preferential-lite
shadow
Featured

สาวสารภาพปมเหตุ จบชีวิตครูมวย สวนทางพยาน ที่อ้างทำคนเดียว

สาวสารภาพปมเหตุ จบชีวิตครูมวย สวนทางพยาน ที่อ้างทำคนเดียว

สาวเปิดปาก เล่าปมสังหารโหดครูมวยกลางกรุง อ้างเคบคบกัน 3 ปี ห่างไปนานเพิ่งมาเจอกัน เผยปมชู้สาวและแค้นส่วนตัว สวนทางพยานที่บอกว่าลงมือคนเดียว

จากกรณี นายวิชาญ มะลิทอง หรือแดง อายุ 46 ปี ครูมวยย่านพระราม 2 ฉายา “วิชาญน้อย ศิษย์เจ๊พเยาว์” ถูกฆ่าปาดคอเสียชีวิตอยู่ข้างรถเก๋งโตโยต้า วีออส สีขาว ทะเบียน กง-6427 อุทัยธานี ใกล้ปากซอยหมู่บ้านเสรี-อ่อนนุช 19 ย่านโรงงานผลิต ถุงแก้วฝากาว ถุงแก้วแถบกาว แขวงประเวศ เขตประเวศ กทม. เมื่อคืนที่ผ่านมา ก่อนที่ตำรวจจะควบคุมตัวหญิงสาวคนสนิทมาสอบปากคำ ก่อนสารภาพทำคนเดียว ตามที่เสอนข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 22 ก.พ.64 ที่ สน.ประเวศ พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น ผบก.น.4 เดินทางมาติดตามคดีดังกล่าว พร้อมทั้งให้ขวัญกำลังใจกับทางทีมงานที่ลงปฏิบัติหน้าที่ พล.ต.ต.พรชัย เปิดเผยว่า ขณะนี้คดีมีความคืบหน้าไปมาก ตำรวจก็พยายามทำงานกันอย่างเต็มที่

ล่าสุดได้มีการเชิญตัวหญิงสาวคนสนิทเข้าสอบปากคำ เบื้องต้นหญิงสาวให้การว่าตัวเองมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ตาย เคยคบหากับผู้ตายมาประมาณ 3 ปี ก่อนที่จะแยกกันไปนานสักระยะ และล่าสุดกลับมาเจอกันอีกครั้ง ซึ่งหญิงสาวอ้างว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มาเจอกัน หลังจากที่ไม่เจอกันนาน

ส่วนรายละเอียดวันเกิดเหตุอยู่ระหว่างการสอบปากคำ ยังไม่ขอเปิดเผย หลังจากนี้หากพบว่ามีผู้ใดมาเกี่ยวข้องอีกก็จะเรียกมาสอบปากคำ หากพยานหลักฐานต่างๆ ชี้ชัดว่าผู้ใดเป็นผู้ก่อเหตุจะออกหมายจับ แต่จะทำคนเดียวหรือไม่นั้น ฝ่ายสืบสวนกำลังทำงาน เนื่องจากพยานที่เกิดเหตุอ้างว่า ได้ยินเสียงคนโวยวายเสียงดัง อาจจะมีคนอยู่มากกว่า 2 คน ซึ่งตนมาติดตามคดีให้ละเอียดรัดกุมมากที่สุด

ต่อมาเมื่อเวลา 20.00 น. วันเดียวกัน พ.ต.อ.สุรพงษ์ พุฒขาว ผกก.สน.ประเวศ เปิดเผยว่า เบื้อนต้นพนักงานสอบสวนได้ขออำนาจศาลอนุมัติหมายจับ น.ส.พลอยไพลิน คุณานุกรกุล อายุ 32 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาพระโขนง เลขที่ 86/2564 ลงวันที่ 22 ก.พ.64 ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และพกพาอาอาวุธมีด ไปในเมืองหมู่บ้านและทางสาธารณะ

เบื้องต้นผู้ต้องหาได้เดินทางมาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนเมื่อช่วงเที่ยง พร้อมรับสารภาพว่า รู้จักกันมา 3 ปี จากการเป็นสมาชิกยิมดังกล่าว แล้วก็ห่างหายกันไปนานเพิ่งจะนัดเจอกันล่าสุดในครั้งนี้ สาเหตุที่ลงมือเนื่องจากแค้นส่วนตัวเรื่องชู้สาวและเป็นผู้ก่อเหตุเพียงคนเดียว

อย่างไรก็ตามทางพนักงานสอบสวนยังก็รอผลจาก พฐ. รอยนิ้วมือแฝงจากมีดและบริเวณในรถว่ามีผู้ใดอยู่ที่เกิดเหตุอีกหรือไม่ ขณะนี้ก็ยังอยู่ระหว่างสอบปากคำพร้อมทั้งอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะคัคค้านการประตัวหรือไม่ รวมทั้งยังให้ฝ่ายสืบสวนหาข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีผู้ก่อเหตุอีกหรือไม่

Featured

เสี่ยร้านเบาะ เคลียร์ปัญหากับเมีย เถียงกันลั่นบ้าน ก่อนลั่นไกดับแรงหึง

เสี่ยร้านเบาะ เคลียร์ปัญหากับเมีย เถียงกันลั่นบ้าน ก่อนลั่นไกดับแรงหึง

เหตุสลดเมื่อเสี่ยร้านเบาะ ขับฟอร์จูนเนอร์ จากระยอง มาเคลียร์ปัญหากับภรรยาสาว ถึงบุรีรัมย์ ก่อนก่อเหตุยิง 4 นัดซ้อน ต่อหน้าครอบครัว และลูกสาววัย 4 ขวบ

เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 15 ก.พ. 2564 ร.ต.อ.วีระชน ปรากฎมาก รองสว.(สอบสวน)สภ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ รับแจ้งเกิดเหตุมีผู้ถูกยิงเสียชีวิต ที่บ้านหลังหนึ่งในอ.กระสัง ย่านโรงงานผลิต ตัวตัดเทป ที่ตัดเทป จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบก่อนรุดไปตรวจสอบพร้อมพ.ต.อ.วิษณุ อาภรณ์พงษ์ ผกก.สภ.กระสัง เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน จ.บุรีรัมย์ และแพทย์เวรรพ.กระสัง

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ 2 ชั้น บริเวณชั้นล่างหน้าทีวีพบศพน.ส.จันทร์จิรา พินิจรัมย์ หรือกี้ อายุ 23 ปี นอนหงายเสียชีวิตในสภาพเลือดท่วมตัว จากการตรวจสอบพบบาดแผลถูกยิงเข้าบริเวณชายโครงทั้งสองข้าง และตามลำตัวรวม 4 นัด ทั้งยังพบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. ตกอยู่ 4 ปลอก จึงรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบสวนนางแต๋ว พินิจรัมย์ อายุ 65 ปี แม่ผู้เสียชีวิต ให้การว่า ตนเห็นลูกเขยคือนายสุริชัย อังกูรเจริญพร หรือนิว อายุ 33 ปี เสี่ยเจ้าของร้านรับทำเบาะที่จ.ระยอง เดินมากระหน่ำยิงลูกสาวจนเสียชีวิต ตนถึงกับช็อกเพื่อนบ้านต้องช่วยกันปฐมพยาบาลประคองตัวออกจากจุดเกิดเหตุ

จากการสอบสวนนายประยูร พินิจรัมย์ พ่อผู้เสียชีวิต ให้การว่า หลังจากลูกสาวเลิกรากับสามีเก่ามาประมาณปีกว่า ก็มาคบหากับนายสุริชัย ผู้ก่อเหตุ โดยมีลูกสาวติดมาด้วย 1 คน และเพิ่งจะแต่งงานกันเมื่อปลายเดือน ต.ค. 63 หลังแต่งงานลูกสาวก็ไปอยู่กับกินกับนายสุริชัย ที่จ.ระยอง

โดยช่วงที่อยู่จ.ระยอง ลูกสาวจะโทรศัพท์มาบอกว่าแม่มีปากเสียงกับนายสุริชัย บ่อยครั้งเพราะนายสุริชัย เป็นคนขี้หึงชอบระแวงว่าลูกสาวตนจะนอกใจ แต่ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมานายสุริชัย ลูกสาว และหลานสาว ก็เดินทางมาพักที่บ้านอยู่ประมาณ 1 อาทิตย์ แล้วนายสุริชัย ก็กลับไปทำงานที่จ.ระยอง แต่ลูกสาวอยู่บ้านต่อไม่ได้ไปด้วย

กระทั่งก่อนเกิดเหตุเวลาประมาณ 19.30 น. นายสุริยา ก็ขับรถมาที่บ้านบอกว่าจะมาเคลียร์ปัญหากับน.ส.จันทร์จิรา ตนจึงปล่อยให้ทั้งคู่คุยกัน แต่ก็ได้ยินเสียงทะเลาะกันผ่านไปประมาณ 10 นาที ก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 4 นัด

ตนตกใจมากจึงรีบวิ่งมาดูก็เห็นลูกสาวนอนเสียชีวิตจมกองเลือดแล้ว ส่วนลูกเขยก็ขับรถหลบหนีไป จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนรับไม่ได้และไม่ให้อภัยนายสุริชัย อย่างเด็ดขาดเพราะฆ่าลูกสาวตนเองอย่างโหดเหี้ยม กระหน่ำยิงตั้งหลายนัดทั้งที่ไม่มีทางสู้ แถมก่อเหตุต่อหน้าแม่ยาย และลูกสาววัยเพียง 4 ขวบ โดยไม่สะทกสะท้าน อยากให้ตำรวจดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

ด้านพ.ต.อ.วิษณุ ผกก.สภ.กระสัง จึงได้สั่งการให้ตั้งจุดสกัดทุกเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายจะหลบหนี กระทั่งเวลาประมาณ 21.00 น. ก็สามารถสกัดจับตัวนายสุริชัย ผู้ก่อเหตุได้ขณะขับรถยนต์ โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ทะเบียน 3กช2020 กรุงเทพฯ ผ่านมาทางถนนหน้าโรงพักเพื่อจะหลบหนี พร้อมอาวุธปืนขนาด 9 มม. ที่ใช้ก่อเหตุ

จากการสอบสวนนายสุริชัย ยอมรับสารภาพว่าได้ก่อเหตุยิงน.ส.จันทร์จิรา ภรรยาของตัวเองจริง เนื่องจากระแวงว่าภรรยาจะปันใจให้ชายอื่นจนเกิดมีปากเสียงทะเลาะกันรุนแรง จึงโมโหชักอาวุธปืนที่พกติดตัวมาด้วยออกมากระหน่ำยิงภรรยาจนเสียชีวิต

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อหา “ฆ่าคนตายโดยเจตนา” และข้อหา “มีอาวุธปืนไว้ในความครอบครัวโดยผิดกฎหมาย” คุมตัวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Featured

สลดซ้ำ ทิดสึกใหม่ คลั่งบุกทำร้ายอดีตภรรยา ถึงที่ทำงาน จบชีวิตตัวเองคาห้องขัง

สลดซ้ำ ทิดสึกใหม่ คลั่งบุกทำร้ายอดีตภรรยา ถึงที่ทำงาน จบชีวิตตัวเองคาห้องขัง

สลดซ้ำ ทิดสึกใหม่ คลั่งบุกทำร้ายอดีตภรรยา ถึงที่ทำงาน หลังโดนตำรวจเข้าจับกุม จบชีวิตตัวเองคาห้องขัง ใช้เสื้อผูกคอตัวเองเสียชีวิต

วันที่ 9 ก.พ.2564 ผู้สื่อข่าวรายงาน ความคืบหน้ากรณีเหตุ ชายอายุ 46 ปี เพิ่งสึกพระได้เพียง 1 วัน ก่อเหตุ ใชีมีดดาวยาว บุกเข้าไปทำร้ายลูกชาย และอดีตภรรยา อายุ 44 ปี ที่โรงงาน กล่องกระดาษ กล่องกระดาษสำเร็จรูป ในเขตเทศบาลเมืองนครนายก

โดยภาพวงจรปิดสามาถบันทึกภาพเหตุการณ์ ที่ผู้ก่อเหตุลงมืออย่างไม่ยั้ง กระทั่งตำรวจเข้ามาจับกุมตัวชายคนก่อเหตุเอาไว้ได้ เบื้องต้นทราบว่า ชายดังกล่าวเกิดความหึงหวงที่อดีตภรรยามีรักใหม่ จึงสึกออกมาก่อเหตุ

ล่าสุดมีรายงานว่า เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ผ่านมา วันเดียวกัน ชายคนดังกล่าว ใช้เสื้อยืด สีดำของตัวเองที่สวมใส่อยู่ ก่อเหตุผูกคอตนเองจนเสียชีวิต หลังห้องขัง เบื้องต้นตำรวจได้ประสานแพทย์นิติเวชเข้ามาชันสูตร พร้อมประสานกู้ภัยนำร่างผู้เสียชีวิตส่งรพ.ก่อนดำเนินการตามกฏหมายต่อไป

Featured

จับโจ๋ รับงานส่งยาผ่านแอพ เทเลแกรม ตร.ขยายผล ตามรวบคาร้านรับส่งพัสดุ

จับโจ๋ รับงานส่งยาผ่านแอพ เทเลแกรม ตร.ขยายผล ตามรวบคาร้านรับส่งพัสดุ

จับโจ๋ รับงานส่งยาผ่านแอพ เทเลแกรม ตร.ขยายผล ตามรวบคาร้านรับส่งพัสดุ สารภาพ รับค่าจ้างมาครั้งละ 500-1,000 บาท ส่งพัสดุซุกยาให้ลูกค้า

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 4 ก.พ.2564 พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผบช.น. พล.ต.ต.สำราญ นวลมา รองผบช.น. พ.ต.อ.ดวงโชติ สุวรรณจรัส ผกก.สน.ทองหล่อ พ.ต.ท.ณัฐกิตติ์ จอกโคกสูง รอง ผกก.สส.สน.ทองหล่อ พ.ต.ต.อิธิธร ประเสริฐศักดิ์ สว.สส.สน.ทองหล่อ พ.ต.ต.กิตติเชษฐ์ กิติสาร สว.(สอบสวน) สน.ทองหล่อ

แถลงข่าวจับกุมนายเอ (นามสมมุติ) อายุ 16 ปี พร้อมของกลาง ยาไอซ์ หนัก 68 กรัม ยาบ้า 1,453 เม็ด ซุกซ่อนใน ซองไปรษณีย์พลาสติก ถุงไปรษณีย์พลาสติก โดยจับกุมที่ บริเวณบริษัทขนส่งพัสดุแห่งหนึ่ง สาขาเอกมัย แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร

สืบเนื่องจากก่อนเกิดเหตุในคดีนี้ เมื่อวันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สอท. ได้มีการจับกุม นายวรพลหรือตั้ม ดอนสำราญ อายุ 36 ปี ข้อหามียายาไอซ์ ไว้ในครอบครองเพื่อเสพและจำหน่าย ก่อนขยายผลจนทราบว่า ยาเสพติดของกลางนั้น ต้นทางส่งมาจาก บริษัทขนส่งแห่งหนึ่งสาขาเอกมัย จึงประสานข้อมูลมายัง สน.ทองหล่อ เพื่อร่วมกันสืบสวน

จนกระทั่ง ตำรวจพบว่า ผู้ที่นำยาเสพติดของกลางมาส่งให้กับนายวรพลหรือตั้ม คือนายเอ (นามสมมุติ) อายุ 16 ปี ต่อมาวันที่ 3 ก.พ.2564 ชุดสืบสวนสน.ทองหล่อ ได้จับกุม นายเอ ขณะขี่จยย.ฮอนด้า เวฟ 110 สีน้ำเงิน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน เข้ามาจอดที่หน้าบริษัทขนส่งดังกล่าว โดยในมือมีถุงพัสดุ ด้วยท่าทางมีพิรุธ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวขอตรวจค้น ก่อนพบยาเสพติดซุกซ่อนอยู่ในถุง

จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับว่าภายในซองพัสดุนั้น คือ ยาบ้าและยาไอซ์ ที่ตนเองกำลังจะส่งให้กับลูกค้า ตามที่ นายซิ่ง ไม่ทราบชื่อนามสกุลจริง สั่งให้ตนเองมาส่ง โดยได้รับการว่าจ้างจากเพื่อนรุ่นพี่ที่แนะนำให้รู้จัก ให้นำส่งไปส่งให้กับลูกค้า

โดยนายซิ่งจะนำยาเสพติดที่บรรจุซุกซ่อนไว้หลังกรอบโทรศัพท์พร้อมส่งไปวางตามจุด แล้วติดต่อมาหาผ่านทางแอพเทเลแกรม เพื่อให้ไปรับยาตามจุดที่นายซิ่งนำมาวาง หลังจากนั้นก็จะนำส่งตามที่ได้รับแจ้ง โดยได้ค่าจ้างเป็นเงินสดครั้งละ 500-1,000 บาท เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการแกะซองพัสดุออกดูก่อนพบของกลาง

รับงานส่งยาผ่านแอพ เทเลแกรม

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ แจ้งข้อหา“มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า,ยาไอซ์) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย” ก่อนนำตัวพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวนสน.ทองหล่อเพื่อดำเนินคดีต่อไป

Featured

ระทึกกลางกรุง! หนุ่ม 26 ซิ่งเก๋งชนดะ จนท.ยิงยางสกัดจับ ผงะซุกยาเค ใบกระท่อมอื้อ

ระทึกกลางกรุง! หนุ่ม 26 ซิ่งเก๋งชนดะ จนท.ยิงยางสกัดจับ ผงะซุกยาเค ใบกระท่อมอื้อ

หนุ่มวัย 26 ซิ่งเก๋งชนดะ จนท.ยิงยางล้อหน้าสกัดจับ รถพุ่งเสยขอบปูน ผงะซุกยาเค ใบกระท่อมอื้อ อ้างเอามาต้มกินเอง

เมื่อเวลา 21.00 น.วันที่ 29 ม.ค.64 พ.ต.ท.อนันต์ วรสาตร์ รอง ผกก.ป.สน.บางเขน รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่สายตรวจ สน.บางเขน ว่าพบรถยนต์แต่งซิ่ง ยี่ห้อฮอนด้า ซีวิค สีขาว หมายเลขทะเบียน กค 4783 สมุทรสาคร ลักษณะต้องสงสัย คาดมีสิ่งผิดกฎหมายพยายามหลบหนีการตรวจค้น ภายในซอยพหลโยธิน 57 ถนนพหลโยธิน แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กทม. จึงรุดตรวจสอบพร้อม พ.ต.ต.อดุลย์ โพธากาญ สวป., ร.ต.อ.ยงยุทธ เกตุแดง รอง สวป.สน.บางเขน และกำลังเจ้าหน้าที่สายตรวจ ชุดที่ 4 เข้าสกัดจับกุม

ปรากฏว่ารถยนต์คันดังกล่าวได้ขับหลบหนีออกทางปากซอยแจ้งวัฒนะ 4 มุ่งหน้าวงเวียนบางเขน ถนนพหลโยธิน ขาออก เมื่อมาถึงช่วงก่อนจุดกลับรถใต้สถานีรถไฟฟ้าพหลโยธิน 59 เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงปิดถนนเพื่อสกัดจับตามแผนยุทธวิธี กระทั่งพบรถยนต์คันดังกล่าววิ่งฝ่าพุ่งชนท้ายรถกระบะเสียหาย 1 คัน และพยายามขับพุ่งชนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยืนขวางอยู่ด้านหน้า

เจ้าหน้าที่จึงใช้อาวุธปืนยิงใส่ยางล้อหน้าขวา 2 นัด ก่อนที่รถยนต์คันดังกล่าวจะเสียหลักพุ่งเสยชนขอบปูนเกาะกลาง หน้าร้านจำหน่าย ตัวตัดเทป ที่ตัดเทป ไม่สามารถขับวิ่งไปได้ เจ้าหน้าที่จึงเข้าชาร์จับกุมตัวคนขับไว้ได้ทราบชื่อนายนิวัฒน์ ฉายสว่าง อายุ 26 ปี และนายทีม(นามสมมุติ) อายุ 18 ปี นั่งอยู่ที่เบาะข้างคนขับ

จากการตรวจค้นพบยาเคตามีน น้ำหนัก 5.19 กรัม ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าขวากางเกงที่สวมใส่อยู่ และน้ำพืชกระท่อม 4 ขวด ใบกระท่อม 50 ใบ ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าใส่อาหารฟู้ดแพนด้า วางที่เบาะนั่งด้านหลัง เจ้าหน้าที่จึงยึดไว้เป็นหลักฐาน

สอบสวนนายนิวัฒน์ ให้การว่า ซื้อพืชกระท่อมจากเพื่อนในราคา 600 บาท ก่อนนำมาต้มใส่ขวดไว้เพื่อนำไปดื่มกิน จากนั้นจึงขับรถมารับน้องชายที่อยู่ริมคลอง ภายในซอยพหลโยธิน 57 เพื่อเดินทางไป จ.สระบุรี ระหว่างขับรถออกมา ได้เจอเจ้าหน้าที่ตำรวจผ่านมา รู้สึกตกใจกลัวจะถูกจับ จึงขับรถหลบหนี กระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจไล่ติดตามมาจับกุม

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สายตรวจชุดจับกุม จึงนำตัวส่งให้พนักงานสอบสวน สน.บางเขน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Featured

ลูกสาวใจสลาย ผ่านมาเจออุบัติเหตุแจ้งคนช่วย ขากลับแวะดูเป็นศพแม่ตัวเอง

ลูกสาวใจสลาย ผ่านมาเจออุบัติเหตุแจ้งคนช่วย ขากลับแวะดูเป็นศพแม่ตัวเอง

ลูกสาวร้องไห้แทบขาดใจ หลังจากขี่รถผ่านแล้วเห็นมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น บริเวณหน้าร้านจำหน่าย กล่องกระดาษ กล่องกระดาษสำเร็จรูป ไปแจ้งให้คนตรวจสอบ สุดท้ายไปดูกลายเป็นศพแม่ กู้ภัยใช้เวลาปลอบใจนานนับชั่วโมง

(25 ม.ค.64) เมื่อเวลา 19.00 น.ที่ผ่านมา ร.ต.อ.มานพ รอยประโคน รองสารวัตร(สอบสวน)สภ.นางรอง อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ รับแจ้งมีเหตุรถชนกัน มีคนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ จึงประสาน หน่วยกู้ภัยสยามรวมใจปู่อินทร์ และแพทย์เวรโรงพยาบาลนางรอง ร่วมตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุบนถนนสายบ้านลุงปลาดุก-โนนสุวรรณ รถมุ่งหน้าไปทาง เข้าถนนทางหลวงหมายเลข 24 พบศพ นางพริ้ง อายุ 63 ปี นอนเสียชีวิตในสภาพนอนหงายอยู่ข้างถนน บริเวณศีรษะ ถูกกระแทก มีแผลฉกรรจ์หลายแห่ง

ใกล้กันพบมอเตอร์ไซค์ ทะเบียน 102 บุรีรัมย์ ได้รับความเสียหายด้านหน้า แต่ไม่พบคู่กรณี ต่อมาได้มี นายล้วน อายุ 55 ปี ได้ออกมาแสดงตัวเป็นเจ้าของรถอีแต๋น และเป็นคู่กรณีของผู้เสียชีวิต

โดยนายล้วน เล่าว่า ได้ขับรถอีแต๋นออกมาจากซอยหมู่บ้าน แล้วไปจอดแอบอยู่ข้างถนน ทันใดนั้นได้มีรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย ขับมาตามหลัง แล้วพุ่งจนอย่างจัง ด้วยความตกใจและเกรงว่าจะมีอุบัติเหตุซ้ำซ้อน จึงเลี้ยวรถเข้าไปจอดในบ้านของตัวเองที่อยู่ใกล้กัน ก่อนจะมาแสดงตัว

ต่อมาได้มี นางจรวยพร อายุ 42 ปี มาจอดที่เกิดเหตุ และเมื่อเห็นสภาพศพของผู้ตาย และจำได้ว่าเป็นแม่ของตัวเอง ถึงกับเข่าทรุดอยู่กับที่ พร้อมกับร้องไห้ หน่วยกู้ภัยฯ จึงเข้าไปช่วยกันปฐมพยาบาล

ซึ่งจากการสอบถามนางจรวยพร เล่าให้กู้ภัยฟังว่า ตนกับแม่อยู่บ้านคนละหลัง ช่วงเกิดเหตุได้ขี่รถไปตามถนนในหมู่บ้าน เห็นรถอีแต๋นออกจากซอยมา แล้วเห็นคล้ายมีอุบัติเหตุ แต่คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรร้ายแรง

จึงขี่รถไปร้านค้าในหมู่บ้าน แล้วแจ้งให้แม่ค้าให้บอกเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ จากนั้นได้มีเจ้าหน้าที่มาเป็นจำนวนมาก จึงแวะเข้าไปดูเห็นเป็นศพแม่ตายต่อหน้า

Featured

หมอหาดใหญ่กุมขมับ! คนไข้ดื้อไม่ยอมรักษา ป่วน รพ. สุดท้ายเฉียดตาย ต้องตัดขาขวาทิ้ง

หมอหาดใหญ่กุมขมับ! คนไข้ดื้อไม่ยอมรักษา ป่วน รพ. สุดท้ายเฉียดตาย ต้องตัดขาขวาทิ้ง

เฟซบุ๊ก Jirat Jiratham-opas แพทย์โรงพยาบาลหาดใหญ่ จ.สงขลา ย่านโรงงานผลิต ถุงห่อมะม่วง ถุงห่อผลไม้ โพสต์เล่าเกี่ยวกับเหตุการณ์อุทาหรณ์ที่เกิดขึ้นกับชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่เข้ามารักษาอาการปวดขา 2 ข้าง ที่เป็นมานาน 2 วัน โดยเท้าข้างขวาชา ขยับนิ้วเท้าไม่ได้ เท้าข้างซ้ายแค่ชา จึงได้ตรวจอาการโดยการทำ CTA พบว่าเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงขาดับทั้ง 2 ข้าง

หลังทราบผลการตรวจแพทย์แนะนำให้รีบผ่าตัดด่วน ไม่อย่างนั้นจะเสียขาทั้ง 2 ข้าง แต่ผู้ป่วยหนุ่มคนนี้กลับไม่ยอมผ่าตัด พร้อมบอกว่าขอเวลาทำใจกลับบ้าน โดยแพทย์ได้พยายามอธิบายหลายรอบ และบอกอนาคตที่ชัดเจนหากยังไม่รีบรักษา แต่ชายคนนี้ก็ยังคงไม่ยอมผ่าตัด แพทย์จึงขอต่อรองให้นอน รพ. เพื่อให้ยาละลายลิ่มเลือด แต่ผู้ป่วยคนนี้กลับอาละวาด เขย่าเตียง เกรี้ยวกราด ปีนลงจากเตียง เจ้าหน้าที่ไปห้าม เกือบโดนทำร้าย

