบริเวณจุดนี้ มักมี อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันบ่อยครั้ง โดยส่วนใหญ่จะเกิดจากการขับรถเร็วจนทำให้รถเสียหลักหลุดโค้งและพุ่งเข้าชนร้านค้าที่อยู่ข้างทางจนได้รับความเสียหาย เป็นประจำ

ญาติเศร้า รับศพ สาวคลินิก พี่แฉ ผัวโหด ก็มีเมียใหม่ แต่ยังตามตื๊อน้องสาว ลั่นไม่ให้อภัย

จากกรณีนายดนุสรณ์ หรือเจ อายุ 28 ปี พนักงานขายโรงงานผลิต ถุงแก้วเทปกาว,ถุงแก้วฝากาว ที่ก่อเหตุยิง น.ส.ปิยานุช อดีตภรรยา จนเสียชีวิต ที่คลินิก ชั้น 4 ห้างสรรพสินค้าย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ต่อมาตำรวจ สามารถตามจับกุมตัวนายดนุสรณ์ เอาไว้ได้ที่บ้านของพ่อแม่ผู้ก่อเหตุใน ต.ห้วยแม่เพียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 19 ก.พ. ที่นิติเวชฯ ร.พ.รามาธิบดี นางนารีรัตน์ อายุ 38 ปี ลูกพี่ลูกน้อง และน.ส.นิศาชล อายุ 27 ปี ลูกพี่ลูกน้อง พร้อมด้วยญาติของนางสาวปิยานุช เข้าติดต่อขอรับร่างของผู้เสียชีวิต ท่ามกลางบรรยากาศความโศกเศร้าเสียใจ เพื่อนำกลับไปบำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิด ในพื้นที่หมู่ 3 ท่าไผ่ ต.ยกระบัตร อ.สามเงา จ.ตาก โดยจะมีการฌาปนกิจในวันที่ 22 ก.พ.

น.ส.นิศาชล เปิดเผยว่า ช่วงเกิดเหตุวานนี้ ตนก็ยังไม่เชื่อว่าจะเป็นลูกพี่ลูกน้องที่จะถูกอดีตสามียิงเสียชีวิต ทีแรกคิดว่าเป็นคนที่ชื่อคล้ายกันเท่านั้น แต่ญาติคนอื่นๆก็สงสัย จึงได้ให้ตนมาตรวจสอบดูว่าใช่ญาติเรามั้ย ซึ่งญาติทุกคนไม่เชื่อว่าพี่จะโดนขนาดนี้ ตนก็รับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตกใจเนื้อตัวสั่นไปหมด ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงอารมณ์รุนแรงขนาดนี้ แต่ตนก็รู้อยู่ว่าผู้ชายคนนี้ตบตีพี่ตนมาตลอด ล่าสุดก็มีการแจ้งความเนื่องจากพี่สาวตนถูกอดีตสามีบีบคอ ซึ่งผู้ชายคนนี้มักจะออกอุบายหลายวิธีในการหลอกให้พี่สาวตนไปพบ

นางนารีรีตน์ เปิดเผยว่า สาเหตุการหย่าร้างของน้องสาวหลังอยู่กินกับนายดนุสรณ์ อดีตสามีจนมีลูก 1 คนมานานกว่า 10 ปี เนื่องจากฝ่ายชายเป็นคนอารมณ์ร้อน หึงหวง ชอบลงไม้ลงมือ หนักสุดถึงขั้นข่มขู่ พ่อกับแม่ของผู้ตาย มาประมาณ 4-5 ปีที่ผ่านมา จนผู้ตายทนไม่ไหวต้องตัดขาดจากครอบครัว เพื่อไม่ให้ผู้ต้องหาตามมาข่มขู่ได้อีก จนต้องหลบหนีไปขออาศัยอยู่กับเพื่อน แต่ฝ่ายชายยังตามตื๊อ และออกอุบายขอหย่า เพื่อหลอกล่อให้ผู้เสียชีวิตออกมาพบ จนทำเรื่องหย่าร้าง และกระทั่งมาก่อเหตุยิงน้องสาวจนเสียชีวิต

นางนารีรีตน์ เผยต่อว่า ก่อนหน้านี้อดีตสามีของผู้เสียชีวิต ก็มีภรรยาใหม่เช่นกันแต่ก็ยังมาตามตื๊อน้องสาวตนอยู่ ส่วนน้องตนก็มีคนใหม่หลังจากที่หย่าร้างกันและเพิ่งคบหากันได้ 1 สัปดาห์ ซึ่งเรื่องดังกล่าวครอบครัวผู้ตายก็รู้เรื่องมาตลอด อีกทั้งตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ผู้ต้องหาไม่เคยส่งเสียเลี้ยงดูลูกเลย ปล่อยให้อยู่กับตายาย ที่จ.ตาก โดยอ้างว่า ตายายเลี้ยงได้ ขณะนี้ทางพ่อแม่ และลูกชายของผู้เสียชีวิตทราบเรื่องและยังทำใจไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเชื่อว่าญาติทั้งหมดคงไม่ให้อภัย แม้จะสำนึกผิดและมาขอขมา

นางนารีรัตน์ เผยอีกว่า ส่วนกรณีแช็ตเฟซบุ๊ก ระหว่างผู้ต้องหากับเพื่อนชายคนใหม่ ญาติยอมรับว่าเพิ่งทราบเรื่องพร้อมกับสื่อมวลชน เนื่องจาก 2 ปีที่ผ่านมา ผู้ตายบล็อกเฟซบุ๊กของญาติทุกคน จึงไม่มีใครรู้ความเคลื่อนไหว ส่วนน้องสาวเป็นคนเรียบร้อย ร่าเริง จนกระทั่งเริ่มมีปัญหากับอดีตสามี ก็เริ่มเป็นคนเก็บตัวไม่สุงสิงกับใคร รวมถึงปัญหาทั้งหมด ไม่ได้เล่าให้ใครฟังก่อนเสียชีวิต ญาติจึงไม่ทราบรายละเอียด ว่าผู้ตายมีเพื่อนชายหรือเพื่อนสนิทอีกหรือไม่ ตนอยากถามผู้ต้องหาว่าทำไมต้องโหดร้ายอำมหิต เนื่องจากได้หย่าร้างแยกทางกันไปแล้ว