สุดท้าย แพทย์จึงตามใจคนไข้อนุญาตให้กลับบ้าน คิดในใจว่าผู้ป่วยคนนี้ต้องอาการหนัก ทนปวดไม่ไหว และต้องรักษาจนเหนื่อยอีกแน่นอน แต่ยังคงหวังว่าคนไข้อาจเปลี่ยนไปรักษาที่อื่น เพราะไม่เชื่อใจหมอที่นี่แต่ไม่กล้าบอก

และหลังจากนั้นอีก 1 วัน คนไข้คนเดิมก็ได้กลับมาอีกครั้ง เพราะปวดจนทนไม่ไหว แต่รอบนี้อาการหนักกว่าเดิม เท้าดำไปหนึ่งข้าง พร้อมยกมือไหว้ขอให้ช่วย แต่อาการล่าสุดพบว่า เนื้อขาขวาตายและมีสีดำแล้วต้องตัด ส่วนขาซ้ายก็อาการหนัก ทางแพทย์จึงส่งเข้าห้องผ่าตัดทันที โดยใช้เวลาในการผ่าตัดนานกว่า 8 ชั่วโมง จนสามารถรักษาขาซ้ายเอาไว้ได้ ไม่ต้องถูกตัดขาทั้ง 2 ข้าง

ซึ่งการผ่าตัดในครั้งนี้ใช้บุคลากรผู้เชี่ยวชาญในหลายสาขา ทั้งหมอผ่าตัด หมอดมยา ทีม ICU ที่ต้องคอยเฝ้าดูอาการผู้ป่วย ทีมเฉพาะทางด้านไต และทีมแพทย์ด้านโรคหัวใจที่มาช่วยหาสาเหตุ พบว่ามีลิ่มเลือดเป็นจำนวนมาก หมอเหนื่อยไม่เท่าไหร่ แต่หากคนไข้เสียชีวิตทุกอย่างที่ทำมากลายเป็นศูนย์ทันที

พร้อมฝากเป็นอุทาหรณ์ว่า ทีหลังเวลามีปัญหาไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ฟังข้อมูลจากผู้รู้ ผู้มีประสบการณ์ให้ดี แล้วใช้สติ อย่าใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ อย่าเอาแต่ใจ อย่างเคสนี้หากผู้ป่วยยอมทำตามที่หมอบอกตั้งแต่แรก คงไม่ต้องเสียขา และเสี่ยงเสียชีวิต

Featured

จับตายเอเย่นต์ยานรก! ชักปืนยิงสู้ตร.เจอสวน 2หนุ่มซวยโผล่ซื้อก่อนเดือด

จับตายเอเย่นต์ยานรก! ชักปืนยิงสู้ตร.เจอสวน 2หนุ่มซวยโผล่ซื้อก่อนเดือด

จับตายเอเย่นต์ยานรก! ตำรวจสืบนครปฐม ล่อซื้อนัดส่งกันในซอย จู่โจมจับเจอชักปืนยิงใส่ ต้องยิงสวนสู้ป้องกันตัว โดนไป 8 นัดฟุบสิ้นใจ 2หนุ่มลูกค้าซวยด้วยโผล่ซื้อก่อนนาทีบุก

เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 18 ม.ค.2564 พล.ต.ต.สุรชาติ มณีจักร ผบก.ภ.จว.นครปฐม พ.ต.อ.ชัชปัณกาณฑ์ คล้ายคลึง พ.ต.อ.ไพโรจน์ คุ้มภัย รอง ผบก. พ.ต.อ.อดิชัย กัณหา รอง ผบก.ศพฐ.7 แพทย์รพ.ศูนย์นครปฐม เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน 7 ร่วมกันเข้าชันสูตรพลิกศพ นายวสันต์ อายุ 40 ปี บ้านอยู่ ต.กำแพงแสน อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ย่านโรงงานผลิต กล่องกระดาษ กล่องกระดาษสำเร็จรูป ผู้ต้องหาคดียาเสพติด ภายในซอยไผ่เตย ตรงข้ามวัดไผ่ล้อม ต.ห้วยจรเข้ อ.เมืองนครปฐม หลังถูกตำรวจชุดสืบสวน กก.สส.ภ.จว.นครปฐม ล่อซื้อจับกุมแต่ปรากฎว่าใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่ จึงถูกวิสามัญฆาตกรรม จากการตรวจสอบสภาพศพ พบมีบาดแผลถูกยิงเข้าที่หน้าอก 2 นัด หลัง 2 นัด กกหู 1 นัด แขน 2 นัด หัวไหล่ขวา 1 นัด โดยมีอาวุธปืน ขนาด 9 ม.ม. ตกอยู่ข้างตัว พร้อมยาเค 1 ขีด ยาอี 40 เม็ด เงินสด 5,000 บาท เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ถูกกระสุนปืนยิงประตูเหล็กทะลุเป็นรูไปถึงเครื่องซักผ้าที่ตั้งอยู่ในบ้าน พ.ต.อ.ชัชปัณกาณฑ์ เปิดเผยว่า สำหรับนายวสันต์ เป็นผู้ค้ายาเสพติดรายสำคัญที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังติดตามจับกุมตัว ซึ่งเจ้าตัวเองก็รู้จึงพกพาอาวุธปืนติดตัวตลอดเวลา จนวันนี้ชุดสืบสวนจังหวัดวางแผนล่อซื้อโดยนัดส่งยาเสพติดกันในซอย จึงนำกำลังมาดักซุ่มเมื่อถึงเวลานัดหมาย นายวสันต์ ขับรถเก๋งโตโยต้า สีขาว ทะเบียน กร 7918 นครปฐม เข้ามาจอดใกล้รถกระบะ อีซูซุ ทะเบียน ฉล 6655 กทม.” จากนั้นมีชายลงจากรถกระบะเข้าไปในนั่งในรถของเก๋ง เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าจับกุม ทำให้ชายที่มากับรถกระบะรีบเปิดประตูวิ่งหนี ส่วนนายวสันต์ชักปืนยิงปืนต่อสู้ ทำให้ เจ้าหน้าที่ต้องยิงตอบโต้ป้องกันตัว กระสุนถูกนายวสันต์เสียชีวิต ส่วนชายที่วิ่งหลบหนีไปถูกจับกุมไว้ได้พร้อมชายคนขับรถกระบะอีกคน ซึ่งทั้งคู่เป็นลูกค้าของนายวสันต์ที่มาซื้อยาเสพติด โดยไม่รู้ว่านายวสันต์ถูกตำรวจวางแผนล่อซื้อในเวลาเดียวกัน ซึ่งจะได้สอบสวนขยายผลเพื่อโยงไปสู่การจับกุมผู้ค้ารายใหญ่ต่อไป “

Featured

จเรตำรวจแห่งชาติ จับตาผลสอบสวน 5 เสือ สภ.บางบัวทอง 30 วันรู้เรื่อง!

จเรตำรวจแห่งชาติ จับตาผลสอบสวน 5 เสือ สภ.บางบัวทอง 30 วันรู้เรื่อง!

จเรตำรวจแห่งชาติ สั่งการผบช.ภ.1 ตั้งคณะกรรมสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีตำรวจกองปราบฯ ทลายบ่อน ‘เจ๊นาง’ หากผิดจริง รับโทษทางวินัยแน่นอน

จากกรณีกำลังตำรวจกอบปราบปราม เข้าทลายบ่อน “เจ๊นาง” จับกุมนักพนันได้ 40 คน ภายในบ้านเลขที่ 14/11 ปากซอยวัดลาดปลาดุก ถนนกาญจนาภิเษก ต.บางรักพัฒนา อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ย่านโรงงานผลิต ตัวตัดเทป ที่ตัดเทป พื้นที่สภ.บางบัวทอง เหตุเมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2564 ตามที่ได้นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบเมื่อหน้าวันที่ 15 ม.ค. 2564 พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จเรตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่าพล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร มีคำสั่งให้ตนสั่งการให้ผบช.ภ.1 รายงานข้อเท็จจริง กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม จับกุมบ่อนการพนัน ในเขตพื้นที่สภ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี พร้อมให้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน

พล.ต.อ.วิสนุ กล่าวว่า จะรอผลจากกรรมการที่สืบข้อเท็จจริงซึ่งขณะนี้ ทางผบช.ภ.1 ได้สั่งให้ ผู้รับผิดชอบของสภ.บางบัวทอง ตั้งแต่ระดับ ผกก.ถึง สารวัตรมาปฏิบัติหน้าที่ที่ศูนย์ปฏิบัติการ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 แล้ว

หากผลการสืบสวนข้อเท็จจริงปรากฏว่าบกพร่องก็ต้องมีการลงโทษทางวินัย แต่หากพบว่าไม่บกพร่อง ก็จะมีคำสั่งให้กลับไปปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติต่อไป ทั้งนี้ได้กำชับ ผบช.ภ.1 ไปแล้วว่าให้ดำเนินการไปตามคำสั่ง ตร.ที่ 234/2558 อย่างเคร่งครัด โดยให้ความเป็นธรรมกับผู้เกี่ยวข้องทุกคน

พล.ต.อ.วิสนุ กล่าวว่า ขอเตือนพี่น้องประชาชนว่าอย่ามั่วสุมเล่นการพนันกันเพราะผิดกฏหมาย และเสี่ยงกับการติดโรค โควิค-19 ซ้ำยังต้องมาถูกจับกุมดำเนินคดีด้วย และขอกำชับตามนโยบายของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ ผบ.ตร. ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกพื้นที่อย่าปล่อยปละละเลยให้มีบ่อนการพนันโดยเด็ดขาดมิฉะนั้นจะต้องถูกดำเนินการทั้งทางวินัยได้ทางปกครองอย่างไม่มีข้อยกเว้น

Featured

ไฟไหม้รีสอร์ตไม้สักที่แม่สอด วอดทั้งหลัง เสียหายรวมไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท

ไฟไหม้รีสอร์ตไม้สักที่แม่สอด  วอดทั้งหลัง เสียหายรวมไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท

เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 11 มกราคม 2564 ภายในรีสอร์ตแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ในหมู่บ้านห้วยหินฝน ตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ย่านโรงงานผลิต กล่องกระดาษ กล่องกระดาษสำเร็จรูป เจ้าหน้าที่ดับเพลิง หลายหน่วยงาน เร่งเข้าร่วมระงับเหตุเพลิงไหม้ โดยใช้เวลานานกว่า 1 ชั่วโมง จึงควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้

จากการตรวจสอบ พบเปลวไฟลุกไหม้เรือนไม้สักสองชั้นอย่างรุนแรง จนวอดเสียหายทั้งหลัง และลามไหม้บ้านพักไม้สักชั้นเดียวที่อยู่ติดกันอีก 2 หลังอย่างรวดเร็ว เนื่องจากขณะเกิดเหตุ มีลมพัดแรง นอกจากนี้เปลวไฟยังลุกลาม ไหม้กองไม้สักเก่าแก่ขนาดต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้กันอีกจำนวนมาก วอดเสียหายในกองเพลิง

โดยเบื้องต้นประเมินความเสียหายไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท เหตุการณ์เกิดขึ้นขณะที่ทางรีสอร์ตปิดให้บริการในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยมีคนงานเฝ้าอยู่เพียงคนเดียว จากการตรวจสอบเบื้องต้นคาดว่าสาเหตุอาจเกิดจากไฟไหม้ป่าที่บริเวณริมรั้วด้านนอกรีสอร์ต และเกิดสะเก็ดเปลวไฟปลิวลอยมาไหม้หญ้าแห้งภายในรีสอร์ต ประกอบกับขณะเกิดเหตุมีลมพัดแรง ทำให้เปลวไฟลุกไหม้ขยายวงกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว และไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บ หรือผู้เสียชีวิต

Featured

ผ่านมาแค่8วัน รถแหกโค้งตกเหวถนนขึ้น ภูชี้ฟ้า ซ้ำรอยอุบัติเหตุสลดสาวดับ2

ผ่านมาแค่8วัน รถแหกโค้งตกเหวถนนขึ้น ภูชี้ฟ้า ซ้ำรอยอุบัติเหตุสลดสาวดับ2

ผ่านมาแค่8วัน รถแหกโค้งตกเหวถนนขึ้น ภูชี้ฟ้า ซ้ำรอยอุบัติเหตุสลดสาวดับ2 ชาวบ้านวอนหน่วยงานเกี่ยวข้อง เร่งปรับปรุงถนนเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 28 ธ.ค.2563 พ.ต.ต.รัตนพล บั้งเงิน สว.(สอบสวน) สภ.เทิง รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถยนต์ตกเขา ในพื้นที่บ้านร่มฟ้าไทย ม.24 ต.ตับเต่า อ.เทิง จ.เชียงราย จึงรายงานผู้บังคับัญชาทราบก่อนประสาน แพทย์เวร รพ.เทิง ชุดกู้ภัยทต.เวียงเทิง หน่วยกู้ภัยแสงธรรมจุดเทิง และสมาคมกู้ชีพกู้ภัยเทิง รุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุเป็นถนนทางขึ้นภูชี้ฟ้า ซึ่งเป็นทางโค้งจุดเดียวกับที่มีเกิดอุบัติ รถตกเหวเมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตเป็นหญิง 2 คน เป็นพนักงงานจำหน่าย ถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลท์ โดยอุบัติเหตุครั้งนี้ เจ้าหน้าทีได้พบรถยนต์ ฟอร์ด เรนเจอร์ สีดำ ทะเบียน งท 3280 เชียงใหม่ พลิกคว่ำ ตกอยู่ในร่องเขาลึกประมาณ 200-300 เมตร สภาพพังทั้งคันใกล้กันพบชาย 2 คน ทราบชื่อคือนายปรเมศวร์ อายุ 44 ปี เป็นคนขับขี่ และนายธานินทร์ อายุ 45 ปี นั่งมากับรถ โดยทั้งคู่ร่างกายมีแผลถลอก ไม่มีอาการบาดแผลบาดเจ็บร้ายแรง โดยบริเวณที่เกิดหเตุมีชาวบ้านคอยช่วยเจ้าหน้าที่นำรถขึ้นมาจากร่องเขา และมุงดูเป็นจำนวนมากจากการสอบถามทราบว่าทั้งคู่เดินทางมาจากเชียงใหม่ จะไปเที่ยวที่ภูชี้ฟ้า แต่มาประสบอุบัติเหตุก่อนถึงที่หมาย โดยจุดเกิดเหตุเป็นถนนทางเชื่อมต่อจากบ้านประชาภักดี ม.25 ไปบ้านร่มฟ้าไทย ม.24 ต.ตับเต่า ส่วนสาเหตุเบื้องต้นคาดว่าช่วงเช้ามีหมอกมากทำให้ถนนลื่น หากผู้ที่ไม่ชินเส้นทางมักเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ง่ายและบ่อยครั้ง อย่างไรก็ตามทางชาวบ้านฝากไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยมาปรับปรุงถนนเส้นทางดังกล่าวเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุในอนาคต

Featured

ถนนมืดเป็นเหตุ จยย.มองไม่เห็นทาง ขี่แหกโค้ง ตัวกระเด็น ร่างกระแทกเสาไฟ

ถนนมืดเป็นเหตุ จยย.มองไม่เห็นทาง ขี่แหกโค้ง ตัวกระเด็น ร่างกระแทกเสาไฟ

ถนนมืดเป็นเหตุ จยย.มองไม่เห็นทาง ขี่แหกโค้ง ตัวกระเด็น ร่างกระแทกเสาไฟ เจ้าหน้าที่กู้ภัยรุดช่วยคนเจ็บ ขณะที่ชาวบ้านวอนหน่วยงานเร่งแก้

เมื่อเวลา 21.30 น. วันที่ 23 พ.ย.2563 ตำรวจ สภ.บ้านบึง พร้อม กู้ภัยศีลธรรม สมาคมบ้านบึง เข้าทำการช่วยเหลือนายสุรภณ อายุ 27 ปี ผู้บาดเจ็บ ขี่จยย.เสียหลักแหกโค้ง ไปชนกับฟุตปาธ ก่อนตัวกระเด็นไปกระแทกเสาไฟฟ้า แผ่นหลังเกี่ยวโดนกับหัวน็อตที่ยึดโคนเสาเป็นแผลฉกรรจ์ที่แผ่นหลัง แขนสองข้างไม่สามารถขยับตัวได้ นอนร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดสาหัส

ที่เกิดเหตุพบ รถจยย.ยามาฮ่า ฟี่โน่ สีเขียวขาว ดำ ทะเบียน จษย 269 ชลบุรี วิ่งผ่านบนถนนสาย หนองชาก ขาเข้าเนินโมก พื้นที่หมูที่ 8 ตำบลหนองอิรุณ อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ย่านโรงงานผลิต ถุงห่อมะม่วง ถุงห่อผลไม้ ในช่วงที่แสงสว่างไม่เพียงพอ กู้ภัยทำการปฐมพยาบาลก่อนนำส่งโรงพยาบาลบ้านบึง

จากการสอบถามนายองอาจ อายุ 38 ปี พลเมืองดีผู้ที่ผ่านมา เล่าว่า กลับมาจากทำธุระมุ่งหน้ากลับบ้านที่เนินโมก มาถึงที่เกิดเหตุ เห็นแสงไฟจากรถจักรยานยนต์ที่ ล้มอยู่กลางถนน แต่ไม่เห็นผู้บาดเจ็บ จึงรีบจอดรถและวิ่งมาดู เห็นคนเจ็บอยู่อีกฝั่งของถนน นอนบาดเจ็บ จึงรีบแจ้งขอความช่วยเหลือ และโบกรถที่กำลังจะขับผ่านมาเกรงว่าจะเกิดเหตุซ้ำซ้อน

ขณะที่ชาวบ้านบริเวณนี้เผยว่า เส้นนี้แสงสว่างไม่เพียงพอ จึงทำให้เกิดอุบัติเหตุคาดว่าไม่เห็นโค้ง อยากฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาทำการแก้ไข ให้มีความสว่างมากกว่านี้ ก่อนที่จะมีผู้เสียชีวิต

Featured

สุดเศร้า ลูกชายวัย 17 ขับรถพาพ่อไปหาหมอ รถพุ่งชนป้ายบอกทาง พ่อตาย-ลูกสาหัส

สุดเศร้า ลูกชายวัย 17 ขับรถพาพ่อไปหาหมอ รถพุ่งชนป้ายบอกทาง พ่อตาย-ลูกสาหัส

ลูกพาพ่อไปทำกายภาพบำบัด ก่อนถึงโรงพยาบาลรถเกิดเสียหักชนป้ายบอกทาง พ่อเสียชีวิตส่วนลูกเจ็บสาหัส

(17 ธ.ค.63) เมื่อเวลา 10.00 น. พ.ต.ต.ธีระพงษ์ ภัทรทิพารมณ์ ร้อยเวรสถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านนา ได้รับแจ้งเหตุมีรถยนต์ปิกอัพชนป้ายบอกทางเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 1 ราย บาดเจ็บสาหัส 1 ราย บริเวณถนนสาย 3051 บางอ้อ-บ้านนา ตรงข้ามโรงานผลิต ตัวตัดเทป ที่ตัดเทป จึงไปยังที่เกิดเหตุพร้อมแพทย์เวรและกู้ภัยร่วมกตัญญูบ้านนา พบรถยนต์ปิกอัพอีซูซุ ดีแม็ก สีบรอนซ์เทา ทะเบียน 7876 นครนายก ชนกับป้ายบอกทางสภาพรถปิกอัพช่วงหน้าพังเสียหาย

มีนายธรรมรัตน์ อายุ 17 ปี คนขับรถปิกอัพได้รับบาดเจ็บสาหัส ถัดมาพบศพนายประทิน อายุ 54 ปี เป็นพ่อของนายธรรมรัตน์เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่จึงได้นำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลส่วนผู้เสียชีวิตได้นำศพให้แพทย์ชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตต่อไป

จากการบอกเล่าของญาติผู้เสียชีวิตเล่าว่านายธรรมรัตน์ คนขับรถยนต์ปิกอัพซึ่งเป็นลูกชายของนายประทินผู้เสียชีวิต ได้ขับรถยนต์พาพ่อไปพบหมอเพื่อกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลบ้านนา ช่วงขับมาก่อนถึงโรงพยาบาลรถปิกอัพเกิดเสียหลักชนป้ายบอกทางทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตดังกล่าว 

Featured

ยะลาเดือดอีก! บุกบ้านยิงถล่มผู้ช่วยกำนันฝ่ายรักษาความสงบ เร่งคลี่ปมดับ ไม่ตัดประเด็นไฟใต้

ยะลาเดือดอีก! บุกบ้านยิงถล่มผู้ช่วยกำนันฝ่ายรักษาความสงบ เร่งคลี่ปมดับ ไม่ตัดประเด็นไฟใต้

ยะลาเดือดอีก! บุกบ้านยิงถล่มผู้ช่วยกำนันฝ่ายรักษาความสงบ เร่งคลี่ปมดับ ไม่ตัดประเด็นไฟใต้

เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 11 ธ.ค.2563 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.จะกว๊ะ จ.ยะลา รับแจ้งเกิดเหตุคนร้ายบุกยิงผู้ช่วยกำนัน และเป็นผู้ช่วยฝ่ายรักษาความสงบเสียชีวิต บริเวณหน้าบ้านพักเลขที่ 7/10 บ้านลีเซ็ง หมู่ที่ 5 ต.จะกว๊ะ อ.รามัน จ.ยะลา ย่านโรงงานผลิต ถุงแก้วฝากาว ถุงแก้วแถบกาว จึงประสานเจ้าหน้าที่ทหาร และรุดไปตรวจสอบพร้อมฝ่ายปกครอง และหน่วยกู้ภัย

ที่เกิดเหตุพบศพ นายรุสลาม ดือราเเม อายุ 40 ปี นอนเสียชีวิตอยู่หน้าบ้านพัก มีบาดแผลถูกกระสุนปืนคนร้ายยิงเข้าตามลำตัวหลายนัด ท่ามกลางความตกใจของครอบครัว สอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายนั่งอยู่บริเวณบ้าน

จากนั้นมีคนร้ายบุกเข้ามาใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงจนเสียชีวิตแล้วหลบหนีไป หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่เร่งสืบสวนสอบสวนหาประเด็นความขัดแย้ง หรือเป็นการสร้างสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

Featured

เปิดคลิป สาวหัวร้อน ยิงปืนสนั่นหน้าห้าง รปภ.เล่านาทีผวา ตร.เช็กวงจรปิด

เปิดคลิป สาวหัวร้อน ยิงปืนสนั่นหน้าห้าง รปภ.เล่านาทีผวา ตร.เช็กวงจรปิด

รปภ. ผวา เปิดคลิป สาวหัวร้อน ควงปืนยิงสนั่นหน้าห้างสรรพสินค้าย่านวัฒนา ข้างโรงงานผลิต ตัวตัดเทป ที่ตัดเทป ก่อนหนุ่มพาซ้อนจักรยานยนต์ขับออกไป ตำรวจเร่งเช็กวงจรปิดล่าตัวเมื่อเวลา 03.00 น. วันที่ 2 ธ.ค.2563 ร.ต.อ.สมภาร สืบกินร รอง สวป.สน.คลองตัน รับแจ้งเหตุมีผู้ใช้อาวุธปืนยิงบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี เอกมัย ถนนสุขุมวิท 63(เอกมัย) แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา กทม. จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่สายตรวจ สน.คลองตันที่เกิดเหตุใกล้เคียงปาซอยเอกมัย 6 บริเวณฟุตบาธทางเดินพบรอยกระสุนปืนยิง 1 นัด ห่างออกไปเพียงเล็กน้อยพบเหล็กกั้นทางมีรอยกระสุนปืนอีก 1 นัด นอกจากนี้ ยังพบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. ตกอยู่กลางถนน 2 ปลอก เจ้าหน้าที่จึงเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน โดยมีผู้เห็นเหตุการณ์ได้บันทึกคลิปภาพเอาไว้ พบมีรถจักรยานยนต์สีขาว ไม่เห็นป้ายทะเบียน ติดสัญญาณไซเรนสีแดง จอดอยู่บนถนนเอกมัย และมีหญิงสาวยืนอยู่ จากนั้น มีชายรูปร่างผอม สวมเสื้อยืด กางเกงยีนส์ขายาว พยายามเดินหนีห่างออกมาจากรถจากการสอบถาม นายสุภาพ โฉมรัมย์ อายุ 41 ปี เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ซึ่งเป็นคนที่เห็นเหตุการณ์และถ่ายคลิปวีดีโอเอาไว้ ให้การว่า ช่วงก่อนเกิดเหตุได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด โดยในตอนแรกคิดว่ามีวัยรุ่นจุดประทัด จึงเดินออกมาดูก็เห็นผู้หญิงกำลังยืนถืออาวุธปืนในลักษณะส่ายไปมาและยิงปืนตรงมาหาตน 1 นัดนายสุภาพ ให้การต่อว่า จากนั้นผู้ชายก็พยายามเดินถอยออกและอาศัยจังหวะเผลอ เข้าไปแย่งปืนจากผู้หญิงคนดังกล่าว เมื่อเหตุการณ์ทุกอย่างสงบลง ผู้ชายและหญิงสาวทั้งคู่ก็ขับรถจักรยานยนต์คล้าย ๆ กับรถของตำรวจขับวิ่งออกไปทางถนนสุขุมวิท 63 ทันทีเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณดังกล่าว เพื่อหาตัวผู้ชายและหญิงสาวที่ก่อเหตุมาสอบสวนเพื่อหาสาเหตุครั้งนี้ต่อไป

Featured

กู้ภัย ออกรับคนเจ็บส่งโรงพยาบาล รถเสียหลักพุ่งตกน้ำดับสลดทั้งคัน

กู้ภัย ออกรับคนเจ็บส่งโรงพยาบาล รถเสียหลักพุ่งตกน้ำดับสลดทั้งคัน

สลด กู้ภัย ออกรับผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล รถเสียหลักพุ่งตกน้ำเสียชีวิตทั้งคัน ชาวบ้านบอกรถกู้ภัยขับไม่เร็วแต่พุ่งลงน้ำทั้งที่เป็นทางตรง ตร.ยังไม่สรุปสาเหตุ

เมื่อเวลา 06.50 น. วันที่ 28 พ.ย.2563 ร.ต.อ.เลิศศักดิ์ รัตนพิทักษ์ ร้อยเวร สภ.เมืองตราด รับแจ้งเหตุรถกู้ภัยเสียหลักตกอ่างเก็บน้ำสระสีเสียด (ริมเขื่อน) ต.วังกระแจะ อ.เมือง จ.ตราด หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบพร้อมพร้อมแพทย์เวรโรงพยาบาลและอาสากู้ภัยสว่างบุญช่วยเหลือจังหวัดตราดที่เกิดเหตุพบผู้เสียชีวิต 3 ราย คือ นายพนัส นิตรมร อายุ 56 ปี นิติกรสาธารณสุขจังหวัดตราด, นายเสกสรร สวัสดิ์ทัพ อายุ 17 ปี อาสากู้ภัยสว่างบุญช่วยเหลือจังหวัดตราด และ นายเสกสันต์ สีทา อายุ 19 ปี อาสากู้ภัยสว่างบุญช่วยเหลือจังหวัดตราด

จากการสอบถาม นายสมโภชน์ บุญนุ่ม พ่อค้าจำหน่าย ถุงแก้วฝากาว ถุงแก้วแถบกาว กำลังออกกำลังอยู่บริเวณนั้น กล่าวว่า รถกู้ภัยสว่างบุญช่วยเหลือจังหวัดตราด ขับมุ่งหน้าออกจากสระน้ำแต่ขับมาไม่เร็ว ก่อนที่รถจะเสียหลักชนเสาหลักริมทาง เฉียดต้นไม้ 1 ต้น และพุ่งตกลงไปในน้ำ

ด้าน นายอรรถพล ไลวลักษณ์ อาสากู้ภัยสว่างบุญช่วยเหลือจังหวัดตราด กล่าวว่า ก่อนหน้านี้นายเสกสรร หรือ เป้ก และนายเสกสันต์ หรือ ปอน ได้นำรถดุสิต 02 ของสมาคมกู้ภัยสว่างฯ ออกเดินทางมารับ นายพนัสที่ปั่นจักรยานออกกำลังกายอยู่ริมอ่างเก็บน้ำ เพื่อนำตัวส่งโรงพยาบาลตราด ไม่นานก็ได้ยินเสียงวิทยุให้ตรวจสอบรถตกน้ำ ตนเริ่มผิดสังเกต จึงให้ศูนย์ฯ วอ วิทยุถามไปยังรถดุสิต 02 แต่ติดต่อกันไม่ได้ จึงออกตรวจสอบก็พบว่ารถที่ประสบเหตุเป็นของลูกข่ายที่ออกรับผู้บาดเจ็บก่อนหน้านี้อย่างไรก็ตาม สาเหตุของอุบัติเหตุในครั้งนี้ ร.ต.อ.เลิศศักดิ์จะสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป สำหรับนายเสกสรร และนายเสกสันต์ นอกจากเป็นอาสากู้ภัยสว่างบุญช่วยเหลือจังหวัดตราดแล้ว ยังเป็นกำลังหลักของชุดประดาน้ำ เขตอำเภอเมืองตราด ด้วย

Featured

สาวใหญ่เจ้าของบริษัทผลิตแยมรมควันตนเองเสียชีวิต ทำใจไม่ได้สูญเสียสุนัขแสนรัก

สาวใหญ่เจ้าของบริษัทผลิตแยมรมควันตนเองเสียชีวิต ทำใจไม่ได้สูญเสียสุนัขแสนรัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (24 พ.ย.) เมื่อเวลา 20.00 น. ตำรวจ สภ.ลาดใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม ย่านโรงงานผลิต ตัวตัดเทป ที่ตัดเทป พร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิสว่างเบญจธรรมสมุทรสงคราม เข้าตรวจสอบศพ นางสาวทญา อายุ 53 ปี ภายในห้องนอนชั้น 2 บ้านหลังหนึ่ง ตั้งอยู่หมู่ 10 ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมืองสมุทรสงคราม สภาพนอนเสียชีวิตอยู่ข้างเตียง ใกล้กันพบกระทะใส่ถ่านที่ถูกจุดจนมอดดับ ขณะที่ขอบประตูยังพบเทปกาวติดเน้นไม่ให้อากาศเข้า ภายในห้องมีกลิ่นควันไฟจนแสบสมูก จากการตรวจสอบศพเบื้องต้นคาดว่าเสียชีวิตไม่เกิน 8 ชั่วโมง

นางอารียา อายุ 62 ปี เพื่อนบ้านผู้ตาย เล่าว่า เมื่อ 3 ปีก่อน สามีของนางสาวทญาเสียชีวิต ทำให้นางสาวทญาป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ตนต้องเข้ามาเป็นเพื่อนแก้เหงา รวมทั้งช่วยดูแลรดน้ำตนไม้ให้อาหารสุนัขเป็นประจำ โดยเฉพาะเวลาที่ผู้ตายต้องไปติดต่อธุรกิจที่ต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ

กระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วสุนัขที่ผู้ตายเลี้ยงไว้หายไป 1 ตัวชื่อแตงโม ผู้ตายพยายามตามหาแต่ไม่พบ กระทั่งมีคนมาบอกว่าสุนัขตัวดังกล่าวตายแล้ว จนมาเกิดเหตุสลดในวันนี้

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า นางสาวทญา ผู้ตาย เปิดบริษัทผลิตแยม และผลิตภัณฑ์ทาขนมปัง รวมทั้งนำเข้าและส่งออกสินค้าอุปโภค บริโภค มีนิสัยเก็บตัวเงียบ ต่อมาเมื่อ 3 ปีก่อนสามีเสียชีวิตทำให้นางสาวทญาผู้ตายเป็นโรคซึมเศร้า จึงอาศัยตามลำพังกับสุนัขที่เลี้ยงไว้ 2 ตัว มีนางอารียาเพื่อนบ้านมาดูแลเป็นเพื่อนแก้เหงาเป็นระยะๆ กระทั่งล่าสุดสุนัขที่รักตาย

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้นำศพส่งชันสูตรเบื้องต้นที่โรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า และจะสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

Featured

แม่ใช้ลูก 4 คนส่งยา คนโต 12 ปี เด็กสุด 5 ขวบ สุดท้ายแม่หนีลอยนวล ปล่อยลูกโดนรวบ

แม่ใช้ลูก 4 คนส่งยา คนโต 12 ปี เด็กสุด 5 ขวบ สุดท้ายแม่หนีลอยนวล ปล่อยลูกโดนรวบ

เมื่อช่วงเย็น ของวันนี้ (12 พ.ย.63 )พ.ต.อ.ปัญญา ดำเล็ก ผกก.สภ.สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านว่ามีการใช้เด็กออกไปส่งยาเสพติดในพื้นที่ ต.ช่องแสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ย่านโรงงานผลิต ตัวตัดเทป ที่ตัดเทป จึงได้สั่งการให้ พ.ต.ท สุพรรณ ใจหาญ สว.สส. สภ.สัตหีบ พร้อมชุดสืบสวน ร่วมกับนายพิเชฐ ธรรมโหร ปลัดอำเภอสัตหีบ พร้อมชุดฝ่ายปกครองอำเภอสัตหีบ และ นางนัทธมน กิจดำรง หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดชลบุรี เข้าทำการตรวจสอบ

เมื่อไปถึงสภาพบ้านเป็นห้องเล็กๆ ถนนชายทะเลชุมชนช่องแสมสาร พบเด็กหญิง จำนวน 1 คน และเด็กชาย จำนวน 3 คน ร่วมเป็นจำนวน 4 คน พร้อมอุปกรณ์การเสพยาเสพติด(ยาบ้า) จำนวนมาก เมื่อถามทั้งหมดบอกว่าแม่เพิ่งออกไป เชื่อว่าเป็นการไหวตัวทันก่อนหน้านี้ โดยเด็กๆทั้งหมดเป็นเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะทั้ง 4 คน อายุ ต่ำสุด 5 ขวบ ถึง 12 ปี และยัง สามารถควบคุม ผู้ที่กำลังมาซื้อยาเสพติด ได้อีกจำนวน 1 ราย ทราบชื่อนายศักดิ์พงศ์ อายุ 27 ปี เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวไปสอบสวนขยายผล

เบื้องต้นเด็กๆ ทั้ง 4 คน นางนัทธมน กิจดำรง หัวหน้าบ้านพักเด็กและเยาวชน จังหวัดชลบุรี ได้นำเด็กไปคุ้มครอง ที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดชลบุรี เพื่อติดต่อหาญาติและหาทางแก้ไขต่อไป ทางด้าน พ.ต.ท.สุพรรณ ใจหาญ สว.สส.สภ.สัตหีบ กล่าวว่าจากการสืบสวน ทราบว่าแม่ของเด็กๆ ชื่อเล่นว่านางตุ๊ก มีพฤติกรรมจำหน่ายยาเสพติดในพื้นที่มาเป็นเวลานาน บางครั้งก็จะใช้ลูกตัวเองนำยาเสพติดไปส่งให้กับลูกค้าที่มารอสั่งซื้อเป็นประจำ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กำลังเร่งติดตามหาตัวแม่เด็กเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Featured

ป้าปกป้องหลานไม่ห่วงชีวิต เอาตัวบังยอมให้วัวแม่ลูกอ่อนเตะ-ขวิด เจ็บสาหัสทั้งคู่

ป้าปกป้องหลานไม่ห่วงชีวิต เอาตัวบังยอมให้วัวแม่ลูกอ่อนเตะ-ขวิด เจ็บสาหัสทั้งคู่

วัวแม่ลูกอ่อนหวงลูกขวิดเด็กน้อยกระเด็น ป้านอนคร่อมร่างปกป้องหลาน ยอมโดนทำร้ายแทน เจ็บสาหัสทั้งคู่

(9 พ.ย.63) เมื่อเวลา 08.00 น. ที่ผ่านมา หน่วยกู้ชีพ ต.หนองไทร และหน่วยกู้ภัยสยามรวมใจปู่อินทร์บุรีรัมย์ รับแจ้งมีคนโดนแม่วัวเหยียบบาดเจ็บสาหัส จึงนำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือ ที่เกิดเหตุเป็นบ้าน ใกล้โรงงานผลิต ถุงแก้วฝากาว ถุงแก้วแถบกาว พบชาวบ้านกำลังปฐมพยาบาล น.ส.สมจิตร อายุ 49 ปี และ ด.ช.เอ๋ (สามสมมุติ) อายุ 1 ปี 8 เดือน ทั้งสองเป็นป้าหลานกัน 

หน่วยกู้ภัยตรวจสอบอาการเบื้องต้น พบป้า มีอาการคล้ายกระดูกขาซ้ายแตก และมีแผลตามร่างกาย ส่วนเด็กเล็บนิ้วมือซ้ายหลุดออก และมีแผลฉกรรจ์ด้านหลัง หน่วยกู้ภัยจึงเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลเป็นการเร่งด่วน เพราะทั้งสองมีอาการสาหัส 

สอบถาม นางพิศมัย อายุ 53 ปี เป็นพี่สาว น.ส.สมจิตร และเป็นเจ้าของวัว เล่าว่า น้องสาวกับหลานกลับมาจากกรุงเทพฯ เพื่อมาเยี่ยมบ้าน มาถึงตอนกลางดึกเมื่อคืนที่ผ่านมา พอรุ่งเช้าขณะตนเองกำลังทำกับข้าวอยู่ห้องครัว ส่วนหลานกับน้องสาวตื่นขึ้นมาเดินเล่นรอบสวน ทันใดนั้นได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ จึงวิ่งออกมาห้องครัว เห็นน้องสาวกำลังนอนเอาตัวไปบังร่างหลานชาย โดยมีแม่วัวแม่ลูกอ่อนพยายามใช้เท้าเตะและเอาเขาขวิดเป็นระยะ

ตนจึงตั้งสติวิ่งไปกระชากเชือกที่สนตะพาย ดึงวัวออกมาไปล่ามที่อื่น ก่อนจะนำตัวทั้งสองออกจากที่เกิดเหตุ ซึ่งจากการสอบน้องสาวที่คร่อมร่างหลานไว้ ทราบว่า ระหว่างที่หลานกำลังเดินเล่น เกิดได้ยินเสียงลูกวัวร้อง ”มอๆ” หลานซึ่งไม่เคยเห็นวัวมาก่อนได้วิ่งเข้าไปหา เมื่อแม่วัวเห็นได้วิ่งเข้ามาใช้เขาขวิดด้านหลังจนหลานกระเด็นไป น้องสาวจึงวิ่งเข้าไปคร่อมร่างหลานเอาไว้ 

ส่วนสาเหตุคาดว่า แม่วัวคงจะหวงลูก เพราะเพิ่งออกลูกมาได้เพียง 20 วัน เมื่อหลานวิ่งเข้าไปหา แม่วัวคงจะคิดว่าจะมีคนมาทำร้ายลูก จึงกระชากเชือกที่ถูกล่ามเอาจนขาดแล้ว วิ่งเข้ามาชนและเตะจนได้รับบาดเจ็บดังกล่าว

Featured

นาทีชีวิต ผัวโหดย่างสดลูกเมีย ก่อนถือจอบไล่ฟาดเพื่อนบ้าน เอาแขนรับจนกระดูกหัก

นาทีชีวิต ผัวโหดย่างสดลูกเมีย ก่อนถือจอบไล่ฟาดเพื่อนบ้าน เอาแขนรับจนกระดูกหัก

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 6 พฤศจิกายน 2563   พล.ต.ต.ธนชาติ  รอดคลองตัน ผบก.ภ.จว.นครพนม  พร้อมด้วย พ.ต.อ.พลาเดช  เพชรหน้าโง๊ะ รอง ผบก.ภ.จว.นครพนม  ร.ต.อ.จำรัส  ศรีหาตา รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองนครพนม เจ้าของคดี และกำลังชุดสืบสวน คุมตัว นายพันธ์ อายุ 50 ปี อดีตพนักงานจำหน่าย ตัวตัดเทป ที่ตัดเทป ผู้ต้องหาก่อเหตุฆ่าภรรยา กับลูก คือ นางอานนท์ อายุ 48 ปี เจ้าของบ้าน และลูกชาย อายุ 14 ปี  ก่อนราดน้ำมันเผาคาบ้าน เหตุเกิดที่ บ้านชั้นเดียวครึ่งปูนครึ่งไม้ ใน ต.คำเตย อ.เมือง จ.นครพนม เมื่อเวลา 20.00 น. ของวันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา 

หลังเกิดเหตุชาวบ้าน ช่วยกันจับตัวไว้ได้ และควบคุมตัวมาสอบสวน ดำเนินคดี และคุมตัวมาชี้จุดเกิดเหตุทำแผนประกอบคำรับสารภาพ โดยจุดแรก ได้คุมตัว นายพันธ์ อายุ 50 ปี ผู้ต้องหา ไปชี้จุดภายในบ้านที่เกิดเพลิงไหม้ ซึ่งผู้ต้องหาสารภาพว่า เกิดอาการคุ้มคลั่งประสาทหลอน เนื่องจากป่วยทางจิตมานานหลายปี แต่ขาดการกินยารักษาประมาณ 3 เดือน จึงเกิดอาการประสานหลอน จึงใช้ค้อนตีตะปู ทุบทำร้ายเมียที่ศีรษะ แบบไม่ตั้งตัว จนหมดสติ จากนั้นได้ใช้ค้อนทุบศีรษะลูกชายที่อยู่ในบ้านจนหมดสติ  และใช้ผ้าห่มรวมถึงเสื้อผ้า ไปกองทับร่างทั้ง 2 คน ที่หมดสติ พร้อมนำน้ำมันเติมรถไถนา มาราดและจุดไฟเผา ทำให้ไฟลุกไหม้บ้านเสียหายทั้งหลัง รวมถึงร่างภรรยา กับลูกชายถูกเผาเป็นตอตะโก

ส่วนจุดที่สอง หลังก่อเหตุ นายพันธ์ อายุ 50 ปี ผู้ต้องหา ยังได้วิ่งออกมาคว้าเอาจอบไปไล่ทุบตี ทำร้ายเพื่อนบ้าน ที่อยู่บ้านติดกัน เป็นเหตุให้ นางละคร อายุ 59 ปี เพื่อนบ้าน ถูกผู้ต้องหาใช้จอบตีเข้าที่หลังบาดเจ็บ และแขนขวาหัก โชคดีรอดชีวิต มีคนมาช่วยได้ทัน ทำให้ผู้ต้องหาพยายามวิ่งไปทำร้ายคนอื่น และชาวบ้านช่วยกันจับตัวไว้ได้ โดยเหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความหดหู่ให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเหตุเศร้าขึ้น  ซึ่งขณะคุมตัวผู้ต้องหามาทำแผนชี้จุดเกิดเหตุ ยังพบว่า มีอาการเซื่องซึม ไม่ค่อยโต้ตอบคำถามเจ้าหน้า แต่ให้ความร่วมมือในการชี้จุดทำแผน

ด้าน พล.ต.ต.ธนชาติ  รอดคลองตัน ผบก.ภ.จว.นครพนม เปิดเผยว่า  หลังการสอบสวนหาสาเหตุ ทางผู้ต้องหาพอให้การได้ รวมถึงสอบสวนญาติใกล้ชิด  ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ต้องหามีอาการป่วยทางจิต เกิดประสาทหลอน จะมีคนมาทำร้ายร่างกาย รวมถึงพรากภรรยากับลูกไป รวมทั้งคิดว่าจะมีคนมาเอาสิ่งของในบ้าน จึงเกิดความเครียด เนื่องจากปกติมีอาการป่วยทางจิต ต้องรักษากินยาโรงพยาบาลจิตเวชมานานหลายปี  แต่ช่วงนี้ขาดการดูแลเอาใจใส่ ไม่ได้กินยามานานกว่า 3 เดือน รวมถึงมีการดื่มสุรา ทำให้อาการป่วยกำเริบ จนกระทั่งก่อเหตุดังกล่าว

สำหรับครอบครัวดังกล่าว มีลูกชายทั้งหมด 3 คน คนโตอายุ 22 ปี บวชอยู่ที่วัด คนกลางอายุ 18 ปี ตอนเกิดเหตุไปธุระนอกบ้าน มีแต่ภรรยากับลูกคนสุดท้องที่เสียชีวิตอยู่บ้าน  อย่างไรก็ตามทางตำรวจจะได้ส่งศพทั้ง 2 ราย ที่เสียชีวิตไปชันสูตร หาสาเหตุที่สถาบันนิติเวช จ.ขอนแก่น  เพื่อสรุปหาสาเหตุประกอบการดำเนินคดี  ส่วนข้อหาได้แจ้งความผิด เจตนาฆ่า รวมถึงวางเพลิงเผาทรัพย์ และทำร้ายร่างกายผู้อื่น  ซึ่งจะต้องรวบรวมหลักฐานการชันสูตรมาประกอบการดำเนินคดี ตามกฎหมาย

ส่วนนางละคร อายุ 59 ปี เพื่อนบ้าน เล่านาทีชีวิตว่า  ช่วงเกิดเหตุได้ยินเสียงมาจากบ้านเกิดเหตุ ลักษณะเหมือนเสียงทุบตีกัน แต่ไม่ได้ใส่ใจ นึกว่าเป็นการทุบสิ่งของ เพราะปกติ คนก่อเหตุในช่วงเช้ายังมีอาการปกติ และช่วงนี้ไม่มีพฤติกรรมจะทำร้ายใคร เคยมีอาการทางประสาทแต่ไม่รุนแรง พอหลังก่อเหตุ ตนนั่งอยู่ข้างบ้าน ซึ่งบ้านติดกัน มองเห็นนายพันธ์ถือจอบเดินเข้ามาหา และเห็นควันไฟลุกขึ้นข้างบ้าน ชาวบ้านจึงเรียกกันไปดู จากนั้นตนพยายามเรียกชื่อ นายพันธ์ที่กำลังถือจอบเข้ามาหาตน แต่ดูท่าไม่ดี จึงวิ่งหนี กลับถูกนายพันธ์วิ่งไล่ตามเอาจอบทุบตีเข้าที่หลัง ก่อนที่จะตามมาตีซ้ำเล็งที่ศีรษะ ตนเอาแขนมารับไว้ จนแขนหัก โชคดีมีชาวบ้านพยายามมาช่วยไว้ และช่วยกันจับตัวไว้ได้ ซึ่งขณะนั้นพูดจาไม่รู้เรื่อง เหมือนคนขาดสติ โชคดีตนรอดชีวิต ถ้าไม่มีคนช่วยทันคงถูกจอบทุบตาย ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเรื่องร้ายแบบนี้

Featured

สลด แม่ตกแมนชั่นดับปริศนา ผ่านไป 10 นาที ลูกชายร่วงตาม เจ็บสาหัส

สลด แม่ตกแมนชั่นดับปริศนา ผ่านไป 10 นาที ลูกชายร่วงตาม เจ็บสาหัส

วงจรปิดแมนชั่นจับภาพสลด 2 แม่ลูกตกแมนชั่นปริศนา แม่วัย 72 ปี เสียชีวิต ส่วนลูกชายวัย 48 ปี เจ็บสาหัส

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (30 ต.ค.) เมื่อเวลา 10.30 น. พ.ต.ท.บัญชา รัตนกันทา สารวัตรเวรสอบสวน สภ.บางกรวย จ.นนทบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูเดินทางเข้าตรวจสอบหลังจากได้รับแจ้งมีคนตกจากตึกเสียชีวิตและบาดเจ็บ เหตุเกิดบริเวณแมนชั่นแห่งหนึ่งใกล้โรงงานผลิต กล่องกระดาษ กล่องกระดาษสำเร็จรูป

ที่เกิดเหตุเป็นอาคารสูง 4 ชั้น บริเวณด้านหน้าอาคารซึ่งเป็นริมถนนและที่จอดรถ พบร่างของ น.ส.รัชนี อายุ 72 ปี นอนคว่ำหน้าเสียชีวิตอยู่ ขณะเดียวกันยังมีผู้บาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย เป็นชายทราบชื่อคือ นายอิศเรศ อายุ 48 ปี เป็นบุตรชายของผู้เสียชีวิต ทางทีมกู้ชีพ รพ.บางกรวย เร่งนำตัวส่งไปรักษาต่อที่ รพ.พระนั่งเกล้า เนื่องจากอาการสาหัส โดยทราบว่าทั้ง 2 คนนั้นตกลงมาจากชั้น 4 ของอาคารดังกล่าว

ขณะเดียวกันหลังเกิดเหตุทางเจ้าหน้าที่ได้ขึ้นไปตรวจสอบด้านบนห้องพักของผู้เสียชีวิตที่อยู่บนชั้น 4 ซึ่งไม่พบร่องรอยการต่อสู้หรือสิ่งผิดปกติใดๆ ขณะที่กล้องวงจรปิดของอาคารบันทึกภาพไว้ได้ชัดเจน พบว่าผู้ที่เป็นมารดานั้นตกลงมานอนแน่นิ่งก่อนหลังจากผ่านไปประมาณ 10 นาทีบุตรชายก็ตกตามลงมาได้รับบาดเจ็บสาหัส

เจ้าหน้าที่ตำรวจ เปิดเผยว่า จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ปกติ นายอิศเรศ บุตรชายผู้เสียชีวิตนั้น พักอาศัยอยู่เพียงคนเดียว และมีอาการป่วยทางประสาทอ่อนๆ โดยจะมีมารดามาหาเป็นบางครั้ง ล่าสุด น.ส.รัชนี มารดา ได้เพิ่งมาหาบุตรชายได้เพียง 3 วัน กระทั่งมาเกิดเหตุดังกล่าวขึ้น

ในส่วนของสาเหตุนั้นยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน จะต้องทำการติดต่อประสานหาญาติเพื่อสอบปากคำหาสาเหตุของการเกิดเหตุในครั้งนี้ ส่วนผู้เสียชีวิตได้มอบให้ทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูนำส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติรังสิต เพื่อชันสูตรต่อไป

Featured

วิจารณ์เดือด! ป้าแม่ค้าตบหน้านักเรียนหญิงกลางสถานีรถไฟ เหตุไม่ยืนเคารพธงชาติ

วิจารณ์เดือด! ป้าแม่ค้าตบหน้านักเรียนหญิงกลางสถานีรถไฟ เหตุไม่ยืนเคารพธงชาติ

กลายเป็นคลิปที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือด เมื่อผู้ผู้ใช้ทวิตตอร์รายหนึ่งได้โพสต์คลิปวิดีโอ พร้อมข้อความว่า “คือมีเด็กรร.เราโดนตบหน้ากลางสถานีรถไฟเพราะไม่ยืนเคารพธงชาติ??”

ภาพในคลิปจะเห็นว่ามีนักเรียนหญิงคนหนึ่งนอนอยู่บนชานชาลา สถานีรถไฟใน จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีเพื่อนประคอง และมีหญิงวัยกลางคนใส่เสื้อสีแดงคาดว่าจะเป็นแม่ค้าขาย ถุงห่อมะม่วง ถุงห่อผลไม้ ในย่านนั้น อยู่ในอารมณ์โกรธทำท่าจะเข้าไปมีเรื่องกับเด็กนักเรียน พร้อมพูดท้าทายให้ลุกขึ้นมา แต่มีหญิงอีกคนพยายามห้ามและดึงแขนให้ออกไปจากจุดนั้น ซึ่งหญิงเสื้อสีแดงตะโกนต่อว่าเด็กว่า “เป็นเด็กนักเรียนซะเปล่า มึงใส่ชุดนักเรียนเนี่ย” 

ผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า เด็กนักเรียนคนดังกล่าวไม่ได้ยืนเคารพธงชาติ ทำให้แม่ค้าตะโกนถามไปว่า ทำไมไม่ยืน พ่อแม่ไม่สั่งสอน โรงเรียนไม่สั่งสอนเหรอ ทำให้เด็กตอบโต้กลับไปว่า ป้ามีสิทธิอะไร ไม่ใช่แม่อย่ามาสั่ง ทำให้แม่ค้าคนดังกล่าวไม่พอใจเข้าไปทำร้ายร่างกายเด็ก

อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุ มีครูคนหนึ่งที่เห็นเหตุการณ์พาเด็กนักเรียนไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ โดยครูได้โพสต์ข้อความว่า “เป็นครูก็ต้องปกป้องผลประโยชน์ของนักเรียน แล้วยังไงรู้ไหม ฉันโดนแม่ค้าด่าว่า ครูเหี้_ เข้าข้างเด็ก”

Featured

หนุ่มอังกฤษของขาด? ล่วงละเมิดทางเพศไก่จนตาย ช็อกซ้ำ! เมียขอแจม-ถ่ายคลิป

นายไวล์ เรแฮน เบก ชายชางสหราชอาณาจักรอายุ 37 ปี พนักงานผลิต ถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลท์ ถูกศาลตัดสินจำคุก 3 ปี เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (18 ต.ค.) หลังจากพบว่ามีความผิดจากล่วงละเมิดทางเพศไก่หลายตัวที่ครอบครัวเลี้ยงไว้

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยว่า ภรรยาของนายไวล์ คือนางฮาลีมา อายุ 38 ปี ยังถ่ายคลิปเหล่านี้เอาไว้ด้วยโทรศัพท์มือถือหรือกล้องโกโปร เพื่อเก็บไว้ดูอีกด้วย

ไม่ใช่แค่นั้นยังพบว่านายไวล์เก็บคลิปเหล่านี้สำรองไว้บนคอมพิวเตอร์ด้วย แล้วตั้งชื่อโฟลเดอร์ว่า “วิดีโอคลิปครัว”

นางอะบิเกล แลงฟอร์ด อัยการกล่าวว่า หน้าที่จากสำนักงานอาชญากรรมแห่งชาติ ที่เข้าไปบุกบ้านของนายไวล์และนางฮาลีมา เมื่อเดือน ก.ค. ปีที่แล้ว จากนั้นก็ยึดคอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง และโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งไว้เป็นของกลาง พบว่าในอุปกรณ์เหล่านี้มีภาพโป๊เด็กจำนวนมาก ไม่ใช่แค่นั้นยังมีภาพจำเลย ซึ่งก็คือนายไวล์ มีเพศสัมพัมธ์กับไก่จำนวนหนึ่งด้วย ซึ่งนางฮาลีมาก็อยู่ตรงนั้นด้วย แล้วก็เป็นคนอัดคลิป

อัยการคนนี้ บอกอีกว่า ภรรยาของจำเลยยังพูดเชียร์ให้จำเลยมีเพศสัมพันธ์กับไก่แล้วตนก็ยังเข้าไปมีเพศสัมพันธ์กับโจทก์ด้วยตัวเองเช่นกัน

ไม่ใช่แค่นั้น ทั้งคู่ยังล่วงละเมิดสุนัขตัวหนึ่งด้วย

ศาลแบรดฟอร์ดคราวน์ ยังได้รับคำให้การอีกว่า ไก่ที่ถูกกระทำชำเราแต่ละตัวยังเสียชีวิตระหว่างการล่วงละเมิดที่โหดร้ายนี้ และมีคลิปนี้พบว่านายไวล์มีเพศสัมพันธ์กับไก่ที่ตายแล้ว ก่อนโยนทิ้งลงถุงดำ

เมื่อจำนนต่อหลักฐาน นายไวล์จึงยอมรับต่อศาลว่าตนล่วงละเมิดสัตว์ ครอบครองภาพโป๊เด็ก ซึ่งเด็กบางคนมีอายุเพียง 6 ปีเท่านั้น ทั้งยังครอบครองโคเคนและกัญชาด้วย

Featured

ป.ป.ช. วางแผนรวบ “เจ้าหน้าที่รัฐ” เรียกรับเงินสินบนค่าโยกย้ายตำแหน่ง จับกุมได้คารถ

ป.ป.ช. วางแผนรวบ รองนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรียกรับเงินสินบนค่าโยกย้ายตำแหน่ง 

(15 ต.ค.63) นายธีรัตน์ บางเพ็ชร ผอ.ป.ป.ช. ประจำจังหวัดสกลนคร เปิดเผยว่า ป.ป.ช.ประจำจังหวัดสกลนคร ได้รับการร้องเรียนจากผู้เสียหายว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐ สังกัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) แห่งหนึ่ง ในจังหวัดสกลนคร มีพฤติกรรมเรียกรับเงินค่าตอบแทน เพื่อโยกย้ายตำแหน่ง ในการโยกย้ายข้าราชการไปเป็นตำแหน่งนักจัดการงานทั่วไป อยู่อีก อปท.หนึ่ง เป็นเงิน 60,000 บาท หากมีการจ่ายเงินค่าตอบแทนให้ แต่แบ่งเป็นงวด งวดแรก 10,000 บาท

ต่อมา วันที่ 14 ตุลาคม 2563 เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ประจำจังหวัดสกลนคร และ ตำรวจ จึงวางแผนเข้าจับกุม โดยนัดมอบส่งเงินบริเวณในเขตเทศบาลแห่งหนึ่ง กระทั่งเวลา 13.30 น. มีผู้มารับเงินโดยขับรถมาตามนัดหมายจำนวน 3 ราย บริเวณคูน้ำหลังโรงงานผลิต ซองไปรษณีย์พลาสติก ถุงไปรษณีย์พลาสติก ปรากฏว่า  2 ใน 3 ราย มีตำแหน่งถึง รองนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และพบว่ามีการกระทำผิดสำเร็จ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงแสดงตัวเข้าจับกุมโดยระหว่างที่เข้าจับกุมนั้นผู้กระทำผิดพยายามไม่ยอมรับผิด แต่ต้องจำนนด้วยหลักฐาน เพราะเจ้าหน้าได้แสดงสำเนาธนบัตร 1,000 บาท ที่ถ่ายไว้ จำนวน 10 ฉบับ แสดงต่อผู้กระทำผิดได้รับทราบ จึงยอมรับสารภาพโดยดี และควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนในท้องที่ โดยมีการแจ้งข้อกล่าวหา ร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานของรัฐเพื่อแสวงหาผลประโยชน์มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหาย และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเตรียมขยายผลเนื่องจากคาดว่าทำเป็นกระบวนการในการดำเนินดดีตามกฎมหายต่อไป

Featured

ผวากันทั้งบ้าน “งูเห่า” นอนขดตัวใต้โถส้วม เข้ามาอยู่นานจนวางไข่ 10 ฟอง

งูเห่ายาวเมตรเศษๆ เข้าบ้านคุณตาวัย 93 ขดตัวอยู่ใต้โถส้วมนานจนวางไข่ 

(29 ก.ย.63) เมื่อเวลา 21.00 น. ศูนย์วิทยุ 191ตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ ได้รับแจ้งจาก นายขวัญมนัสกร อายุ 45 ปี พนักงานลูกจ้างโรงงานผลิต กล่องกระดาษ กล่องกระดาษสำเร็จรูป อยู่บ้านเลขที่ 44 หมู่ที่ 3 ถนนชาญสินธ์ ต.บึงกาฬ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ ว่าได้มีงูเห่าเข้ามาซ่อนตัวอยู่ในห้องน้ำเลื้อยเข้าไปซุกใต้โถส้วมแล้วหาไม่เจอ ขอให้แจ้งกู้ภัยมาช่วยจับไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติด้วย

เมื่อหน่วยกู้ภัยร่วมใจบึงกาฬ ได้รับแจ้งจึงได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่พร้อมอุปกรณ์จับงูจำนวน 6 นาย รีบออกไปปฏิบัติหน้าที่ทันที่ ที่บ้านรับแจ้งเป็นบ้าน 2 ชั้น ครึ่งปูนครึ่งไม้ส่วนที่ชั้นล่างมีห้องน้ำอยู่ในตัวซึ่งเป็นห้องนอนของ ร.ต.ต.พูน กักหมื่นไว อายุ 93 ปี และนอนอยู่ในห้องคนเดียว โดยเจ้าหน้าที่ได้ให้คุณตาเจ้าของห้องออกมานั่งรออยู่ด้านนอกห้องเสียก่อน เมื่อเปิดฝาปิดโถส้วมขึ้นก็ไม่พบว่ามีงูเห่าแต่อย่างใด

แต่เมื่อนำไฟฉายส่องเข้าไปด้านในใต้ฐานโถส้วมซึ่งมีช่องว่างอยู่จำนวนมากและกว้างด้วย พบงูเห่าขดซ่อนตัวอยู่อยู่ด้านในจริง จึงนำอุปกรณ์มาคล้องเพื่อจับงู แต่ก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากพื้นที่คับแคบมาก จึงตัดสินใจเรียกช่างมารื้อถอนโถส้วมออกจากจุดที่อับ พบว่ามีไข่งูเห่าอยู่กว่า 10 ฟอง แต่งูเห่ากลับหนีขึ้นไปซ่อนตัวในคอห่าน จึงได้ใช้สเปรย์ฉีดยุงฉีดพ่นเพื่อให้งูกลับออกไปที่เดิม และใช้ไม้แขวนเสื้อเขี่ยไล่ไปด้วย แต่สัญชาตญาณงูเห่าก็ไม่ยอมถอยไปง่ายๆ พร้อมกับพ่นพิษเสียงดังฟู่ๆ ใส่กู้ภัยตลอดเวลา เมื่อถูกสเปรย์ฉีกไล่ยุงนานเข้าทนไม่ได้จึงยอมถอยออกกลับไปทางเดิม จึงสามารถคล้องคอจับตัวได้ เป็นงูเห่าตัวไม่ใหญ่นักความยาววัดได้ 110 เซนติเมตร จึงจับลงถุงปุ๋ยเพื่อนำไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติต่อไป ท่ามกลางการโล่งอกของลูกหลานของ ร.ต.ต.พูน กักหมื่นไว ข้าราชการตำรวจบำนาญ โดยใช้เวลาปฏิบัติการประมาณ 30 นาที

ด้าน นางยุพา ชมชื่น อายุ 60 ปี ลูกสาว ร.ต.ต. ที่พบงูเป็นคนแรกเล่าว่า ขณะที่เดินเข้าไปในห้องน้ำ เพื่อนำเสื้อผ้าและผ้าเช็ดตัวไปเตรียมให้คุณพ่ออาบน้ำในตอนเช้า ก็พบเห็นงูเห่ากำลังเลื้อยเข้าไปซ่อนตัวใต้โถส้วม ด้วยความตกใจรีบปิดประตูห้องน้ำออกมาตั้งหลัก ก่อนที่จะเล่าให้น้องๆ ฟัง และได้แจ้งตำรวจให้กู้ภัยมาช่วยเหลือดังกล่าวจนจับตัวงูเห่าได้สำเร็จ จึงขอของคุณหน่วยกู้ภัยร่วมใจบึงกาฬด้วย ที่ทำให้มีความรู้สึกว่าปลอดภัย ทั้งคุณพ่อและลูกๆ ถ้าจับงูไม่ได้คืนนี้คงนอนไม่หลับแน่

Featured

พ่อค้าคู่รัก ไหว้ขอโทษ รปภ. ยันไม่มีเจตนาดูหมิ่นอาชีพ

ไม่มีเจตนาดูหมิ่นอาชีพ รปภ. พ่อค้าคู่รัก ไหว้ขอโทษ พร้อมจ่ายเงินค่าทำขวัญ 

กรณีคู่รักพ่อค้า ทำร้าย และดูหมิ่นการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานรักษาความปลอดภัย บริเวณอุทยานการอาชีพชัยพัฒนา ตรงข้ามร้านจำหน่าย ถุงห่อมะม่วง ถุงห่อผลไม้ ต.บ่อพลับ อ.เมือง จ.นครปฐม หลังทั้งคู่ไม่พอใจที่ถูกห้ามเข้าไปขายของในพื้นที่ ซึ่งเป็นไปตามกฎของอุทยานฯ ขณะที่คลิปดังกล่าวเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ และมีการแจ้งความดำเนินคดีไว้ที่ สภ.เมืองนครปฐม

ล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2563 เวลาประมาณ 18.26 น. แฟนเพจ “เลี๊ยบนิวส์ ข่าวภาค7ฯ” รายงานว่า พ่อค้าทั้ง 2 คน ได้เดินทางไปที่สภ.เมืองนครปฐม เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ขณะที่ผู้ก่อเหตุยกมือไหว้ กล่าวคำขอโทษ และสวมกอด รปภ.ที่ถูกทำร้าย

ทั้งนี้มีรายงานว่าผู้ก่อเหตุยอมจ่ายค่าทำขวัญเป็นเงิน 2,500 บาท ให้กับคู่กรณี ทั้ง 2 ฝ่ายไม่ติดใจเอาความต่อกัน โดยฝ่ายพ่อค้ายืนยันว่าตนไม่มีเจตนาดูหมิ่นอาชีพ รปภ.แต่อย่างใด แต่คำพูดจากในลักษณะดังกล่าว เกิดขึ้นเพราะอารมณ์โกรธเพียงเท่านั้น

Featured

อุกอาจ! มือปืนซ้อนมอเตอร์ไซค์ ยิงพ่อค้าเสื้อผ้าดับคาตลาดนัดอยุธยา แฟนสาวบาดเจ็บ

พันตำรวจโท พรนรินทร์ เปลื่องกระโทก สารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธร (สภ.) พระอินทร์ราชา จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลา 21.30 น. วานนี้ (21 ก.ย.) ว่ามีผู้ใช้ปืนยิงกันจนผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ภายในลานจอดรถ โรงงานผลิต ถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลท์ นวนคร หมู่ 6 ต.เชียงรากน้อย อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา

เมื่อเดินทางไปตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย พันตำรวจเอก เอนก พงษ์สวัสดิ์ ผู้กำกับสถานีตำรวจเดียวกัน เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน และเจ้าหน้าที่มูลนิธิพุทไธสวรรย์ ก็พบนายอิทธิโชค ปรางคลัง อายุ 33 ปี ชาว จ.ชัยนาท สภาพสวมใส่เสื้อยืดคอกลม และสวมกางเกงยีนส์ขายาวถูกยิงด้วยอาวุธปืน ขนาด 9 มิลลิเมตร ที่บริเวณกลางหลัง 3 นัด ท่อนแขนซ้าย 1 ที่บริเวณท้องอีก 1 นัด ทั้งยังพบปลอกกระสุนขนาด 9 มิลลิเมตร จำนวน 6 ปลอก ตกกระจายเกลื่อนใกล้ร่างผู้เสียชีวิต 

นอกจากนี้ยังพบว่ามีรถยนต์กระบะจำนวน 2 คัน ที่จอดอยู่ในลานจอดรถ ถูกกระสุนปืนได้ที่ตัวรถได้รับความเสียหายจำนวน 2 คัน

นางสาววราภรณ์ ทับบุรี อายุ 37 ปี พี่สาวของผู้เสียชีวิต ทราบว่าน้องชายมีอาชีพเป็นพ่อค้าขายเสื้อผ้าอยู่ที่ตลาดโรงเกลือแห่งนี้กับภรรยาที่คบหาอยู่กินกันมา 1 ปี ปกติจะมาตั้งขายของในช่วงบ่ายถึงช่วงค่ำของทุกวัน ขณะเกิดเหตุคาดว่าน้องชายและภรรยากำลังจะเดินกลับไปที่รถเพื่อกลับบ้าน ส่วนสาเหตุนั้นตนไม่ทราบเพราะน้องชายไม่เคยเล่าอะไรให้ฟัง

หนุ่มปริศนาขี่มอเตอร์ไซค์มาถามหาผู้เสียชีวิตตั้งแต่บ่าย

พยานรายหนึ่ง ทราบว่า ช่วงเวลาเกิดเหตุ พ่อค้าแม่ค้ากำลังเก็บของเก็บร้าน ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดจึงหันไปมอง พบผู้เสียชีวิตล้มลง จากนั้นเห็นรถจักรยานยนต์ฮอนด้า รุ่นพีซีเอ็กซ์ สีน้ำเงิน ผู้ขับขี่และซ้อนท้ายเป็นชายวัยรุ่นสวมเสื้อสีดำ ขับขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีออกไปด้วยความเร็ว มุ่งหน้าไปทางด้านหลังของตลาด

ส่วนพยานอีกรายหนึ่งให้ข้อมูลว่า ก่อนเกิดเหตุมีชายขับขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาสอบถามหา ผู้เสียชีวิตว่าขายของอยู่บริเวณตั้งแต่ช่วงบ่าย

ก่อนหน้านี้ผู้เสียชีวิตมีอาชีพซื้อขายรับเช่าพระเครื่อง และเพิ่งจะคบหากับผู้บาดเจ็บได้ประมาณ 5-6 เดือน ซึ่งมีอาชีพเป็นแม่ค้าขายเสื้อผ้าที่ตลาดแห่งนี้

คาดไม่เรื่องส่วนตัวก็ชู้สาว

เบื้องต้น ตำรวจสันนิษฐานว่า หลังจากที่ผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บเก็บร้านขายเสื้อผ้าเสร็จแล้ว ก็เดินเท้ามาที่จอดรถ ที่ห่างจากจุดขายของประมาณ 200 เมตร เพื่อขับรถไปขนของกลับที่พัก เมื่อมาถึงที่ลานจอดรถ คนร้ายน่าจะมาดักรอ แล้วลงมือก่อเหตุใช้ปืนยิง คาดว่าคนร้ายน่าจะมุ่งที่จะสังหาร นายอิทธิโชคมากกว่า ส่วนผู้บาดเจ็บถูกลูกหลงเข้าที่ขา

ตำรวจเผยต่อไปว่า สาเหตุน่าจะเกิดจากความแค้นส่วนตัว หรือขัดผลประโยชน์ และชู้สาว แต่ก็จะสอบสวนผู้บาดเจ็บอย่างละเอียดอีกครั้ง และติดตามหาพยานที่เห็นเหตุการณ์ พร้อมทั้งตรวจสอบ ภาพจากกล้องสงจรปิดตามจุดต่างๆ ของตลาดเพื่อติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป

Featured

อัยการมีมติเอกฉันท์สั่งฟ้อง “บอส อยู่วิทยา” ขับรถประมาท-เสพโคเคน

สำนักงานอัยการสูงสุด แถลงผลความคืบหน้าคดีบอส อยู่วิทยา คณะทำงานมีมติเอกฉันท์ให้สั่งฟ้อง 2 ข้อหา ขับรถโดยประมาทชนตำรวจเสียชีวิต และเสพโคเคน

วันนี้ (18 ก.ย.) สำนักงานอัยการสูงสุดเผยแพร่เอกสารแถลงความคืบหน้าการพิจารณาสั่งคดี นายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา ดังนี้ ตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดได้แถลงข่าว เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2563 เกี่ยวกับผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะทำงานตามคำสั่ง ที่ พิเศษ/2563 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2563 ซึ่งมีนายสมศักดิ์ ติยะวานิช รองอัยการสูงสุด เป็นหัวหน้าคณะทำงาน กรณีนายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด มีคำสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ผู้ต้องหา ในข้อหา ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนผู้อื่นถึงแก่ความตายบริเวณหน้าโรงงาน ซองไปรษณีย์พลาสติก ถุงไปรษณีย์พลาสติก

และต่อมา พลตำรวจโทเพิ่มพูน ชิดชอบ รอง ผบ.ตร. ไม่แย้งคำสั่งดังกล่าว เป็นผลให้คำสั่งไม่ฟ้องเสร็จเด็ดขาด ตาม ป.วิอาญา มาตรา 145/1 ซึ่งคณะทำงานที่มีนายสมศักดิ์ ติยะวานิช รองอัยการสูงสุด เป็นหัวหน้าคณะทำงานได้เสนอความเห็นไปยังอัยการสูงสุดว่า แม้คดีดังกล่าวจะมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องแล้ว แต่ปรากฏข้อเท็จจริงทางคดีว่าผู้ต้องหาได้เสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 (โคคาอีน) ด้วย แต่ยังไม่มีการดำเนินคดีใด ๆ กับผู้ต้องหาเกี่ยวกับการเสพยาเสพติดดังกล่าว

อีกทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงซึ่งอาจเป็นพยานหลักฐานใหม่และเป็นพยานสำคัญ ที่จะพิสูจน์ให้ศาลลงโทษผู้ต้องหาได้ ซึ่งอัยการสูงสุดได้พิจารณาแล้วเห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะทำงานดังกล่าว พร้อมกับได้มีคำสั่งที่ 1400/2563 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2563 ตั้งคณะทำงานพิจารณาสำนวนคดีดังกล่าว ตาม ป.วิอาญามาตรา 147 โดยมี นายอิทธิพร แก้วทิพย์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา เป็นหัวหน้าคณะทำงาน นายชาญชัย ชลานนท์นิวัฒน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา นายอุทัย สังขจร เลขานุการรองอัยการสูงสุด นายประยุทธ เพชรคุณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 นายนรา เขมอุดลวิทย์ เลขานุการผู้ตรวจการอัยการ เป็นคณะทำงาน

ต่อมาเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 คณะทำงาน ได้ร่วมกันพิจารณาสำนวน และบันทึกความเห็นของคณะทำงานตามคำสั่งที่ พิเศษ/2563 ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ได้มีคำสั่งให้พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ทำการสอบสวนเพิ่มเติมหลายประเด็น และต่อมา ในวันที่ 31 สิงหาคม 2563 และวันที่ 9 กันยายน 2563 พนักงานสอบสวนได้ส่งผลการสอบสวนเพิ่มเติมจนครบถ้วนแล้วครั้น

ต่อมาในวันนี้ (วันที่ 18 กันยายน 2563) คณะทำงานได้ร่วมกันพิจารณาสำนวนพร้อมผลสอบสวนเพิ่มเติมทั้งหมดแล้วมีความเห็นโดยเอกฉันท์ ดังนี้

  1. คดีปรากฏพยานหลักฐานใหม่และเป็นพยานสำคัญแก่คดีซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหาได้จึงสั่งฟ้องนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ผู้ต้องหา ในข้อหาขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้เฉี่ยวชนผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ป.อาญา มาตรา 291 โดยแจ้งให้พนักงานสอบสวนนำตัวนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา มาเพื่อฟ้องต่อไป
  2. คดีมีพยานหลักฐานทั้งปรากฏในสำนวนอยู่เดิมและได้จากการสอบสวนเพิ่มเติม แน่นแฟ้น มั่นคง ว่าขณะเกิดเหตุ ผู้ต้องหา เสพโคเคนอันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 จึงเห็นควรสั่งฟ้องนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ผู้ต้องหา ในข้อหา เสพยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ 2 (โคเคนหรือโคคาอีน) โดยผิดกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 58 , 91

Featured

หนุ่ม 18 ซิ่งมอเตอร์ไซค์ช่องทางด่วน ชนท้ายเก๋ง ร่างกระเด็นถูกรถบรรทุกเหยียบ ดับสลด

เมื่อเวลา 13.40 น.วันที่ 15 กันยายน 2563 พ.ต.ต.ชุมพล ทรงงาม สว.สอบสวน สภ.คลองหลวง รับแจ้งมีอุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์ชนท้ายรถเก๋ง ถูกรถบรรทุก ถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลท์ ที่ตามมาทับซ้ำ มีผู้เสียชีวิต ที่เกิดเหตุ ถนนพหลโยธินขาเข้า กทม. ช่องทางด่วน หน้าบ้านสวนปาล์ม ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี หลังรับแจ้งจึงรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วยอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง อาสาหงสกุล

ที่เกิดเหตุพบรถบรรทุกหกล้อยี่ห้อ ฮีโน่ สีขาว จอดอยู่ช่องทางซ้าย โดยที่ล้อหลังฝั่งขวาทับร่าง นายชินวัฒน์ อายุ 18 ปี ผู้ขับขี่ รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่า รุ่น สปาร์ค นาโน สีน้ำตาล จนเสียชีวิต ข้างกันพบรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อ MG สีขาว ซึ่งมีร่องรอยการชนที่ท้ายรถ จนได้รับความเสียหายจอดอยู่กลางถนน

นายสายันต์ อายุ 45 ปี คนขับรถบรรทุกหกล้อ ให้การว่า ตนเองขับรถบรรทุกเศษเหล็กกลึง จาก จ.สระบุรี เพื่อจะไปส่งที่พระราม 5 เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ ตนเองวิ่งอยู่เลนกลาง พบรถรถจักรยานยนต์ขับมาด้วยความเร็ว โดยที่ขณะนั้นรถยนต์ด้านหน้าชะลอความเร็ว ก่อนที่รถจักรยานยนต์จะชนรถเก๋งที่อยู่ช่องขวาจนล้มลง ร่างผู้ขับขี่กระเด็นมาทางรถตนเอง ตนจึงหักหลบไปทางเลนซ้ายแต่ไม่ทัน เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก ทำให้ล้อหลังฝั่งขวาทับร่างผู้ขับขี่จักรยานยนต์จนเสียชีวิต

ทางด้าน พ.ต.ต.ชุมพล ทรงงาม สว.สอบสวน สภ.คลองหลวง เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ สอบปากคำผู้ขับขี่ เบื้องต้นบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน ให้อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำร่างผู้เสียชีวิตส่ง ร.พ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เพื่อรอญาติรับศพกลับไปบำเพ็ญกุศลทางศาสนาต่อไป

Featured

จับต่างด้าวกัมพูชาลักลอบเข้าไทย 23 คน ซ่อนตัวในป่ารอยต่อชายแดนสระแก้ว

ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติ ตร. จับต่างด้าวกัมพูชาลักลอบเข้าไทย 23 คน มีทั้งผู้ชายผู้หญิงและเด็ก

(9 ก.ย.63) พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร และ พล.ต.อ ณัฐธร เพาะสุนทร ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. สั่งการให้ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย หรือ ศปชก.ตร. โดย พล.ต.ท.ชยพล ฉัตรชัยเดช ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. พล.ต.ต ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบก.ทว. พล.ต.ต พันธนะ นุชนารถ ผบก.ขส.บช.ปส. กวาดล้างจับกุมบุคคลต่างด้าวชาวกัมพูชา ที่ลักลอบเข้าประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณเขตรอยต่อจังหวัดสระแก้ว 

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2563 เวลาประมาณ 05.00 น. ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติฯ ทราบว่าแรงงานต่างด้าวได้ลักลอบเข้ามาผ่านช่องทางธรรมชาติ บริเวณหน้าวัดหน้างามเขตติดต่อตาพระยา จ.สระแก้ว และหลบซ่อนตัวในป่าบริเวณดังกล่าว ต่อมาเวลา 18.00 น. ได้มีรถยนต์กระบะ 2 คัน รับกลุ่มคนดังกล่าวและสัมภาระเดินทางเข้ามา บริเวณพื้นที่ตอนใน จนกระทั่งมาถึงบริเวณป่ายูคาลิปตัส เขาหินซ้อน ต.เกาะขนุน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา และรถยนต์กระบะ 2 คันได้ทิ้งกลุ่มคนต่างด้าวให้หลบซ่อนตัวในบริเวณดังกล่าวแล้วหลบหนีไป

จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงได้ ติดตามค้นหาจึงพบกลุ่มบุคคลต่างด้าวดังกล่าวหลบซ่อนตัวอยู่ เป็นชาย 13 คน หญิง 9 คน และเด็กชาย 1 คน จากการสอบถามทราบว่าจะมีผู้มารับต่างด้าวกัมพูชา ในวันที่ 9 กันยายน 2563 เวลาประมาณ 08.00 น. เพื่อนำไปส่งให้กับนายจ้าง โรงงานผลิต ถุงแก้วฝากาว ถุงแก้วแถบกาว ซึ่งชุดสืบสวนจึงได้จัดกำลัง เพื่อสังเกตการณ์ แต่ไม่พบกลุ่มบุคคลที่จะมารับ จึงได้ทำการควบคุมตัวชาวกัมพูชาทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เขาหินซ้อน เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย และได้ประสานสาธารณสุขจังหวัดมาทำการสอบสวนโรคกลุ่มคนต่างด้าวดังกล่าวต่อไป

Featured

สาวกระบี่ตะลึง เจอ “เห็ดปลวก” ขาวโพลนทั้งป่า ทั้งแจกทั้งขายได้เงินครึ่งหมื่น

วันที่ 2 กย.63 นางสาวภัทรปภา วิทยากิจธนภัท เจ้าของร้านจำหน่าย ตัวตัดเทป ที่ตัดเทป อายุ 37 ปี ชาวบ้านที่หมู่  7 ต.เขาพนม อ.เขาพนม จ.กระบี่ บันทึกคลิปนาทีไปพบเห็ดปลวก หรือเห็ดโคน ที่งอกขึ้นมาบนพื้นภายในป่าไม้ข้างสระน้ำข้างบ้าน ซึ่งเห็ดปลวกที่งอกขึ้นมานั้นขาวโพลนไปทั้งป่า จนสร้างความตื่นเต้นแก่คนที่เจอเป็นอย่างมาก จากนั้นจึงได้ถอนเห็ดไปขาย เพราะหากจะปล่อยทิ้งไว้เห็ดจะโรยราในเวลาไม่นาน ซึ่งหลังจากนั้นได้นำมาโพสต์ในโลกโซเชี่ยล ก็มีผู้คนเข้าไปสอบถามกันจำนวนมากรวมทั้งขอซื้อเห็ด  

นางสาวภัทรปภา เผยว่า สามีคือ นายสมบูรณ์ ศรียัง ได้เดินเข้าไปในป่าและก็ได้พบเห็ดดังกล่าว จากนั้นมาตามตนไปดู ซึ่งตนไม่เคยเห็นเห็ดที่มากมายขนาดนี้มาก่อน ด้วยความตื่นเต้นก็เลยบันทึกภาพไว้ แล้วได้ลงมือถอนเห็ดซึ่งใช้เวลาตั้งแต่ 8.00 น. จนถึง 13.00 น. ได้เห็ดหลายกระสอบ จากนั้นก็นำไปขายช่วงบ่ายจนถึงเย็นที่ผ่านมา เป็นเงินกว่า 5 พันบาท ซึ่งการขายก็จะมีทั้งแถมและนำไปแจกด้วย โดยขายในราคากิโลกรัมละ 160 บาท ซึ่งถูกมาก จากปกติในตลาดจะขายกันที่ราคา 250 บาทต่อกิโลกรัมทีเดียว 

นางสาวภัทรปภา เผยอีกว่า เห็ดปลวกนั้นเป็นเห็ดที่หายาก และเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยจะพบว่า เห็นจะงอกขึ้นมาในช่วงที่เป็นวันพระ หรือก่อนเล็กน้อย ที่ผ่านมาก็เจอบ้างแต่ไม่มากขนาดนี้มาก่อน ส่วนที่เห็ดได้งอกขึ้นมาในบริเวณนี้ เพราะสามีไม่เคยใช้ยาฆ่าหญ้าจะใช้วิธีตัดเพียงอย่างเดียว ทำให้ไม่มีสารเคมี เห็ดจึงงอกขึ้นมาดังกล่าว

Featured

ด.ญ.สมองพิการวัย 14 ปี ถูกเฒ่าหื่นข่มขืนจนท้อง แถมเย้ยครอบครัว “ทำคนพิการไม่ผิด”

ครอบครัวสุดจะทน เด็กหญิงพิการสมอง 14 ปี ถูก เฒ่าอายุ 65 ปี ในหมู่บ้าน ข่มขืนจนตั้งท้อง แม้ถูกตำรวจจับ ก็ได้ประกันออกมา แถมเยาะเย้ยว่า “ทำคนพิการไม่ผิด” เด็กพิการเผยเรียกไปเอาเงินครั้งละ 20 บาท แล้วข่มขืนในบ้านประจำ

วันที่ 25 ส.ค.63 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากครอบครัวหนึ่งใน อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ ว่ากลัวจะไม่ได้รับความเป็นธรรม ที่เด็กหญิงคนในครอบครัว อายุ 14 ปี ซึ่งเป็นคนพิการทางสมอง ถูกข่มขืนจนตั้งท้องได้ 7 เดือน แต่ผู้ต้องหาเป็นคนมีฐานะ ที่ประกันตัวออกมา กลับมาเยาะเย้ย ถากถางว่าจะไม่ได้รับโทษ

จากการตรวจสอบ ครอบครัวหนึ่ง ในตำบลเมืองไผ่ อ.กระสัง พบนายสุเพียบ อายุ 43 ปี และนางทำนอง อายุ 45 ปี สองสามีภรรยา เจ้าของร้านจำหน่าย ถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลท์ มีศักดิ์เป็นป้ากับลุงและเป็นผู้เลี้ยงดูเด็กหญิงพิการ โดยนางทำนอง เนื่องจากพ่อแม่เด็กแยกทางกันไปตั้งแต่น้องยังเล็ก เล่าว่า ได้สังเกตดูความผิดปกติของหลาน เมื่อเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา เพราะท้องโตผิดปกติ

เมื่อเค้นถามหลานก็ไม่กล้าบอก เพราะถูกขู่ไว้ว่าห้ามบอกใคร จนกระทั่งมายอมรับว่า นาย ช. อายุ 65 ปี คนในหมู่บ้านเป็นคนข่มขืน โดยจะเรียกให้หลานไปหาที่บ้าน เพื่อไปเอาเงิน 20 บาท แล้วกระทำการข่มขืนเป็นประจำ จึงพาหลานไปตรวจซ้ำที่โรงพยาบาลกระสัง หมอยืนยันว่า ตั้งท้องได้ 5 เดือน ก่อนจะเข้าแจ้งความที่ สภ.กระสัง เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา หลังจากนั้นได้เข้าแจ้งความที่ สภ.กระสัง

ขณะที่นายสุเพียบ ลุงเด็ก กล่าวว่า หลังแจ้งความดำเนินคดี ตัวนาย ช. ก็รับสารภาพว่าทำจริง หลังจากตำรวจแจ้งข้อกล่าวหา นาย ช. บอกว่า 20,000 พอไหม พวกตนก็ไม่ตอบโต้ เพราะเขาเป็นคนมีฐานะ

ต่อมานาย ช. ได้ประกันตัวออกมา แต่มาพูดผ่านชาวบ้านมาว่า “ไม่กลัว ทำกับคนพิการแล้วไม่มีความผิด” และเหมือนจะเยาะเย้ยถากถางว่าเราไม่มีอะไรไปต่อสู้เขา โดยเฉพาะคดีผ่านมากว่า 2 เดือน นาย ช. ก็อยู่ในหมู่บ้านตามปกติเหมือนไม่กระทำความผิด ทำให้ชาวบ้านต่างเชื่อว่านาย ช. อาจจะมีเส้นสายใหญ่โต

Featured

หนังละม้วน แม่ลูกอ้างมีแมลงผุดจากผิวหนัง หมอบอกแค่หัวไขมันอุดตัน

พบครอบครัวอ้างแมลงออกจากผิวหนัง หมอบอกหนังคนละม้วน แค่โรคผิวหนัง ไม่พบความผิดปกติ เตรียมตรวจซ้ำอีกครั้ง 

ที่จังหวัดอ่างทอง ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบหลังทราบว่ามีครอบครัวในพื้นที่ ม.13 ต.แสวงหา อ.แสวงหา จ.อ่างทอง ป่วยเป็นโรคประหลาดคล้ายมีแมลงสาวออกมาจากผิวหนัง หลังเข้าไปที่บ้านหลังดังกล่าวพบ พบ นางสวิง อายุ 63 ปี  และ นายเกียรติศักดิ์ อายุ 40 ปี พนักงงานผลิต ซองไปรษณีย์พลาสติก ถุงไปรษณีย์พลาสติก นั่งอยู่บริเวณใต้ถุนบ้าน

จากการตรวจสอบพบว่าบริเวณร่างกายของทั้งสองมีตุ่มอยู่ทั่วร่างกาย และมีปลายตุ่มสีขาวโผล่ออกมาหลายจุด และเมื่อดึงออกมาดูเป็นลักษณะคล้ายผงสีขาว  โดยทั้งสองบอกว่าเป็นแมลงที่ชอนไชออกมาจากผิวหนัง ซึ่งเคยเดินทางมาพบแพทย์เคยหาหมอที่โรงพยาบาลแสวงหา ได้ยามาทาแก้คันและยาแก้แพ้มา เมื่อบอกว่าเป็นแมลงทางแพทย์ก็ไม่เชื่อจึงรู้สึกท้อใจ 

นางสวิง เปิดเผยว่า ตนเองกับลูกมีอาชีพออกหาหนูนาและหาปลาตามทุ่งนา ช่วงหลังมีตุ่มขึ้นเป็นคล้ายเม็ดสิวขึ้นตามตัว และจะมีแมลงตัวเล็กๆ ออกจากเม็ดตุ่มนั้น ทำให้ตนและลูกรู้สึกคันและแสบตามผิวหนังเป็นอย่างมาก เคยไปหาหมอแต่ก็ตรวจไม่พบความปกติจึงไม่รู้จะทำอย่างไร แต่ก็อยากให้รูสาเหตุจริงๆ ว่ามันเปิดจากอะไรแน่ 

ขณะที่ นายแพทย์ศรัญชลย์ ปาริฉัตรจิรภาส ผอ.โรงพยาบาลแสวงหา เปิดเผยว่า กรณีเคสนี้เคยเข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลแสวงหา จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด และจากการนำสิ่งที่ทางผู้ป่วยคิดว่าเป็นแมลงไปตรวจสอบก็ไม่พบความผิดปกติ ซึ่งน่าจะเป็นหัวไขมันอุดตันเท่านั้น ส่วนสาเหตุก็น่าจะมากจากสุขลักษณะของสภาพที่อยู่อาศัยที่ไม่ถูกต้อง

เบื้องต้น ได้ประสานเทศบาลตำบลแสวงหาเข้าไปดูแลเรื่องความสะอาดของบริเวณบ้าน และจะนัดผู้ป่วยทั้งหมดมานอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง 

Featured

สุดยื้อ “น้องกองบิน” เสียชีวิตแล้ว หลังถูกลืมในรถตู้รับส่งนักเรียน

“น้องกองบิน” เสียชีวิตแล้ว หลังถูกลืมในรถตู้รับส่งนักเรียน และ ขนส่ง กล่องกระดาษ กล่องกระดาษสำเร็จรูป
ความคืบหน้ากรณี เด็กชายธนกฤต หรือ น้องกองบิน อายุ 2 ขวบ ถูกคุณครูของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในตำบลกะทูน อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช ลืมทิ้งไว้ภายในรถรับส่งนักเรียนเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2563 ตั้งแต่เวลา 07.30 น. กระทั่งมาพบตัวอีกครั้งในเวลา 13.30 น.
ภายหลังพบว่าผู้เคราะห์ร้ายมีอาการโคม่า เนื่องจากตับไตไม่ทำงาน ร่างกายไม่ตอบสนอง ต้องรักษาตัวอยู่ในหออภิบาลผู้ป่วยวิกฤตฯ โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช ขณะที่ครอบครัว ร้องขอให้แพทย์ช่วยชีวิตหวังให้เกิดปาฏิหาริย์ 
ล่าสุดวันนี้ (15 ส.ค.63) เมื่อเวลาประมาณ 12.30 น. มีรายงานว่า “น้องกองบิน” เสียชีวิตแล้ว หลังจากนี้ตำรวจเตรียมแจ้งข้อหาผู้เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวต่อไป
Featured

พ่อค้ายาซิ่งหนีการจับกุม พลาดล้มสาหัสทั้งคนร้ายทั้งตำรวจ เข็มไมล์ค้างที่ 140

พ่อค้ายาบ้าซิ่งจักรยานยนต์หนี หลังโดนตำรวจไล่ล่าขณะล่อซื้อยาบ้า เกี่ยวกันจนล้มคว่ำเจ็บสาหัสทั้ง 2 ฝ่าย

(7 ส.ค.63) เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางจัก อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง ได้รับแจ้งมีรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนกันมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 รายเหตุเกิดบริเวณถนนสายวิเศษชัยชาญ-ผักไห่ หมู่ที่ 3 ต.ท่าช้าง อ.วิเศษชัยชาญ อ.เมือง จ.อ่างทอง หลังได้รับแจ้งทางเจ้าหน้าที่จึงประสานเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูรุดไปยังที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงพบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า นินจา สีดำ ไม่ติดแผ่นป้ายคว่ำอยู่บริเวณข้างทางสภาพพังเสียหายเกือบทั้งคัน ห่างไปเล็กน้อยพบรถจักรยานยนต์ฮอนด้า โนวาแดช แต่งซิ่ง หมายเลขทะเบียน กตจ 265 อ่างทอง ชนกับเสาหลักกิโลเมตรจนรถพังยับ โดยเมื่อตรวจสอบบริเวณไมล์วัดความเร็วก็ต้องตกใจเมื่อเข็มไมล์ค้างอยู่ที่ความเร็ว 140 กม./ชม.

นอกจากนี้ยังพบยาบ้าชนิดสีส้มกว่า 100 เม็ด ใส่ ซองไปรษณีย์พาสเทล และ ซองไปรษณีย์สีพาสเทล ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน ใกล้ที่เกิดเหตุพบร่างผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย ทราบชื่อภายหลังว่าชื่อ ส.ต.อ.ธนบดี เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.วิเศษชัยชาญ ได้รับบาดเจ็บซี่โครงหัก ไหปลาร้าหัก ส.ต.ต.พิสุทธิ์ ได้รับบาดเจ็บไหปลาร้าซ้ายหัก ส่วนอีกรายเป็นคนขับรถฮอนด้าแดช ชื่อ นายอนุทัศน์ อายุ 30 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัส ทางเจ้าหน้าที่จึงรีบนำตัวทั้ง 3 คนส่ง รพ.วิเศษชัยชาญ  

ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่าขณะที่ตนกำลังทำงานเห็นรถจักรยานยนต์ทั้งสองคันขับไล่ประกบกันมาด้วยความเร็วสูง จนหายลับไปเนื่องจากเป็นทางโค้ง สักพักได้ยินเสียงดังคล้ายรถชนก่อนที่จะมีรถตำรวจและมูลนิธิวิ่งตามมาจึงวิ่งมาดูก็พบว่ารถทั้งสองคันเกิดอุบัติเหตุจนตกลงไปข้างทางแล้ว 

ขณะที่หนึ่งในเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.วิเศษชัยชาญ เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุทางเจ้าหน้าที่ตำรวจติดต่อซื้อยาบ้าจากนายอนุทัศน์จำนวน 50 เม็ด โดยนัดส่งกันที่บริเวณสะพานคลองน้ำเชี่ยว ต.ไผ่จำศีล อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 5 กม. ขณะที่กำลังวางกำลังเพื่อจับกุมนายอนุทัศน์ซึ่งขับรถจักรยานยนต์ฮอนด้าแดชมาก่อนเวลานัดหมาย เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไหวตัวขับหลบหนี ทาง ส.ต.อ.ธนบดี และ ส.ต.ต.พิสุทธิ์  จึงขับรถจักรยานยนต์ไล่ตามจนกระทั่งมาประสบอุบัติเหตุ เบื้องต้นอาการทั้งหมดสาหัสโดยทางแพทย์ยังคงต้องรักษาอาการอย่างใกล้ชิด  

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วิเศษชัยชาญ เตรียมอายัดตัวนายอนุทัศน์ไว้ดำเนินคดีในข้อหามียาเสพติดไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยนายอนุทัศน์เคยมีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและเคยต้องคดีในเรื่องของความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ซึ่งเพิ่งพ้นโทษจากเรือนจำมาไม่นานก็กลับมาก่อเหตุอีก 

Featured

คลิปนาที 11 ชีวิตรอดหวุดหวิด กระบะพุ่งข้ามเลนเทกระจาด เกือบพาครอบครัวตายหมู่

วงจรปิดจับภาพระทึก คนขับกระบะหลับใน ขับพุ่งข้ามเกาะพลิกตะแคงเทกระจาดหวิดดับหมู่ 11 ชีวิต

ผู้สื่อข่าวประจำ จ.สุรินทร์  พึ่งได้รับการเปิดเผยคลิปภาพกล้องวงจรปิด จากการเกิดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น เมื่อเวลา 13.15 น. ของวันที่ 5 สิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา หลังจากเจ้าหน้าที่อาสาหน่วยกู้ภัยสว่างจรรยาธรรมสถาน จุด อ.ปราสาท จ.สุรินทร์  ได้รับแจ้งว่าได้เกิดอุบัติเหตุรถปิกอัพหลับในเสียหลักชนเกาะกลางถนน ก่อนพลิกคว่ำและพุ่งข้ามเลน เทกระจาดมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย

หลังจากรับแจ้งเหตุจึงได้ประสานไปทาง พ.ต.ต เกียรติศักดิ์ ชุ่มพุทรา พนักงานสอบสวนเวรสถานีตำรวจภูธรปราสาท อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ พร้อมหน่วยกู้ชีพตำบลบ้านพลวง หน่วยกู้ชีพตำบลหนองใหญ่ รุดไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ พร้อมเจ้าหน้าที่อาสาหน่วยกู้ภัยสว่างจรรยาธรรมบุรีรัมย์ จุด อ.ปราสาท

สถานที่เกิดเหตุ อยู่บนทางหลวงหมายเลข 214  ถนนสายสุรินทร์-ช่องจอม บริเวณยูเทิร์นจุดกลับรถ ก่อนถุงโรงงาน กล่องกระดาษ และ กล่องกระดาษสำเร็จรูป อ.ปราสาท  บ้านพลวงใต้ ม.2 ต.บ้านพลวง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ในที่เกิดเหตุพบรถปิกอัพ ยี่ห้อ ISUZU D-MAX สีเปลือกมังคุต หมายเลขทะเบียน 1743 สุรินทร์ เสียหลักชนเกาะกลางถนนพลิกคว่ำพุ่งข้ามเลนในสภาพรถปิกอัพตะแคงข้างพังเสียหายยับเยินทั้งคัน ถัดไปในจุดเกิดเหตุพบผู้ได้บาดเจ็บทั้งหมดจำนวน 11 ราย ทราบชื่อผู้ขับขี่ คือ นายยุทธนา อายุ 24 ปี พยายามคลานออกมาจากตัวรถได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

รายที่ 2 คนนั่งข้างเพศหญิง ไม่ทราบชื่อ มีแผลถลอกตามร่างกายแขนขวาผิดรูปรู้สึกตัวดี รายที่ 3 เด็กน้อย มีแผลถลอกตามร่างกายมีแผลบวมโนที่ศีรษะเจ้าหน้าที่อาสาหน่วยกู้ภัยสว่างจรรยาธรรมบุรีรัมย์ จุด อ.ปราสาท เข้าให้การช่วยเหลือร่วมกับ หน่วยกู้ชีพหนองใหญ่ ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ณจุดเกิดเหตุ ส่งต่อให้หน่วยกู้ชีพบ้านพลวง เคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บนำส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลปราสาทเป็นการเร่งด่วน ส่วนญาติพี่น้องที่นั่งมาท้ายกระบะอีก 8 ราย ถูกเทกระจาดกระเด็นลงข้างทาง บาดเจ็บเพียงเล็กน้อย อาการปลอดภัย

จากการสอบถามคนขับรถปิกอัพ ทราบชื่อ คือนายยุทธนา อายุ 24 ปี เล่าว่าตนเองพร้อมครอบครัวและญาติพี่น้องได้พากันเดินทางจาก อ.พนมดงรัก เพื่อไปเที่ยวที่ตลาดการค้าชายแดนช่องจอม และขับรถมุ่งหน้าเข้าไปซื้อของที่ตลาดอำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ขณะมาถึงจุดเกิดเหตุตนเองเกิดอาการวูบหลับในไปชั่วขณะทำให้รถเกิดเสียหลักไปพุ่งเข้าชนเกาะกลางถนนตนเองสะดุ้งตกใจมารู้ตัวอีกทีตอนรถพุ่งข้ามเลนพลิกคว่ำเทกระจาดรถปิกอัพตะแคงข้างอยู่กลางทางแล้วแต่โชคดีที่ตนเองและญาติพี่น้องไม่เป็นอะไรมากบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย

พ.ต.ต เกียรติศักดิ์ ชุ่มพุทรา พนักงานสอบสวนเวรสถานีตำรวจภูธรปราสาท อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ได้ทำการเข้าตรวจสอบเนื่องจากมีทรัพย์สินทางราชการเสียหายเก็บภาพและข้อมูลเพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานเรียบร้อยแล้วจึงแจ้งให้รถยกดำเนินการยกลากเคลื่อนย้ายนำไปเก็บรักษาเพื่อสอบปากคำผู้ขับขี่ต่อไป

Featured

ลูกค้าสาวถึงกับอึ้ง! กินหมูกระทะเจอเข็มฉีดยาในเนื้อหมู กินต่อไม่ลงยังโดนร้านปรับ

ลูกค้ายกแก๊งไปกินหมูกระทะ สุดช็อกเจอเข็มฉีดยาในเนื้อหมู กินไม่ลงเรียกเช็กบิล ช็อกซ้ำสองถูกเรียกเก็บค่าปรับกินอาหารเหลือ

(31 ก.ค.) ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์ข้อความเล่าเหตุการณ์หลังจากไปกินร้านหมูกระทะแห่งหนึ่ง ใกล้คลังเก็บสินค้า ถุงแก้วฝากาว และ ถุงแก้วแถบกาว แล้วเจอเข็มฉีดยาในเนื้อหมู หลังจากนั้นจึงมีการแจ้งพนักงาน และเจ้าของร้านมาดูและขอโทษ โดยบอกว่าจะแจ้งคนส่งหมูให้

ซึ่งผู้โพสต์และเพื่อนๆ เริ่มรู้สึกกินกันไม่ลงแล้ว อาหารที่ตักมาก็กินไม่หมด จึงขอเช็กบิลและกำลังจะเดินออกจากร้าน ปรากฏว่าพนักงานเดินมาเรียกให้จ่ายค่าปรับ 80 บาท เพราะอาหารเหลือ  จึงมีการท้วงไปว่าพวกตนเจอเหล็กในเนื้อหมู ยังจะเก็บอีกเหรอ

เจ้าของร้านจึงบอกว่าจะลดค่าปรับให้ครึ่งนึง กลุ่มของผู้โพสต์จึงควักแบงก์ 100 บาทออกมาจ่าย กลับได้เงินทอนมาแค่ 40 บาท ซึ่งตอนนั้นหน้าผู้โพสต์เริ่มไม่โอเค เจ้าของร้านจึงบอกว่าลดเหลือ 50 บาท ก็ได้

“เข้าใจว่าไม่ใช่ความผิดเขา เพราะเขาก็รับหมูมาอีกที แต่คุณเป็นเจ้าของร้านอะ คุณก็ควรรับผิดชอบหน่อยปะวะ กินไปแทงคอตายขึ้นมาทำไง จ่ายก็จ่ายราคาเต็ม ยังมีหน้ามาปรับ ใครจะกินลง เจอเข็มเสียบคาหมูขนาดนั้นอะ ไม่อยากจะด่า” ผู้โพสต์ตั้งคำถามทิ้งท้าย

Featured

“งิ้วแก้ผ้า” หนุ่มอ่างทองเปลื้องผ้า แก้บนหลวงพ่อขาว หลังเกณฑ์ทหารได้ใบดำ

เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2563 ที่วัดหลวงพ่อขาว ตำบลหลักแก้ว อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง มีชาวบ้านแห่มาแก้บน หลังบนไว้ว่าให้จับได้ใบดำตอนเกณฑ์ทหาร แล้วจะมาเล่นงิ้วแก้ผ้า โดยจะวิ่งแก้บนไปโดยรอบหลวงพ่อขาว

หนึ่งในนั้น คือ นายพีรพัฒน์ เสาศิริ อายุ 21ปี ชาวตำบลมหาดไทย อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง ลูกเจ้าของร้านจำหน่าย ซองไปรษณีย์พาสเทล และ ซองไปรษณีย์สีพาสเทล ที่ก่อนหน้านี้ได้มาบนบานหลวงพ่อขาว โดยจุดธูป 5 ดอก ขอให้จับได้ใบดำในการตรวจคัดเลือกทหารกองเกิน เมื่อวันที่ 25 ก.ค. ที่ผ่านมา เมื่อจับได้ใบดำสมดั่งใจปรารถนาจึงเดินทางมาวิ่งแก้บน “งิ้วแก้ผ้า” รอบหลวงพ่อขาว ตามจำนวนที่ได้บอกเล่าต่อหลวงพ่อขาวไว้

ด้าน นางประเทือง สภาพักร อายุ 59 ปี แม่ค้าขายอาหารตามสั่ง ที่มีร้านค้าอยู่ติดกับวัดหลวงพ่อขาว เล่าให้ฟังว่า จะพบเห็นงิ้วแก้ผ้าเป็นประจำในทุกปี ในช่วงฤดูกาลเกณฑ์ทหาร และจะได้ยินเสียงปี๊บตีดังตั้งแต่หัวค่ำยันเช้า ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่จะทราบดีว่ามาวิ่งแก้ผ้าแก้บน

สำหรับการวิ่งแก้ผ้าแก้บนนั้น จะมีการจ้างลุงบุญชู สุขขีทรัพย์ อายุ 55ปี ผู้ที่ดูแลทำความสะอาดศาลาหลวงพ่อขาว ในการวิ่งแก้ผ้าแก้บน โดยลุงบุญชู บอกว่า ช่วงนี้รายได้ดี เพราะมีผู้มาบนบานศาลกล่าวกันอย่างต่อเนื่อง ส่วนในช่วงกลางคืนก็มีชาวบ้านเดินทางมาแก้บนกันตลอดทั้งคืน ส่วนตนเองก็มีความสุข สนุกสนาน ที่ร่วมวิ่งแก้บนกับลูกหลานไปทุกคืน

สำหรับหลวงพ่อขาว เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นสีขาวป่าเลไลยก์ พระพุทธรูปศิลปะสมัยกรุงศรีอยุธยาหน้าตักกว้าง 1 เมตร สูง 1.80 เมตร ประดิษฐานอยู่ภายในวิหารข้างองค์การบริหารส่วนตำบลหลักแก้ว โดยในช่วงเกณฑ์ทหารจะมีชาวบ้านจำนวนมากเดินทางมาบนบานศาลกล่าวให้พ้นจากการถูกทหารกองเกิน หลังจากสมหวังจะเดินทางมาแก้บนในยามค่ำคืนด้วยการเปลือยกายแล้ววิ่งแก้บน หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “งิ้วแก้ผ้า” ตามจำนวนรอบที่ได้ทำการบนบานเอาไว้

ทั้งนี้ มีเรื่องเล่าด้วยว่า บริเวณที่ประดิษฐานหลวงพ่อขาว เดิมทีเป็นวัดในสมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมากลายสภาพเป็นวัดร้าง และเป็นสุสานฝังศพทารก และสถานที่เลี้ยงวัวควายของชาวบ้าน เดิมทีหลวงพ่อขาว มีเพียงพระเศียรกับพระอุระโผล่ขึ้นมาจากดิน แต่ชาวบ้านยังไม่ทราบถึงความศักดิ์สิทธิ์ ต่อมาในช่วงที่มีการคัดเลือกทหารกองเกิน แล้วมีคนไปบนบานว่าหากไม่ถูกทหารเกณฑ์จะมาวิ่งแก้ผ้า ตีปี๊บ โดยรอบหลวงพ่อขาว และผู้ที่บนนั้นก็ไม่ถูกทหารจริงๆ นับตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมาในช่วงเกณฑ์ทหาร ก็จะมีชาวบ้านในพื้นที่และใกล้เคียงเดินทางมาบนบาน และเมื่อเกณฑ์ทหารแล้วก็จะพบว่า มีวัยรุ่นจำนวนมากเดินทางมาวิ่งแก้ผ้า แก้บนเคาะปี๊บกันเป็นประจำทุกปี สืบต่อกันมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

Featured

โต้ข่าวลือ แพทย์หญิงถูกต่อยไม่ได้ลาออก รพ.ให้หยุดจนร่างกาย-จิตใจดีขึ้น

ข่าวลือในโซเชียลว่าแพทย์หญิงลาออก หลังถูกแก๊งโจ๋บุก รพ.ทำร้าย ทางโรงพยาบาลออกมาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (22 ก.ค.) กรณีที่โลกโซเชียลมีกระแสข่าวว่าแพทย์หญิงที่ถูกทำร้ายร่างกายภายในห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลวิภารามชัยปราการ ใกล้ร้านจำหน่าย ถุงแก้วฝากาว และ ถุงแก้วแถบกาว ยื่นหนังสือลาออกเร่งด่วนนั้น ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปสอบถามที่โรงพยาบาลวิภารามชัยปราการ นายพรประเสริฐ ยุติรรม หัวหน้าแผนกฝ่ายบุคคลและธุรการ ของโรงพยาบาลวิภารามชัยปราการ ได้ออกมากล่าวปฏิเสธว่าในเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง

แพทย์หญิงคนที่ถูกทำร้ายยังไม่ได้ลาออกแต่อย่างไร เพียงแต่ในช่วงนี้สภาพจิตใจของแพทย์หญิงคนดังกล่าว ยังหวาดผวากับเรื่องที่เกิดขึ้น ทางผู้บริหารจึงได้ให้ลาหยุดจนกว่าสภาพร่างกายและจิตใจจะมีความพร้อมที่จะกลับมาทำงาน

ซึ่งทางโรงพยาบาลวิภารามเองก็มีโรงพยาบาลอยู่ในเครือหลายแห่ง หากแพทย์หญิงคนดังกล่าวหวั่นเกรงเรื่องความปลอดภัย ทางผู้บริหารเองก็ให้ไปประจำการณ์ที่โรงพยาบาลสาขาอื่นซึ่งมีอยู่หลายที่ทั่วประเทศ และจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทรัพย์ของทางโรงพยาบาลก็ไม่ได้มีอะไรเสียหายแต่อย่างใด

ด้าน โรงพยาบาลเมืองสมุทรปู่เจ้า นายแพทย์รังษี ธีรศิลป์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลเมืองสมุทรปู่เจ้า เปิดเผยว่า ในเรื่องความเสียหายที่ออกไปตามโลกโซเชียล เป็นความเสียหายที่เป็นตัวเลขค่อนข้างจะเยอะ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตนเองก็ยังไม่ทราบในเรื่องรายละเอียดอะไร

เพราะทางโรงพยาบาลมีประกันภัยอยู่ และทางเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลในส่วนกลางก็กำลังพูดคุยกันอยู่ แต่เท่าที่สำรวจเบื้องต้นโชคดีที่เครื่องมือราคาแพงที่อยู่ในห้องฉุกเฉิน ผู้ก่อเหตุไม่ได้หยิบไปใช้เป็นอาวุธในการทำร้ายกัน ความเสียหายน้อยกว่าที่เป็นข่าวอยู่ในโซเชียลเยอะ

ตอนนี้ตนอยากให้สนใจในเรื่องความเสียหายทางด้านจิตใจของเจ้าหน้าทีบุคคลากรทางการแพทย์ผู้ป่วยและญาติของผู้ป่วยที่อยู่ขณะเกิดเหตุ ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่ดึกมาก มีคนมาใช้บริการพอสมควร ประการแรกที่โรงพยาบาลเราทำก็คือ รีบเก็บกวาดทำความสะอาดซ่อมแซมในเบื้องต้น เพื่อให้กลับมาให้บริการได้ตามปกติได้เร็วที่สุด เราไม่ได้หยุดให้บริการ

ส่วนในเรื่องจิตใจหลังจากเหตุสงบแล้วก็ได้ไปสอบถามเจ้าหน้าที่และน้องพยาบาล ที่เห็นอยู่ในคลิป ที่ไปขวางไปช่วยผู้ป่วยโดยไม่ห่วงความปลอดภัยของตัวเอง ตนได้สอบถามแล้วว่าไหวหรือเปล่าอยากจะหยุดพักหรือไม่  แต่เขาตอบว่าไม่พักยืนดีทำงานต่อ ด้วยเป็นมืออาชีพ ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวและความปลอดภัยของตัวเองก็ช่วยแต่คนไข้ก่อน

Featured

แพทย์ชันสูตรศพพบพิรุธ หนุ่มขับกระบะตกข้างทาง ดูสภาพรถยิ่งมั่นใจฆ่าแล้วจัดฉาก

จากกรณีพบกระบะตกข้างทาง บริเวณ 4 แยก บริเวณหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์เพชรบุรี บนถนนสายบายพาสชะอำ-ปราณบุรี ขาล่องใต้ ตำบลสามพระยา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ภายในรถพบศพของ นายพิธยุทธ อายุ 42 ปี พนักงานโรงงานซองไปรษณีย์พาสเทล  ซองไปรษณีย์สีพาสเทลชาวจังหวัดสุพรรณบุรี นอนเสียชีวิตอยู่ บนเบาะคนขับ ในสภาพใบหน้าบวมปูด บริเวณดวงตาทั้ง 2 ข้างและจมูกคล้ายถูกของแข็งทุบตีเป็นแนวยาว ใต้คางมีบาดแผลฉีกขาดขยะขนาดใหญ่ 1 แผล และพบกองเลือดพื้นรถเสียชีวิตภายในรถมาแล้วไม่ต่ำกว่า 6-7 ชั่วโมง เหตุเกิดเมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 13 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา

ความคืบหน้าล่าสุดวันนี้ 14 กรกฎาคม 2563 เวลา 13.00 น. ที่บริเวณหน้าสถานีตำรวจภูธรชะอำ จังหวัดเพชรบุรี นางเยาว์พา อายุ 40 ปี น้องสาวของ นายพิธยุทธ อายุ 42 ปี ผู้ตาย พร้อมด้วยญาติๆ ลุกชายและลูกสาวผู้ตาย ร่วม 6 คน ได้เดินทางมาที่สถานีตำรวจภูธรชะอำ เพื่อนำเอกสารหลักฐานการผ่าพิสูจน์ผลการชันสูตรศพของ นายพิธยุทธ ผู้ตายมามอบให้แก่เจ้าหน้าที่ โดยแพทย์ยื่นยันว่า ศีรษะได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง สมองฟกช้ำ และเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง เสียชีวิต และลงบันทึกประจำวันเพื่อให้ตำรวจดำเนินคดีกับคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุฆ่าพี่ชายของตนเอง

นางเยาว์พา อายุ 40 ปี น้องสาวผู้ตายเล่าว่า วันนี้ได้เดินทางไปรับผลผ่าพิสูจน์ศพของพี่ชายที่โรงพยาบาลพระเจ้าเกล้าจังหวัดเพชรบุรี  โดยทางแพทย์ได้เล่าให้ตนฟังว่า ดูจากร่างกายพบว่าที่บริเวณตา หน้าอก และใบหน้ามีสภาพเละ นอกจากนี้ แพทย์เห็นที่เกิดเหตุจากข่าวที่ออกอากาศ พบว่ามีรอยเลือดที่ขอบประตูด้านล่างฝั่งขวา และรอยเลือดที่ติดกับมือเปิดประตูฝั่งซ้ายด้านนอก แล้วบอกตนว่าเป็นการฆาตกรรม หรือเป็นการจัดฉากขึ้นมา แพทย์บอกว่าถ้าตายในรถ สภาพที่เกิดเหตุในรถที่ชนในระดับนี้ หน้ารถสิ่งของจะต้องกระจัดกระจาย และมีรอยเลือดกระเด็นเต็มหน้าคอนโซลรถ แต่ในรถไม่พบรอยเลือดกระจายบนรถเลย

ส่วนตัวเอง ตนไม่เชื่อว่าเป็นอุบัติเหตุ เชื่อว่าสาเหตุน่าจะเกิดจากที่พี่ชายตนมีปัญหากับผู้ชายคนหนึ่งมาก่อนหน้านี้ ตนมั่นใจว่าผู้ชายคนดังกล่าวได้เคยขู่อาฆาตกับพี่ชายตนมาแล้ว โดยจะฆ่าพี่ชายให้ตาย ตนเชื่อว่าเป็นชายคนนี้แน่นอน ตลอดเวลาที่พี่ชายอยู่ที่ตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน ไม่เคยมีเรื่องกับใคร จึงวอนให้ตำรวจเร่งติดตามจับตัวคนร้ายรายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้

Featured

เศรษฐินีอุดรฯ ถูกหวย 90 ล้าน จัดงานวันเกิดโปรยแจกเงิน-ทอง คืนความสุขชาวบ้าน

แม่วรรณลี หญิงชาวอุดรถูกหวย 90 ล้าน คืนความสุขให้ชาวบ้าน โปรยเงินและทองรวม 3 แสนกว่าบาท 

วันนี้ (12 ก.ค. 63) เมื่อเวลา 11.00 น. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบ้านเลขที่ 171 หมู่ 10 บ้านหนองเหี้ย ต.หนองหว้า อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี พบ นางวรรณลี ปัญญาใส อายุ 48 ปี พนักงานโรงงานถุงแก้วฝากาว ถุงแก้วแถบกาวสาวผู้โชคดีถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 งวดประจำวันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 หมายเลข 149840 จำนวน 15 ใบ 90 ล้านบาท ได้จัดงานวันคล้ายวันเกิด อายุครบ 48 ปี และทำบุญบ้าน โดยมีการจัดอาหารเลี้ยงแขกที่มาอวยพรกว่า 200 คน และจัดหมอลำให้รับชม แต่ที่เป็นกิจกรรมสำคัญในงานวันนี้คือการแจกทองคำหนัก 1 สลึง จำนวน 30 เส้น และเงินธนบัตรฉบับละ 20 บาท เป็นเงินจำนวน 7 หมื่นบาท รวมมูลค่า 3 แสนบาท โดยการใช้พารามอเตอร์หรือร่มบินโปรยลงมาให้ชาวบ้านเก็บ ซึ่งผู้ที่มาร่วมงานจะได้รับแจกหน้ากากอนามัย วัดอุณหภูมิก่อนเข้ามาร่วมงานด้วย

หลังจากเสร็จพิธีสงฆ์ ญาติและแขกที่มาร่วมงานได้อวยพรวันเกิดและรับประทานอาหาร เวลา 16.00 น. พ.ต.ท.สุรพล ทองเงิน สว.สส.สภ.ประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี ได้นำพารามอเตอร์หรือร่มบิน จากชมรมร่มบินอุดรธานี จำนวน 10 เครื่อง นำห่อธนบัตรฉบับละ 20 บาท จำนวน 7 หมื่นบาท และห่อกระดาษมีชื่อและลายเซ็นนางวรรณลี จำนวน 30 แผ่น เพื่อนำมาแลกเป็นทองคำกับนางวรรณลี ขึ้นบินไปบนท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านหนองเหี้ย แล้วโปรยห่อกระดาษเงินและทองลงมา โดยมีชาวบ้านที่ทราบข่าวมายืนรอเก็บเงินและทองประมาณ 3,000 คน ทุกคนรอเก็บอย่างสนุกสนาน ใช้เวลาบินโปรยทองประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งมี พ.ต.ท.พิชิต เทพจันทร์ สวป.สภ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี นำกำลังตำรวจและ อส. 30 นาย มารักษาความสงบเรียบร้อย

ส่วนผู้ที่เก็บได้กระดาษมีชื่อและลายเซ็นนางวรรณลี  ส่วนมากจะเป็นเด็กและเยาวชน เมื่อพบว่าเก็บได้ทองคำ ต่างก็วิ่งไปบอกพ่อแม่ ผู้ปกครอง โดยน้องแชมป์ และ น้องตั้นท์ อายุ 14 ปี ชาวบ้านหนองเหี้ย สองผู้โชคดีได้ทองคำ เล่าว่า ดีใจ มีความสุขที่สุด จะนำลายเซ็นไปแลกสร้อยคอทองคำ นำไปไว้เป็นทุนการศึกษา และขอบคุณแม่วรรณลี ที่แจกโชคให้ในวันนี้ 

นางปิยะพร อายุ 47 ปี ผู้โชคดีคนอีกคนที่ได้รับทอง เปิดเผยว่า ช่วงค่ำเดินทางมาเป็นแขกมาร่วมงานวันเกิดนางวรรณลี โดยจอดรถยนต์ไว้ที่สนามโรงเรียน แล้วเดินมาบ้านงานกับเพื่อน พอเดินมาใกล้บ้านก็พบกระดาษในถังขยะ จึงเก็บมาเปิดในบ้าน พบว่าได้เงิน 20 บาท และทองคำหนัก 1 สลึง ดีใจมาก จึงนำไปแลกทองคำ เป็นสร้อยคอทองคำหนัก 1 สลึง 

นางวรรณลี ปัญญาใส อายุ 48 ปี เจ้าของวันเกิด เปิดเผยว่า วันนี้จะคืนความสุขให้ญาติพี่น้อง และแขกผู้มาร่วมงาน โดยจะแจกทองหนัก 1 สลึง 30 เส้น และเงิน 7 หมื่นบาท รวมทั้งสองอย่างมูลค่า 3 แสนกว่าบาท แนวคิดที่จัดงานวันเกิดและแจกเงินและทองเพราะว่า ภูมิใจที่ถูกหวย 90 ล้าน เพราะเทวดามองเห็นที่เราเป็นคนดี อีกทั้งเป็นวันเกิด วันทำบุญบ้าน จึงอยากมอบความสุขให้ผู้โชคดี คนไหนไม่ได้ทอง ก็ได้เงิน 20 บาท คนที่ได้ทอง ก็ขอให้มีความสุข พบเจอแต่สิ่งดีๆ ทำสิ่งใดก็ให้ประสบผลสำเร็จในชีวิต

Featured

รวบแล้ว ผัวฆ่าปาดคอเมีย ก่อนขโมยเงินมาเที่ยวผู้หญิง สารภาพแค้นเมีย ขอเงินไม่เคยให้

ตำรวจโคราช รวบตัวฆาตกรฆ่าปาดคอเมียได้แล้ว หลังก่อเหตุขโมยเงินเมียมาเที่ยวผู้หญิงในตัวเมือง สารภาพทำไปเพราะรำคาญเมียบ่นขอเงินไม่ยอมให้

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า คดีนางเล็ก คำเคน อายุ 73 ปี ถูกฆ่าปาดคอเสียชีวิตอยู่ภายในบ้านชั้นเดียวหลังโรงงานซองพลาสติกกันกระแทก  ซองกันกระแทกพลาสติก บ้านเลขที่ 74 หมู่ที่ 10 บ้านดอนลำดวน ต.ประสุข อ.ชุมพวง จ.นครราชีมา โดยมีชาวบ้านพบศพขึ้นอืดคาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 วัน ซึ่งจากคำให้การของญาติผู้เสียชีวิตคาดว่าผู้ก่อเหตุคือนายอำนวย บุญส่ง อายุ 63 ปี ชาว จ.สุรินทร์ สามีของผู้เสียชีวิต เนื่องจากหลังก่อเหตุ นายอำนวยฯ ได้เขียนจดหมายทิ้งไว้ 1 ฉบับ ใจความว่า “รำคาญ จู้จี้จุกจิกขี้บ่น กูขยะแขยงมึง” จากนั้นนายอำนวยได้หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 แล้ว

ล่าสุด เมื่อคืนที่ผ่านมา เวลา 19.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา ได้ตามจับกุมนายอำนวย บุญส่ง ได้ที่บริเวณสวนรักษ์หน้าวัดพายัพ อ.เมืองนครราชสีมา โดยนายอำนวยให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุฆ่าปาดคอนางเล็ก คำเคน ภรรยาของตนเองจริง สาเหตุเพราะขอเงินภรรยาแล้วไม่ยอมให้ และถูกภรรยาบ่นให้ชุดใหญ่ จึงเกิดบันดาลโทสะ รอจังหวะที่ภรรยานอนหลับ ใช้มีดปาดคอจนเสียชีวิต หลังจากนั้นได้ขโมยเงินสดของภรรยาจำนวนหนึ่ง นั่งรถโดยสารเข้ามาในตัวเมืองนครราชสีมา ต่อมาได้นำเงินมาซื้อบริการทางเพศกับสาวบริการ และซื้อกาวมานั่งดมสารระหายที่บริเวณสวนสาธารณะ ก่อนที่จะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา จับกุมตัวได้ในที่สุด ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ควบคุมตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Featured

ข้าวเหนียวมูนทำพิษ หามชาวบ้าน 63 ราย อาเจียน-ท้องเสีย ส่ง รพ.ด่วน

หามชาวบ้าน 63 ราย ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ส่ง รพ.พะเยา มีอาการอาเจียนและท้องเสีย หลังกินข้าวเหนียวมูนที่ซื้อมาจากตลาด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (9 ก.ค.) ชาวบ้านในเขตพื้นที่ อ.เมือง และ อ.ดอกคำใต้ จำนวน 63 ราย ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ต่างเข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลพะเยาข้างโรงงานถุงฟอยด์  ถุงเมทัลไลท์ ที่มีอาการอาเจียนและท้องเสีย หลังจากรับประทานข้าวเหนียวมูน ที่ซื้อมาจากตลาด

แพทย์หญิงจิรพร ภัทรนุธาพร ผู้อำนวนการโรงพยาบาลพะเยา ได้เข้าเยี่ยมดูอาการของผู้ป่วยที่มารักษาตัวที่โรงพยาบาลพะเยา หลังจากที่เมื่อเย็นวานนี้มีผู้ป่วยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เข้ามารักษาตัวโดยมีอาการอาเจียนและท้องเสีย

จากการสอบถามทราบว่าทุกรายต่างก็บอกว่ารับประทานข้าวเหนียวมูนมา ซึ่งทางโรงพยาบาลได้ทำการรักษา โดยที่ขณะนี้สามารถกลับบ้านได้ 19 ราย และยังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล 44 ราย มีอาการหนัก 1 รายซึ่งเป็นผู้สูงอายุที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด

และขณะนี้ทางหน่วยสอบสวนโรคของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพะเยา ได้ออกทำการสอบสวนหาที่มาของโรค และฝากเตือนประชาชนให้ควรระวังอาหารในช่วงฤดูร้อน อาหารจะเสียได้ง่าย ผู้ประกอบการควรเก็บอาหารไว้ในที่มีอุณหภูมิที่เหมาะสม

Featured

เด็กหญิง 5 ขวบ ถูกพ่อเลี้ยงวัย 17 เอาไฟลนอวัยวะเพศ แม่บอกลูกใส่ร้ายผัวใหม่

พ่อพาลูกสาวร้องทุกข์ ลูกสาววัย 5 ขวบ ถูกสามีใหม่ของอดีตเมียทำร้าย เอาไฟลนอวัยวะเพศและขาพุพอง

(8 ก.ค.63) เมื่อเวลา 12.00 น. ที่มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี หมู่ 2ถ.รังสิต-นครนายก (คลอง 7), ตำบลลำผักกูด อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี  นายเอก (นามสมมุติ) อายุ 46 ปี พนักงานโรงงานซองไปรษณีย์พาสเทล  ซองไปรษณีย์สีพาสเทล ชาว จ.สุพรรณบุรี พาน้องเมย์ (นามสมมุติ) ลูกสาววัย 5 ขวบ เข้าร้องทุกข์ต่อ นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ ขอช่วยติดตามคดี กรณีน้องเมย์ถูก นายต้น (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี พ่อเลี้ยง ใช้ไฟแช็คลนที่บริเวณขาและอวัยวะเพศจนผิวหนังพุพองเป็นแผลหลายแห่ง แถมข่มขู่ห้ามบอกว่าใครทำ ขณะที่แม่ของลูกชื่อนางแหม่ม (นามสมมุติ) อายุ 34 ปี อ้างว่า ลูกสาวซุกซนนั่งทับยาจุดกันยุงเอง และแถมยังบอกกับลูกสาวว่าอย่าไปใส่ร้ายพ่อเลี้ยง

นายเอก กล่าวว่า ตนแยกทางกับนางแหม่มมาประมาณปีเศษ โดยตกลงกันว่าจะแบ่งเวลากันดูแลน้องเมย์ วัย 5 ขวบ ลูกสาวคนเดียว ในวันจันทร์-ศุกร์ ลูกอยู่กับแม่ ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ ลูกจะอยู่กับพ่อ ต่อมานางแหม่มก็มีสามีใหม่ คือ นายเอก อายุ 17 ปี อยู่กินกันที่บ้านนางแหม่มใน จ.สุพรรณบุรี กระทั่งเมื่อปลายเดือน พ.ค 63 ตนได้ไปรับลูกมาอยู่ด้วยเห็นลูกมีอาการผิดปกติซึมเศร้าไม่ร่าเริง และที่ผิวหนังบริเวณต้นขาหลังทั้งสองข้างและอวัยวะเพศมีบาดแผลพุพองจากการถูกไฟลนทั้งรอยเก่าและรอยใหม่ พอถามลูกก็ไม่ยอมบอกว่าไปโดนอะไรมา ตนจึงคิดว่าลูกอาจจะเล่นซนก็เป็นไป จากนั้นก็พาน้องเมย์ไปส่งคืนกับแม่

ต่อมาวันที่ 5 มิ.ย.63 ตนก็ได้ไปรับน้องเมย์มาดูแลอีกครั้ง ก็พบว่าบริเวณรอยเดิมที่เป็นแผลใกล้อวัยวะเพศยังไม่หายและมีแผลใหม่เกิดขึ้นเพิ่มอีก ซึ่งนางแหม่มบอกว่าน้องเมย์อาจจะซุกซนไปนั่งทับยาจุดกันยุงจนเป็นแผล ซึ่งตนก็คิดว่าไม่น่าเป็นไปได้ ตนต้องใช้เวลาถามลูกอยู่นานกว่าลูกจะยอมบอกว่าบาดแผลที่เกิดขึ้นเพราะถูกนายเอก พ่อเลี้ยง ใช้ไฟแช็คลนต้นขาและอวัยวะเพศ ตอนที่นอนอยู่ในห้องกัน 2 คน เวลาที่แม่ไม่อยู่ เพราะนายเอกโมโหที่น้องเมย์ปัสสาวะรดที่นอน ซึ่งตอนที่ถูกทำรู้สึกปวดแสบปวดร้อนแต่ต้องอดทน เพราะนายเอกข่มขู่ห้ามบอกใคร

หลังทราบเรื่องตนก็ไม่ได้พาน้องเมย์ไปส่งให้แม่อีกเลย และได้พาลูกไปแจ้งความที่ สภ.ศรีประจันต์ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งเด็กไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลแล้ว แต่ยังไม่ได้สอบสหวิชาชีพ ขอมูลนิธิปวีณาฯ ช่วยให้ความเป็นธรรมด้วย ทั้งนี้นายเอก ได้ร้องทุกข์มาเมื่อวันอังคารที่ 7 ก.ค. ด้าน นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ ได้ประสาน พ.ต.อ.ภัคภณ เล็กท่าไม้ ผกก.สภ.ศรีประจันต์ ขอให้พนักงานสอบสวนจัดสอบวิชาชีพน้องเมย์ และติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี ซึ่งพ.ต.อ.ภัคภณ ได้สั่งการพนักงานสอบสวนประสานนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ และอัยการ ร่วมสอบสหวิชาชีพเด็ก ก่อนจะรวบรวมพยานหลักฐานผลตรวจร่างกายเพื่อขอเรียกและหมายจับ พร้อมกันนี้นางปวีณายังได้ประสานนางอุรัยวรรณ์ แสงแก้ว หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดสุพรรณบุรี เข้าช่วยเหลือในด้านการฟื้นฟูสภาพจิตใจเด็ก และให้พ่อเด็กฟ้องร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเพื่อขอปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว โดยทางมูลนิธิปวีณาฯ และบ้านพักเด็กฯ สุพรรณบุรีจะติดตามการช่วยเหลือต่อไป

ล่าสุดช่วงเช้าวันนี้ พ.ต.อ.ภัคภณ เล็กท่าไม้ ผกก.สภ.ศรีประจันต์ ได้รายงานมายัง นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ ว่า นายต้น (นามสมมุติ) พ่อเลี้ยงอายุ 17 ปี พร้อมผู้ปกครองได้เข้ามาพบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างซักถามและเตรียมสอบสหวิชาชีพเพื่อรอแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดี

ด้านนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ กล่าวว่า ช่วงนี้เด็กเล็กๆ ตั้งแต่ 3 ขวบ ถึง 6 ขวบ จะถูกกระทำโดยคนรู้จัก คนใกล้บ้าน และคนใกล้ชิด จึงขอเตือนพ่อแม่ ผู้ปกครอง อย่าได้ไว้วางใจคนใกล้ชิดแม้แต่เพื่อนสนิทคุ้นเคยกันก็ตาม อย่าปล่อยให้เด็กอยู่คนเดียว หรือฝากไว้กับใครตามลำพัง ควรมีพ่อแม่ ผู้ปกครอง ดูแลอย่างใกล้ชิด มิฉะนั้นเด็กอาจจะตกเป็นเหยื่อของภัยสังคมโดยไม่คาดคิด

Featured

เมียแค้นสุมทรวง ผัวขอเลิกจะไปอยู่กับกิ๊กสาวใหญ่ บุกแทงศัตรูหัวใจดับอนาถ

เมียวัย 56 แค้นผัวขอเลิกจะไปอยู่กับกิ๊ก ซื้อมีดใหม่บุกบ้านแทงสาวใหญ่วัย 52 ดับอนาถ อ้างแค้นมานานแต่ไม่ได้ตั้งใจให้ตาย

(6 มิ.ย.63) เมื่อเวลา 11.00 น. ที่สถานีตำรวจภูธรพิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี พ.ต.อ.สานิตย์ ไชยสถิตย์  รอง ผบก.ภ.จ.อุบลราชธานี เดินทางไปสอบปากคำ น.ส.แก้วรุณ อายุ 56 ปี พนักงานโรงงานตาข่ายโฟมห่อดอกกุหลาบ โฟมห่อกุหลาบผู้ต้องหา “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา” พร้อมมีดของกลาง ที่ใช้ในการก่อเหตุ

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 6 ก.ค. 63 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี ได้รับแจ้งว่ามีเหตุทำร้ายร่างกายกันบริเวณบ้าน ม.5 บ้านเดื่อโดม ต.โพธิ์ไทร อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี จึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพบ นางหนูถิ่น อายุ 52 ปี ถูกแทงด้วยมีดปลายแหลมที่บริเวณลำคอ แขน หลัง ได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกนำส่งโรงพยาบาลพิบูลมังสาหารและเสียชีวิตขณะนำส่งโรงพยาบาล

จากการสอบถามพยานที่เห็นเหตุการณ์ ทราบว่าผู้ที่ก่อเหตุ คือ น.ส.แก้วรุณ อายุ 56 ปี เพราะก่อนเกิดเหตุ น.ส.แก้วรุณ ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ เข้ามาหาผู้ตายที่บ้านและได้มีปากเสียงกัน จากนั้น น.ส.แก้วรุณ ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ออกไป

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน กก.สส.ภ.จ.อุบลราชธานี ออกติดตามจับกุมตัว น.ส.แก้วรุณ พร้อมของกลาง อาวุธมีดปลายแหลม ที่ใช้ก่อเหตุ เสื้อกันเปื้อนที่สวมใส่ขณะก่อเหตุ และจักรยานยนต์ที่ใช้ในการก่อเหตุโดยจับกุมตัวได้ที่หน้าตลาดสดเทศบาลพิบูลมังสาหาร 

จากการสอบถาม น.ส.แก้วรุณ ให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุจริง โดยใช้อาวุธมีดแทงตามร่างกายของ นางหนูถิ่น เนื่องจากไม่พอใจที่นางหนูถิ่น มาติดพันกับสามีของตนเอง จึงมีความแค้นมาโดยตลอด บอกให้เลิกอย่ามายุ่งเกี่ยวกับสามี ก็ไม่ยอมเลิก อดทนมานานแล้ว

ล่าสุดสามีของตนเองซึ่งไปทำงานที่ จ.ราชบุรี ทราบข่าวว่าผู้ตายเลิกกับสามีเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา สามีจึงต้องการจะเลิกกับตนเองเพื่อมาอยู่กับผู้ตาย จึงตัดสินใจก่อเหตุดังกล่าว ส่วนมีดที่ใช้ก่อเหตุซื้อมาจะใช้ก่อเหตุโดยเฉพาะ หลังจากที่แทงผู้ตายก็ขี่รถจักรยานยนต์ออกมาแต่ไม่ได้ตั้งใจจะให้ตาย

Featured

เปิดคลิปนาทีช่วยชีวิตเด็กทารกอายุ 8 วัน สำลักนม พ่อหน้าซีดอุ้มลูกวิ่งหากู้ภัย

จากโพสต์ของกู้ชีพเอื้องผึ้ง เทศบาลตำบลหนองผึ้ง อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ลงในเฟซบุ๊ก กู้ชีพ เอื้องผึ้ง มีข้อความว่า “ตรวจสอบเด็กสำลักนม หายใจติดขัด (บิดานำบุตรมาที่ห้องศูนย์) พบเด็กทารกแรกคลอดอายุ 8 วัน หายใจติดขัด เจ้าหน้าที่กู้ชีพทำการซักชั่น suction และ On o2 นำส่ง รพ.สารภี ตามคำร้องขอ”

ปรากฎว่าหลังจากโพสต์ข้อความดังกล่าวพร้อมรูปภาพขณะช่วยเหลือเด็กทารก วัย 8 วัน ได้มีผู้คอมเมนท์ชื่นชมการปฏิบัติงานถูกต้องตามหลักวิชาการ จนทำให้เด็กทารกปลอดภัย

ทางเจ้าหน้าที่กู้ชีพเอื้องผึ้ง เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวว่า เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2563 ได้มีชายคนหนึ่งมีบ้านพักบริเวณด้านหลังโรงงานกล่องคราฟท์ กล่องกระดาษคราฟท์ตำบลหนองผึ้ง ได้อุ้มเด็กทารกเพศหญิงวัย 8 วัน มาหาที่ศูนย์กู้ชีพเอื้องผึ้ง เทศบาลตำบลหนองผึ้ง มีลักษณะใบหน้าซีดพร้อมกับเล่าว่าขณะที่ภรรยาแม่ของเด็กกำลังให้นมลูก ปรากฎว่าลูกเกิดสำลักนม หายใจติดขัด เกิดตกใจจึงรีบอุ้มลูกมาขอความช่วยเหลือ

ทางเจ้าหน้าที่ฯ ทำการช่วยเหลือจนเด็กส่งเสียง “แง” ขึ้นมาและหายใจได้ ก่อนนำส่ง รพ.สารภี ตามคำร้องขอจนอาการเด็กปลอดภัย เพราะได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีและเป็นไปตามขั้นตอน ดังกล่าว

Featured

รวบหนุ่มอ้างเป็นเซียนพระ ตุ๋นปล่อยบูชาพระเครื่อง เหยื่อหลงเชื่อหลายราย

รวบหนุ่มอ้างตัวเป็นเซียนพระปล่อยบูชาพระเครื่องผ่านทางเฟซบุ๊ก พบเหยื่อนับ 100 ราย สูญหลายแสนบาท

ตำรวจ กองปราบปราม ร่วมกันจับกุมตัว นายศิวะเสกข์ หรือโอ๊ด (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี พนักงานโรงงานตัวตัดเทป ที่ตัดเทป ผู้ต้องหาตามหมายจับ รวม 6 หมาย ในข้อหาฉ้อโกงและพรบ.คอมพิวเตอร์ พฤติการณ์กล่าวคือ สืบเนื่องมาจากมีผู้เสียหายหลายพื้นที่ เข้าร้องทุกข์กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า นายศิวะเสกข์ (ผู้ต้องหา) มีพฤติการณ์ทำตัวเป็นเซียนพระ ปล่อยบูชาพระเครื่องผ่านทางเฟซบุ๊ก เมื่อมีลูกค้าสนใจและสั่งซื้อพระเครื่อง ผู้ต้องหาจะให้ลูกค้าโอนเงินมาให้ก่อน แต่เมื่อลูกค้าโอนเงินไปแล้ว ปรากฏว่าผู้ต้องหาไม่ส่งพระเครื่องให้ตามที่ตกลง และปิดเฟซบุ๊กหนีไป ผู้เสียหายจึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหา ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีผู้เสียหายหลาย 100 ราย รวมมูลค่าความเสียหายหลายแสนบาท

ต่อมา เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมสืบทราบว่า นายศิวะเสกข์ ได้หลบหนีมาอยู่ในพื้นที่ อ.จังหาร จ.ร้อยเอ็ด จึงได้เดินทางลงไปตรวจสอบ และจับกุม จากการสอบถาม ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา อ้างว่าเคยโดนหลอกมาก่อนจึงได้นำวิธีการดังกล่าวมาหลอกผู้อื่นต่อ เมื่อได้เงินมาก็จะนำไปเที่ยวและยอมรับว่าก่อเหตุมาแล้วนับไม่ถ้วน หลังจับกุม เจ้าหน้าที่ได้คุมตัว ผู้ต้องหา ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย

Featured

โจรพ่อลูกแสบ ขโมยตะแกรงเผาศพกลางวันแสกๆ หลวงพี่เตือนระวังวิญญาณตามทวง

โจรแสบขโมยตะแกรงเผาศพ หลวงพี่เตือนถ้าไม่เอามาคืนอาจเจอดี ชีวิตไม่เป็นสุข

(2 ก.ค.63) เวลา 10.50 น. ร.ต.อ ชินาธิป บัวเข็ม รอง สารัตร สอบสวน  สภ.โนนสูง อ.เมืองอุดรธานี ได้รับแจ้งเกิดเหตุ มีคนร้ายเข้าไป ลักทรัพย์ ภายในวัดประดู่คำธเนตรนิมิตตรงข้ามโรงงานซองไปรษณีย์พาสเทล ซองไปรษณีย์สีพาสเทล บ้านเซ หมู่ 3 ต.หนองขอนกว้าง จึงรุดไปตรวจสอบ

พบพระเขตต์ ถิตวิริโย อาย 46 ปี พระลูกวัด ได้ไปชี้จุดตระแกรงเหล็ก ที่วางอยู่ข้างต้นไม้ หน้าเมรุเผา  ให้การว่า หลังจากปฏิบัติกิจของสงฆ์เสร็จ ได้นั่งอยู่ข้างกุฎิ ต่อมาได้ยินเสียงรถจักรยานยนต์ ขี่เข้ามาในวัด จึงหันไปมอง พบคนร้ายเป็นชายอายุประมาณ 35 ปี ขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้า เวฟ สีส้ม จำป้ายทะเบียนไม่ได้ มากับเด็กชายอายุประมาณ 10 ปี มีรถเข็นพ่วงท้ายมาด้วย มาจอดหน้าเมรุ ตนไม่ได้สนใจ เพราะมักจะมีประชาชนขี่รถผ่านเข้าออกประจำ ต่อมาเห็นชายคนดังกล่าวเดินไปยกเอาตะแกรงเหล็กเผาศพที่พิงต้นไม้หน้าเมรุ จำนวน 2 แผ่น ขึ้นใส่รถเข็นด้านหลังรถจยย. แล้วขี่หลบไหนไป หลวงพี่วิ่งตามแต่ไม่ทัน จึงแจ้งตำรวจ

โดยเป็นตะแกรงเหล็ก 2 แผ่น น้ำหนักแผ่นละประมาณ 50 กก.เอาไว้สำหรับเผาศพในเมรุ แต่ที่นำออกมาไว้ภายในนอกเมรุ เพราะวัดได้ปรับปรุงซ่อมแซมเมรุ จึงนำตะแกรงออกมาไว้ด้านนอก หากมีการฌาปนกิจศพ ก็จะทำเมรุชั่วคราวกลางลานวัด แล้วนำตะแกรงเหล็กไปวางรองศพ ซึ่งเมรุนี้ได้ประกอบพิธีฌาปนกิจทั้งศพคนทั่วไป ศพพระ และ ศพคนที่มีวิชาอาคม มาแล้วหลายศพ คนที่มาขโมยตะแกรงไปก็ขอให้นำมาคืน เพราะอาจจะเจอดี มีวิญญาณ หรือผี ติดตามไปทวงตะแกรงคืน ชีวิตจะไม่เป็นสุขแน่นอน

ส่วนนายสุนทร สีชาลู อายุ 51 ปี  พยานเห็นเหตุการณ์  ให้การว่า ตนเป็นพ่อค้าขายไม้กวาดเร่ อาศัยนอนค้างคืนที่ศาลาวัดแห่งนี้ประจำ ขณะที่ตนกำลังกวาดใบไม้ที่ลานวัด เห็นคนร้ายคาดว่าจะเป็นพ่อกับลูก ขี่รถจักรยานยนต์  มีรถเข็นพ่วงท้ายมาจอดที่หน้าเมรุ แล้วยกตระแกรงเหล็ก ขึ้นรถเข็นที่พ่วงท้าย ก่อนจะขี่รถหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

ร.ต.อ ชินาธิป บัวเข็ม สันนิษฐานว่า คนร้ายที่ก่อเหตุลักตะแกรงเผาศพ น่าจะเป็นคนในละแวกใกล้เคียงวัด หรือมาดูลาดเลาไว้ก่อน จึงรู้ว่ามีตะแกรงเหล็กวางอยู่นอกเมรุ อาจจะนำไปทำของขลัง หรือนำไปขายร้านรับซื้อของเก่า ซึ่งจะได้ออกสืบสวนติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ต่อไป

Featured

หนุ่มทนไม่ได้ โดนท้ากล้าไหม ชักเหล็กขูดชาร์ป กระหน่ำแทงเพื่อนร่วมงาน

หนุ่มทนไม่ได้ โดนท้ากล้าไหม ชักเหล็กขูดชาร์ป กระหน่ำแทงเพื่อนร่วมงาน

เมื่อเวลา 20.00 น.วันที่ 30 มิ.ย. ร.ต.อ.เติม สอนสังข์ รอง สวส. พงส.สภ.หลังสวน จ.ชุมพร รับแจ้งเหตุคนแทงกัน ที่ หมู่ที่ 5 ต.วังตะกอ อ.หลังสวน พร้อมด้วย พ.ต.ท.วิชัย ม่วงสวย รอง ผกก.ป. หน่วยกู้ภัยหลังสวน กำลัง ตำรวจสายสืบ สายตรวจ สายตรวจตำบลวังตะกอ รุดตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุ อยู่บริเวณริมถนนเอเซีย41 ขาขึ้น กทม. ห่างจาก รพ.หลังสวนเพียง 300 เมตร ที่หน้า โรงงานรับซื้อผลปาล์ม “พี เจ ปาล์ม ออย” เลขที่ 224 หมู่ที่ 5 ต.วังตะกอ อ.หลังสวน จ.ชุมพร พบเพียง “เหล็กขูดชาร์ป” ดัดแปลงมาจากไขควง 2 ด้ามหล่นอยู่ มีร่องรอยต่อสู้ในบริเวณดังกล่าว พนักงานของโรงงานชี้ให้ ตำรวจจับตัวผู้ก่อเหตุ ซึ่งกำลังเดินหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุ

ตำรวจชุดสายตรวจตำบลวังตะกอ และ ตำรวจสายตรวจรถยนต์ จึงบุกเข้าจับกุม นายสมศักดิ์ กาลกำเนิด อายุ 29 ปี พนักงานโรงงานถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลท์บ้านเลขที่ 6/1 หมู่ที่ 1 ต.บางใหญ่ อ.กระบุรี จ.ระนอง อาชีพรับจ้าง ในสภาพมึนเมา แต่ยังพอพูดจาจับใจความได้ นายสมศักดิ์มีรูปร่างสูงใหญ่ กำยำ แต่ยอมให้ ตร.ควบคุมตัวแต่โดยดี
สอบถามได้การว่า “ในขณะที่กำลังทำงานใน โรงงานปาล์ม ที่กำลังจะปิด รอเพียงเสมียนคิดบัญชี นายสมศักดิ์ มีหน้าที่ดูแลโรงงานปาล์มด้วย เห็น นายแอ แรงงานข้ามชาติ อายุ 30 ปี เอาเพื่อนร่วมชาติที่ไม่ได้ทำงานในโรงงานฯเข้ามาในพื้นที่โรงงาน จึงส่งเสียงห้ามไม่ให้นายแอ นำคนภายนอกเข้ามาภายในโรงงาน

แต่นายแอ กลับพูดว่า กล้าไหม กล้าไหม ซึ่งถือว่าเป็นคำพูดท้าทาย และแรงงานข้ามชาติทั้งสองทำท่าเหมือนจะเข้ามาหาเรื่อง นายสมศักดิ์จึงกระโดดเข้าชกนายแอ และเกิดการต่อสู้กัน

นายสมศักดิ์ โมโหจึงล้วงเอาเหล็กขูดชาร์ปที่พกไว้ด้านหลัง แทงเข้าที่กลางหน้าอก 3 รู และข้างลำตัวขวา อีก 2 รู” เลือดตกใน ทำเอานายแอ ถึงกับทรุด อาการสาหัสทรุดอย่างรวดเร็ว

ดีที่อยู่ไม่ไกล รพ.หลังสวน เพื่อนคนงานจึงโทรเรียก รถพยาบาลมารับตัวนายแอ เข้ารักษาอาการสาหัสเป็นตายเท่ากัน เนื่องจาก เหล็กขูดชาร์ป แทงทะลุปอด ตำรวจจึงควบคุมนายสมศักดิ์ไว้ดำเนินคดี พยายามฆ่า และรอดูอาการนายแอ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

Featured

สาวโคราชฮือฮาพบ “เห็ดดาวดิน” ขึ้นในสวนหลังบ้าน นักวิชาการชี้ หายาก 1 ใน 10 ของโลก

วันที่ 28 มิถุนายน 2563 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบเห็ดประหลาด ขึ้นอยู่ในพื้นที่บ้านหลังโรงงานถุงแก้วฝากาว ถุงแก้วแถบกาว จึงได้เดินทางไปที่บ้านใน ต.นากลาง อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา พบกับนางนางฐิตารีย์ พงศ์วิวัฒนา เจ้าของบ้าน ซึ่งได้พาไปดูบริเวณสวนหลังบ้าน พบว่ามีเห็ดลักษณะประหลาดคล้ายดาว ออกตามดินใต้ต้นไม้อยู่เกือบ 30 ดอก โดยนางฐิตารีย์ เล่าให้ฟังว่า เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา ตนเองได้รดน้ำต้นไม้สวนหลังบ้านและได้สังเกตเห็นเห็ดเข้าใจว่าเป็นเห็ดเผาะธรรมดา จนเมื่อเช้าที่ผ่านมา (28 มิ.ย.) ได้สังเกตเห็นเห็ดบานออกเป็นแฉกรูปดาว เลยสอบถามเพื่อนและได้หาข้อมูลจาก google จึงได้รู้ว่าเป็น “เห็ดดาวดิน” ที่หาดูได้ยากเป็น 1 ใน 10 ของโลกที่จะพบเจอ

แต่เพื่อให้แน่ใจอีกครั้ง ตนเองจึงได้ส่งรูปภาพไปให้นายรุ่งเพชร ปัญญาวุฒิ นักอนุกรมวิธานพืช ศูนย์อนุรักษ์พันธุกรรมพืชคลองไผ่ อ.สีคิ้ว ดูอีกครั้ง ซึ่งก็ได้รับการยืนยันว่าเป็นเห็ดหายาก ชื่อ เห็ดดาวดิน จริง ส่วนมากพบตามพื้นที่ป่าทั่วไปตามทวีปอเมริกาเหนือ และที่ประเทศไทยก็มีน้อยมาก ซึ่งที่ผ่านมาในประเทศไทยพบที่ป่าชุมชนบ้านเขาโล้น หมู่ที่ 6 บ้านเขาโล้น ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร โดยลักษณะเหมือนกันรูปร่างดอกเห็ดระยะแรกจะดอกกลมขนาดเล็ก 3-5 เซนติเมตรมีสีเทาดำคล้ายกับเห็ดเผาะ แต่เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่งเปลือกนอกเขตจะบานออกลักษณะเป็นแฉก 6-7 แฉกตรงกลางก็ยังเป็นก้อนกลมลักษณะคล้ายดาวสวยงามสะดุดตาสำหรับผู้ที่พบเห็น

ทั้งนี้นางฐิตารีย์ บอกอีกว่า ถ้ามีทางหน่วยงานภาพรัฐบาลหรือหน่วยงานใด สนใจจะเข้ามาสำรวจและวิจัยเห็ดดาวดินสามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทร 080-4550746

Featured

ชายหื่นวัย 50 ลวงข่มขืนหนูน้อย 9 ขวบ สารภาพหน้าตาเฉย อ้างเด็กหลงรักตัวเอง

ชายวัย 50 ย้ายตามลูกชายมาอยู่หมู่บ้านลูกสะใภ้ได้เดือนเดียว ล่อลวงเด็กหญิง 9 ขวบไปข่มขืน อ้างเด็กหลงรักตัวเอง

(25 มิ.ย.63) นายอนุชา เรืองอมรรัตน์ นายอำแภอพลับพลาชัย จ.บุรีรัมย์ ได้รับแจ้งนายซัว สุดแสงสังข์ ผู้ใหญ่บ้านแห่งหนึ่งในตำบลป่าชัน ว่ามีผู้ปกครองเข้าร้องเรียนเรื่อง หลานสาววัย 9 ขวบ ถูกชายวัย 50 ปี ที่เพิ่งมาอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน ก่อเหตุกระทำชำเรา จึงได้มอบหมายให้นายวีรศักดิ์ บุราไกร ปลัดอำเภอ หน.ฝ่ายความมั่นคง พร้อมด้วยนายปิยะณัฐ กระจ่างจิตร์ ปลัดอำเภองานป้องกัน ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พลับพลาชัย  เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงจากผู้ปกครองของเด็ก ก็ยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง  

จากนั้นปลัดอำเภอ พร้อมผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้ร่วมกันไปควบคุมตัว นายประวิทย์ อายุ 50 ปี พนักงานโรงงานซองพลาสติกกันกระแทก ซองกันกระแทกพลาสติก ได้ที่บริเวณทุ่งนาห่างจากหมู่บ้านประมาณ 200 เมตร ซึ่งนายประวิทย์ก็ไม่ได้มีท่าทีขัดขืนให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ จากนั้นได้นำตัวมาสอบปากคำที่ สภ.พลับพลาชัย

จากการสอบสวนเบื้องต้นนายประวิทย์  ก็ให้การรับสารภาพว่าได้ก่อเหตุข่มขืนกระทำชำเรา ด.ญ.เอ  วัย 9 ขวบจริงในกระท่อมใกล้หมู่บ้าน  เมื่อประมาณวันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา   โดยอ้างแบบหน้าตาเฉยว่าไม่ได้ล่อลวงหรือบังคับ แต่เด็กหลงรักตัวเอง   

ขณะที่ ร.ต.อ.วัฒนา อาจสาลี รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.พลับพลาชัย   ก็ได้สอบถามข้อมูลจากเด็กและผู้ปกครองในเบื้องต้น พร้อมทั้งได้ส่งเด็กไปตรวจที่โรงพยาบาลพลับพลาชัย  เพื่อหาร่องรอยการกระทำชำเรา   พร้อมทั้งจะได้ประสานทีมสหวิชาชีพร่วมสอบปากคำเด็กผู้เสียหายอีกครั้ง   ซึ่งหากมีพยานหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าได้ก่อเหตุจริง   ก็จะดำเนินคดีตามกฎหมาย   ส่วนจะเข้าข่ายข้อหาอะไรนั้นต้องรอสอบปากคำผู้เสียหาย  และผู้ก่อเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง

ด้าน นายซัว สุดแสงสังข์ ผู้ใหญ่บ้าน เล่าว่า หลังจากตาของ ด.ญ.วัย 9 ขวบ มาร้องเรียนกับตนเองว่าถูก นายประวิทย์ อายุ 50 ปี ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ เพิ่งมาอาศัยอยู่กับลูกชายที่มีเมียอยู่ในหมู่บ้านได้ประมาณ 1 เดือนเศษ ก่อเหตุกระทำชำเราหลานสาว ก็ได้แจ้งทางอำเภอทราบ จากนั้นทางปลัดอำเภอได้ประสานทางตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ก็ทราบว่ามีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง จึงได้เข้าควบคุมตัวนายประวิทย์ ชายที่ถูกกล่าวหาไปสอบสวนที่ สภ.พลับพลาชัย  

ซึ่งนายประวิทย์  ก็ยอมรับสารภาพว่าได้ก่อเหตุกระทำชำเรา ด.ญ.เอ จริง จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุตามกฎหมายให้ถึงที่สุด และไม่อยากให้ประกันตัวเพราะเกรงจะก่อเหตุซ้ำอีก ซึ่งที่ผ่านมาในหมู่บ้านไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นเลย แต่นายประวิทย์ มาอาศัยในหมู่บ้านเพียงเดือนเศษก็มาก่อเหตุแบบนี้ โดยเฉพาะกับเด็กไร้เดียงสาก็เชื่อว่าถูกล่อลวงไปแน่นอน

Featured

หนุ่มออกไปล่าสัตว์ป่านำมาเป็นอาหาร กลายเป็นศพถูกล่า

วันที่ 23 มิ.ย. 63 ร.ต.อ.ชวินวิชญ์ วิชญาฐิติพัทธ์ พนักงานสืบสวนสอบสวน แจ้งว่าได้รับแจ้งจากสายตรวจตำบลขะเนจื้อ อ.แม่ระมาด จ.ตาก

ว่ามีเหตุบุคคลเสียชีวิตจากการถูกกระสุนปืนโดยไม่ทราบสาเหตุ และญาติได้นำศพจากที่เกิดเหตุมาไว้ที่บ้าน จึงได้แจ้งแพทย์เวรโรงพยาบาลแม่ระมาดทราบ และเดินทางออกไปตรวจสอบที่บ้านหลังเกิดเหตุ

เมื่อเดินทางไปถึงบ้านห้วยแห้ง ต.ขะเนจื้อ อ.แม่ระมาด จ.ตาก พบศพผู้ตายนอนอยู่บนพื้นบ้าน สวมเสื้อ 2 ชั้น สวมกางเกงขาสั้นสีดำ ทราบชื่อผู้ตาย คือ นายประกอบ อายุ 33 ปี พนักงานโรงงานกล่องกระดาษ กล่องกระดาษสำเร็จรูป อยู่บ้านหมู่ 9 ต.ขะเนจื้อ อ.แม่ระมาด จ.ตาก

จากการสอบถามเบื้องต้น ได้ความว่าจากครอบครัวผู้ตาย ว่าเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา ในเวลาช่วงเช้า ผู้ตายพร้อมด้วย  นายชอยะ ไม่มีชื่อสกุล อายุ 61 ปี ซึ่งเป็นบิดาและนางฉาทู อายุ 53 ปี ซึ่งเป็นมารดากับนายประกิต อายุ 28 ปี น้องชายได้เดินทางออกจากบ้านพักไปดูไร่ข้าว ในป่าท้ายหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านพักประมาณ 4 กิโลเมตร

ต่อมาในวันเดียวกัน เวลาประมาณ 18.00 น. ผู้ตายแต่เพียงผู้เดียวได้สะพายอาวุธปืนแก๊ปยาวออกจากห้างไร่ข้าว เข้าไปในป่าโดยบอกกับญาติว่าจะไปล่าสัตว์ โดยมีอาวุธปืนแก๊ปยาวติดตัวไปด้วย จำนวน 1 กระบอก 

ต่อมาในเวลาประมาณ 20.00 น. ญาติซึ่งนอนพักอาศัยอยู่ที่ห้างไร่ข้าว ได้ยินเสียงปืนดังมาจากในป่าจำนวน 1 นัด แต่ก็ไม่ได้สนใจแต่อย่างใด

กระทั่งต่อมา ผู้ตายก็ยังไม่กลับมาที่ไร่ข้าว ญาติจึงพากันเดินทางกลับบ้าน โดยคิดว่าผู้ตายน่าจะกลับไปที่บ้านก่อนแล้ว แต่เมื่อญาติเดินทางกลับมาถึงบ้านก็พบว่าผู้ตายยังไม่กลับมา

จนต่อมาในวันที่ 22 มิ.ย. ประมาณเที่ยงวัน ผู้ตายก็ยังไม่กลับมาบ้าน ญาติจึงได้พากันเดินทางออกไปติดตามหา จนกระทั่งพบศพผู้ตายนอนเสียชีวิตอยู่ในป่า ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 4 กิโลเมตร

และพบปลอกกระสุนปืนลูกชอง ตกอยู่ห่างจากศพประมาณ 3 เมตร จำนวน 1 ปลอก จึงได้เก็บไว้เป็นหลักฐาน พร้อมกับนำศพกลับมาที่บ้าน และแจ้งเหตุให้ผู้ใหญ่บ้านทราบ 

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ร่วมกับนายแพทย์สุธา ภัทรกิจรุ่งเรือง นายแพทย์เวร รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่ระมาด
ชันสูตรพลิกศพผู้ตาย พบมีบาดแผลกระสุนปืนเข้าที่ด้านหลังบริเวณใต้สะบักไหล่ขวา จำนวน 1 รู

กระสุนไปตุงอยู่ใต้ผิวหนังบริเวณใต้ราวนมซ้ายด้านหน้า แพทย์ได้ทำการผ่าหัวกระสุนออก เป็นเม็ดตะกั่วทรงกลม จำนวน 1เม็ด สาเหตุการตายแพทย์แจ้งว่าเกิดจากบาดแผลถูกกระสุนปืน ได้ชันสูตรพลิกศพ ถ่ายภาพประกอบคดีไว้แล้ว

ล่าวุดวันนี้(23 มิ.ย. 63) เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ร่วมกับผู้ใหญ่บ้าน หมู่บ้านเกิดเหตุ เดินทางไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ และสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิด

จนทราบว่าผู้กระทำผิดรายนี้คือนายจ่อแอ๊ะโด้ (ไม่มีนามสกุล) เชื้อชาติกระเหรี่ยง อายุ 34 ปี พักอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านเกิดเหตุ จึงเชิญตัวมาสอบถามปากคำ

นายจ่อแอ๊ะโด้ฯ ให้การยอมรับว่า ตนเองได้ใช้อาวุธปืนลูกซองยาวขนาดเบอร์ 12 ออกไปล่าสัตว์ เห็นผู้ตายนั่งอยู่บริเวณจุดเกิดเหตุ ซึ่งเป็นทางผ่านของสัตว์ป่า เข้าใจว่าผู้ตายเป็นหมูป่าจึงใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้ตาย 1 นัด

เมื่อยิงแล้วจึงได้เข้าไปดูใกล้ๆ จึงทราบว่าเป็นคนถูกยิง จึงได้หลบหนีไปซ่อนตัวอยู่กระท่อมกลางป่าสองวันต่อมาได้กลับเข้าหมู่บ้าน จึงถูกนำตัวมาสอบถาม และได้นำตรวจยึดอาวุธปืน 1 กระบอกและปลอกกระสุนปืนของกลาง 1 ปลอก

จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบว่ากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงร่วมกันจับกุมตัว นำส่ง พนักงานดำเนินคดี ตามกฎหมายต่อไป

Featured

ปิดตำนานรักต่างวัย พบศพผัวหึงโหดฆ่าทุบหัวเมียรุ่นลูก ไปผูกคอตายบนต้นไม้

คืบหน้าคดีผัวหึงโหดฆ่าทุบหัวปาดคอเมียดับอนาถท้ายหมู่บ้าน ตำรวจและชาวบ้านตามล่าตัวทั้งคืน ล่าสุด พบเป็นศพผูกคอตายบนต้นไม้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (19 มิ.ย.) เมื่อเวลา 07.00 น. พ.ต.ท.สุประวีณ์ ปุริสา พนักงานสอบสวน สภ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า พบศพคนผูกคอตาย ที่บริเวณป่าสาธารณะบ้านคูขาด ด้านทิศเหนือ ต.งัวบา อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม 

ที่เกิดเหตุในป่าข้างทาง พบศพ นายล้าน อายุ 55 ปี พนักงานโรงงานกล่องคราฟท์ กล่องกระดาษคราฟท์ผู้ก่อเหตุฆาตกรรม นางสาวบัวบาน อายุ 35 ปี ภรรยาของตัวเอง ผูกคอตัวเองเสียชีวิตอยู่ใต้ต้นอลาง หรือ ต้นนนทรีป่า โดยจุดที่ผูกคอตายอยู่ห่างจากจุดที่ฆ่าภรรยา ประมาณ 1.5 กิโลเมตร เบื้องต้น คาดว่านายล้านจะเสียชีวิตมาประมาณ 12 ชั่วโมง

โดยเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมามีชาวบ้านไปเก็บเห็ดในป่าถึงได้เจอศพ และโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ ซึ่งหลังจากแพทย์ชันสูตรพลิกศพแล้ว จะได้นำตัวไปผ่าพิสูจน์หาสาเหตุการเสียชีวิตอีกครั้งที่โรงพยาบาลศรรีนครินทร์ จ.ขอนแก่น 

นายอรุณ กุลีลัง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 14 บ้านคูขาด ต.งัวบา อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าตรู่มีชาวบ้านที่ออกไปเก็บเห็นในป่าชุมชน มาแจ้งให้ทราบว่าได้พบศพนายล้าน ผู้ก่อเหตุฆ่าเมีย เสียชีวิตด้วยการผูกคอตายอยู่บนต้นไม้ ตนจึงรีบเดินออกไปที่ทุ่งนาและเดินเข้าป่าไปยังจุดที่ชาวบ้านพบศพ

เมื่อเห็นศพก็พบว่าเป็นนายล้านจริง เนื่องจากตนเคยเจอและพูดคุยกับนายล้านมาก่อน ซึ่งไม่คิดว่านายล้านจะเป็นคนจิตใจอำมหิต เพราะที่ผ่านมานายล้านเป็นคนไม่กินเหล้า แต่สูบบุหรี่ เป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ซึ่งจากนี้ตนและชาวบ้านก็จะได้ช่วยเหลือการทำศพของครอบครัวของนางบัวบาล ที่ถูกนายล้านฆ่าอย่างเต็มที่

ด้าน นางบับพา อายุ 65 ปี แม่ของนางสาวบัวบาน กล่าวภายหลังจากทราบว่า นายล้านผู้ก่อเหตุเสียชีวิตแล้ว ว่า ไม่ได้รู้สึกเสียใจ แต่กลับดีใจมากกว่า จะให้อโหสิกรรมคงยาก ตอนนี้ยังไม่ เพราะเก็บกด มันตายก็ไม่เสียใจ ไม่ดีใจ ถือว่าแล้วกัน จะได้ไม่ต้องเป็นเวรเป็นกรรมกันต่อไป มันจะได้ไม่ต้องไปก่อกรรมกับคนอื่น ตอนนี้ยังทำใจไม่ได้ กินข้าวไม่ลง นอนก็ไม่ได้นอน

ส่วนหลานๆ ก็ต้องเลี้ยงไปตามมีตามเกิด คงไม่ปล่อยทิ้ง เลี้ยงตามยถากรรม ตอนนี้ตนเองก็เป็นมะเร็งผิวหนัง ไม่รู้จะอยู่ได้สักกี่ปี ส่วนศพนายล้านหลังชันสูตร จะให้เอาไว้ที่โรงพยาบาลก่อน ขอจัดการเรื่องงานศพของลูกสาวให้เสร็จก่อน หากไม่มีญาติมารับศพ ตนก็จะเผาให้ แต่เรื่องทำบุญไปให้คงไม่ทำ

Featured

แจ้งข้อหาสาวรุ่นพี่ทำร้ายร่างกายเตะเสยคาง ด.ญ.วัย 14 จนสลบ ปมทะเลาะหึงหวง

ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหากรณีทำร้ายร่างกายกับหญิงวัย 21 ที่เตะเสยหน้าหญิงวัย 14 จนฟุบลงกับพื้น ขณะที่ญาติผู้เสียหายพร้อมให้อภัยหากคู่กรณีเข้ามาขอโทษ

ความคืบหน้ากรณี น้องไอซ์ ด.ญ.วัย 14 ปี ชาว อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.บ้านไผ่ เอาผิด น.ส.แบม อายุ 21 ปี พนักงานโรงงานกล่องกระดาษ กล่องกระดาษสำเร็จรูป ข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่น หลัง น้องไอซ์ นัดเคลียร์กับ น้องหมวย ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกัน ปมเข้าใจผิดหึงหวงแฟนหนุ่ม โดยต่างฝ่ายต่างทำร้ายซึ่งกันและกัน ก่อนจะแยกย้ายแบบจบกันไป

ภายหลังจากที่ทั้งคู่เคลียร์กันจบแล้ว น.ส.แบม อายุ 21 ปี ซึ่งเป็นรุ่นพี่ของ น้องหมวย ได้เข้ามาทำร้าย น้องไอซ์ ก่อนจะเตะเสยเข้าที่ใบหน้าจนฟลุบลงกับพื้น โดยมีผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ถ่ายคลิปเอาไว้ทั้งหมดและเป็นหลักฐานสำคัญในการเข้าแจ้งความด้วย เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดย น้องไอซ์ เข้าแจ้งความในวันที่ 14 มิ.ย. 

ล่าสุด พ.ต.อ.สุวัฒน์ สมจิตต์ ผกก.สภ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น  เปิดเผยว่าภายหลังผู้บาดเจ็บเข้าแจ้งความ ได้ทำการสอบปากคำรวมทั้งให้ผู้บาดเจ็บตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลบ้านไผ่ตั้งแต่เมื่อวานที่ผ่านมา ในวานนี้ (16 มิ.ย.) ได้เรียก น.ส.แบม อายุ 21 ปี  ผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาสอบปากคำและแจ้งข้อกล่าวหาทำร้ายร่างกายผู้อื่น พร้อมกับให้พนักงานสอบสวนส่งฟ้องต่อศาลต่อไป 

ด้าน นางแดง ยายของ น้องไอซ์ ผู้เสียหาย กล่าวว่า ขณะนี้ทางครอบครัวตนเองไม่ได้ติดใจเอาความหรือเรียกร้องค่าเสียหายใดๆ จากคู่กรณี แต่ต้องไปแจ้งความดำเนินคดีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงแบบนี้อีกกับหลานสาว และอยากให้เป็นอุทาหรณ์สำหรับวัยรุ่น-หนุ่มสาวไม่ให้กระทำการในลักษณะดังกล่าว เพราะมีแต่ผลเสียมากกว่าผลดี แต่เมื่อเป็นคดีความแล้วก็ว่ากันตามขั้นตอนของกฎหมาย ส่วนตัวนั้นอยากให้ทางคู่กรณีมาพูดคุยหรือขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ถือว่าเพียงพอแล้ว เพราะไม่อยากให้ต้องมีเรื่องบาดหมางใจกันในภายภาคหน้า 

ขณะที่ แม่น้องหมวย คู่กรณีอีกคน บอกว่า ลูกสาวและน้องไอซ์ เป็นเพื่อนรักกันมานานเพราะเป็นคนบ้านเดียวกัน ที่ผ่านมาก็ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด กระทั่งมาทราบข่าวว่าลูกสาวมีเรื่องทะเลาะกับ น้องไอซ์ ตามที่ปรากฏในคลิปตามสื่อต่างๆ ก็ตกใจ เพราะไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ เมื่อสอบถามลูกสาวจึงทราบว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดกันตามประสาวัยรุ่น เพราะหลังจากที่ทะเลาะตบตีกันก็แยกย้ายกัน แต่เรื่องราวกับบานปลาย เพราะมี น.ส.แบม รุ่นพี่ ที่เข้ามาทำร้ายร่างกาย น้องไอซ์ ซ้ำจนได้รับบาดเจ็บ ซึ่งตนเองก็พร้อมที่จะเข้าไปขอโทษกับทางคุณยายน้องไอซ์ เพื่อให้เรื่องราวระหว่างทั้งคู่นั้นจบลงด้วยดี เพื่อที่ทั้งคู่จะได้กลับมาเป็นเพื่อนรักกันอีกครั้ง 

ขณะที่ผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อทาง น.ส.แบม และผู้ปกครองทางโทรศัพท์ได้คำตอบว่า ทางฝ่ายตนเองนั้นขอยอมรับผิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและขอโทษกับทางครอบครัวน้องไอซ์ ส่วนคดีนั้นก็ว่ากันตามกฎหมาย

Featured

ต้นไม้ฟาดหน้า โค่นทับร่างยายวัย 78 ดับคาที่ เชืออาถรรพ์นกแสกร้อง ต้องมีคนตาย

ต้นไม้ฟาดหน้า โค่นทับร่างยายวัย 78 ดับคาที่ เผยก่อนเกิดเหตุ 2 คืน มีนกแสกบินเกาะตามกิ่งไม้รอบๆ หมู่บ้านและส่งเสียงร้องดังมาก เชื่อเป็นลางร้ายต้องมีคนตาย

จากกรณที่เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 11 มิ.ย.63 ตำรวจสภ.เถิน อ.เถิน จ.ลำปางรับแจ้งเหตุคนถูกต้นไม้ล้มทับเสียชีวิตที่บริเวณภายในสวนของชาวบ้านรายหนึ่งในเขตห้วยม่วง หมู่ที่ 11 ต.ล้อมแรด อ.เถิน จ.ลำปาง จึงรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วย หน่วยบรรเทาสาธารณภัยเมืองล้อมแรด ในที่เกิดเหตุซึ่งอยู่บริเวณท้ายสวนห่างจากหมู่บ้านประมาณ 7-8 กม. พบศพ นางบุญชด อายุ 78 ปี  อดีตพนักงานโรงงานกล่องคราฟท์ กล่องกระดาษคราฟท์ ถูกต้นไม้ตีใส่ที่บริเวณใบหน้าด้านขวาก่อนที่จะถูกต้นไม้ต้นดังกล่าวล้มทับที่บริเวณอกจนเสียชีวิตคาที่

ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 12 มิ.ย.63 นายบุญฤทธิ์ สอนเถื่อน อายุ 59 ปี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน นำผู้สื่อข่าวลงพื้นที่จุดเกิดเหตุ ซึ่งยังพบตอไม้ที่คุณยายบุญชดใช้เลื่อยตัด นอกจากนี้ห่างไปเล็กน้อยยังพบต้นไม้ขนาดครึ่งคนโอบยาวกว่าสิบเมตรหักโค่นอยู่ใกล้ๆ โดยนายบุญฤทธิ์ เปิดเผยว่าคุณยายบุญชดเป็นคนขยันและแข็งแรง ทุกๆ เช้าจะมาให้ข้าวไก่และสัตว์เลี้ยงที่ในสวนเป็นประจำทุกวัน

จนกระทั่งวันที่เกิดเหตุคุณยายได้นำเลี่อยมือไปเลื่อยต้นไม้ต้นดังกล่าวเนื่องจากต้นไม้ตายเพราะถูกคนกรานรอบต้น ระหว่างที่กำลังใช้เลื่อยมือตัดต้นไม้อยู่นั้นปรากฏว่าต้นไม้เกิดหักลงมาทางที่คุณยายอยู่ ทำให้ต้นไม้จึงไปตีที่ใบหน้าด้านขวาจนทำให้คุณยายล้มลง ก่อนที่จะถูกต้นไม้ทับที่อกจนเสียชีวิต กระทั่งช่วงเที่ยงกว่าๆ มีชาวบ้านที่มาทำสวนอยู่ข้างๆ จะนำห่อข้าวมาทานด้วยกัน แต่เรียกเท่าไหร่ก็มีใครตอบจึงออกเดินและและพบว่าคุณยายถูกต้นไม้ล้มทับจึงเข้าช่วยเหลือและไม้ต้นไม้ที่ทับอยู่ออกจากร่าง แต่ก็พบว่าคุณยายเสียชีวิตไปแล้วจึงมาแจ้งตนเองและตำรวจดังกล่าว

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่บ้านเลขที่ 70 หมู่ที่ 2 ต.ล้อมแรด อ.เถิน จ.ลำปาง ซึ่งใช้เป็นสถานที่จัดงานบำเพ็ญกุศลศพของคุณยายบุญชด โดยบรรยากาศในงานเป็นไปด้วยความโศกเศร้า มีชาวบ้านและญาติๆมาช่วยกันจัดเตรียมงาน สอบถาม นายทรงพล อายุ 53 ปี ซึ่งเป็นลูกเขยพร้อมเปิดเผยว่าแม่ยายเป็นคนแข็งแรง และขยัน ชอบไปสวนทุกวันลูกหลานเคยห้ามและให้อยู่แต่ที่บ้านแต่แม่ก็ไม่ฟังบอกว่ายังแข็งแรงอยู่ สุดท้ายก็ไม่มีใครคาดว่าแม่ยายจะไปเลื่อยต้นไม้จนเกิดเหตุดังกล่าว ทั้งนี้เมื่อสองคืนก่อนที่คุณยายจะเสียชีวิต มีนกแสกไปเกาะตามกิ่งไม้รอบๆ หมู่บ้านและส่งเสียงร้องดังมาก ซึ่งคนในหมู่บ้านจะถือว่าเมื่อนกแสกร้องลั่นหมู่บ้านแบบนี้จะเกิดเรื่องไม่ดีหรือต้องมีใครตาย แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็นแม่ยายของตนเองเพราะท่านยังแข็งแรงอยู่มาก

Featured

ผัวระแวงเมียมีกิ๊ก-ยิงแม่ยายเจ็บสาหัส ลูกสาว 7 ขวบเกลี้ยกล่อมจนยอมมอบตัว

พนักงานเวรเปลโรงพยาบาลเครียดระแวงเมียมีกิ๊ก ถูกแม่ยายด่าจนทำให้เกิดอาการโมโห ชักปืนยิงแม่ยายเจ็บสาหัส สุดท้ายยอมมอบตัวเพราะลูกสาว 7 ขวบ มาเกลี้ยกล่อม

วานนี้ (9 มิ.ย.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ตลุกดู่ อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี ได้รับแจ้งว่ามีเหตุยิงกันที่บ้าน หมู่ 6 บ้านหนองจอก ต.ตลุกดู่ อ.ทัพทัน มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 ราย จึงพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ตลุกดู่ ไปยังที่เกิดเหตุซึ่งเป็นบ้านชั้นเดียว ภายในบ้านพบกองเลือดหนึ่งกอง และมีดถางหญ้าวางอยู่หนึ่งเล่ม เจ้าหน้าที่จึงได้ถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน ส่วน นางประนอม แม่ยายผู้ก่อเหตุถูกยิงผู้บาดเจ็บที่บริเวณปากด้านซ้ายฉีกขาด เพื่อบ้านและญาติๆ รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทัพทัน

ส่วนผู้ก่อเหตุที่ใช้ปืนยิง นางประนอม พนักงานโรงงานตาข่ายโฟมห่อดอกกุหลาบ โฟมห่อกุหลาบ ติดต่อขอมอบตัว โดยใช้โทรศัพท์ติดเข้าไปยัง สภ.ตลุดดู่ และยืนรอเจ้าหน้าที่อยู่ที่สระน้ำข้างเขาผาลาด ห่างจากบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 500 เมตร เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรุดไปยังสถานที่ที่รับแจ้ง พบ นายนุกูล อายุ 41 ปี ชาวบ้าน หมู่ 6 บ้านหนองจอก ต.ตลุกดู่ อ.ทัพทัน กำลังยืนอยู่บนคันดินกลางสระน้ำ ในสภาพใช้อาวุธปืนพกสั้น.38 แบบไทยประดิษฐ์ จ่อที่ขมับตัวเอง พูดพร่ำพรรณต่างๆ ด้วยอารมณ์ที่ตึงเครียด

จากกรณีที่เชื่อว่าภรรยาแอบคุยโทรศัพท์กับกิ๊กใหม่ เจ้าหน้าที่จึงได้ใช้กลวิธีเกลี้ยกล่อมต่างๆ ทั้งนำน้ำดื่มและบุหรี่ให้นายนุกูล ขณะที่ นางทิพย์วัลย์ ซึ่งเป็นภรรยาและลูกสาววัย 7 ขวบ ไปที่เกิดเหตุเพื่อเกลี้ยกล่อมให้มอบตัว เมื่อลูกสาวไปถึงเกลี้ยกล่อมพ่อซึ่งถือปืนให้มอบตัว ทำให้ผู้ก่อเหตุใจอ่อนวางปืนแล้วเขาสวมกอดลูก

ด้าน ลูกสาววัย 7 ขวบ ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ขณะที่พ่อยิงแม่ยายบาดเจ็บ เล่าว่า ช่วงเช้าพ่อไม่ได้อยู่ด้วย เข้าเวรกลางคืนอยู่ที่โรงพยาบาล ขณะตนนอนเล่นโทรศัพท์อยู่บนที่นอน ได้ยินเสียงโทรศัพท์ของแม่ดัง และแม่รับโทรศัพท์พูดคุยกันนาน ระหว่างนั้นพ่อเข้ามาในบ้านและได้แอบฟังแม่คุยโทรศัพท์อยู่สักครู พ่อก็ตะโกนต่อว่าแม่

จากนั้นได้มีปากเสียงกัน แม่เดินไปหยิบมีดวางไว้หน้าประตูแล้วเดินกลับมาที่เดิม ยายได้ยินเสียงทะเลาะจึงเดินเข้าไปดูและตะโกนต่อว่าพ่อและไล่ให้พ่อออกจากบ้าน สักครู่เห็นพ่อใช้อาวุธปืนยิงไปที่ยายจนล้มฟุบ ต่อหน้าตนและแม่แล้ววิ่งออกจาบ้านไป ด้วยความตกใจ แม่ตะโกนเรียกเพื่อนบ้านมาช่วยนำยายส่งโรงโรงพยาบาล

จากการสอบถาม นายวิไล อายุ 57 ปี ซึ่งเป็นสามีของนางประนอม ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ เล่าว่า นางทิพย์วัลย์ และนายนุกูล ได้อยู่กินเป็นสามีภรรยากันมากว่า 7 ปี แล้ว ก่อนหน้าทั้งสองได้พักอาศัยอยู่ในตัวเมืองอุทัยธานี เท่าที่ทราบทั้งสองมีปากเสียงทะเลาะกันจนต้องแยกกันอยู่ โดย นางทิพย์วัลย์ ขนย้ายสิ่งของกลับมาอยู่ที่บ้านได้ประมาณครึ่งเดือน และ นายนุกูล ตามมาง้อตลอด แต่ นางทิพย์วัลย์ ไม่ยอมกลับไป

ล่าสุดขณะตนไปนอกบ้าน นายนุกูล น่าจะย่องมาหานางทิพย์วัลย์ ง้อให้กลับไปอยู่ด้วยกันอีก แต่เกิดมีปากเสียง ระแวงเมียปันใจกอปรกับถูกแม่ยายต่อว่าจึงตัดสินใจก่อเหตุดังกล่าว ขณะเกิดเหตุตนไม่ได้อยู่ในบ้าน

Featured

พ่อหัวใจสลาย ลูกชาย 7 ขวบใส่รองเท้าโรลเลอร์เบลด พลาดล้มห่วงเชือกรัดคอดับ

เด็กชาย 7 ขวบเล่นโรลเลอร์เบลดพลาดล้ม ห่วงเชือกที่ผูกไว้เล่นเชิญธงชาติรัดคอดับ พ่อโทษตัวเองดูแลลูกไม่ดี

(5 มิ.ย.63) เมื่อเวลา 18.30 น. ร.ต.ท.เกรียงไกร แสวงศรี รอง สว.สอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุร่มโพธิ์ทองว่ามีเหตุ เด็กชายวัย 7 ขวบ ผูกคอเสียชีวิตกับราวผ้าม่านหน้าต่าง ภายในบ้านข้างโรงงานกล่องคราฟท์ กล่องกระดาษคราฟท์ ม.4 ซ.ธงชัย บ้านหนองขาม ต.หนองบัว อ.เมืองอุดรธานี จึงพร้อมด้วย ร.ต.อ.บรรเทิง ทัพโยทา รอง สว.สส.สภ.เมืองอุดรธานี ร.ต.อ.วิทยา ศิริเทพ รอง สวป.สภ.เมืองอุดรธานี พร้อมกับประสานแพทย์เวร รพ.ศูนย์อุดรธานี อาสากู้ภัยมูลนิธิอุดรสว่างเมธาธรรมสถาน รุดตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียว พบศพ น้องตี่ตี๋ อายุ 7 ขวบ ที่พ่อกับเจ้าหน้าที่นำน้องออกมาทำการช่วยเหลือ แต่ไม่สามารถช่วยเหลือได้ทัน บริเวณประตูหน้าบ้าน สภาพศพสวมชุดนอนลายสก็อต สีม่วง ข้างศพพบ นายเสรี อายุ 39 ปี พ่อ และนางอำนวย อายุ 62 ปี ยายร้องไห้กอดศพ โดยมีญาติและเพื่อนบ้านที่ทราบข่าวมาช่วยพูดปลอบใจ

จากการตรวจสอบตามร่างกายไม่พบร่องรอยการต่อสู้หรือถูกทำร้าย เสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจด้วยการผูกคอ เนื่องจากบริเวณลำคอพบรอยเชือกอย่างชัดเจน โดยนายเสรี ผู้เป็นพ่อ และญาติจะนำตำรวจ แพทย์เวร อาสากู้ภัยฯ เข้าไปตรวจสอบภายในบ้านตรงบริเวณที่ น้องตี่ตี๋ถูกเชือกลูกเสือแบบผ้าสีแดงที่มีลักษณะผูกมัด 3-4 ปม และปมสุดท้ายถูกมัดเป็นห่วงแขวนอยู่บนราวผ้าม่านหน้าต่าง ข้างเตียงนอนของย่าที่ป่วยเป็นอัมพฤกษ์ และมะเร็ง บริเวณหัวเตียงพบตู้ชั้นวางของล้ม ข้าวของกระจัดกระจาย และพบโรเลอร์เบลด สีแดง-ดำ วางอยู่ที่พื้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงถ่ายภาพเก็บไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบสวน นายเสรี อายุ 39 ปี พ่อน้องตี่ตี๋ ให้การทั้งน้ำตาว่า ตนมีลูกชายคนเดียว ส่วนภรรยาเดินทางไปทำงานที่ กทม. และบ้านหลังนี้อาศัยอยู่เพียง 4 คน มีตนเอง ลูกชาย แม่ และป้าที่พิการหูหนวก ก่อนเกิดเหตุขณะที่ตนพาแม่ที่ป่วยนั่งรถเข็นไปนั่งเล่นที่สวนหย่อมหน้าบ้านตามปกติ ส่วนตนนอนเล่นอยู่เปล และบอกให้ลูกชายมาเล่นโรเลอร์เบลดที่หน้าบ้าน หลังจากลูกชายทำการบ้านเสร็จ เพราะลูกชายชอบเปิดโทรศัพท์ดูการเล่นเกมในมือถือ ส่วนป้าทำกับข้าวอยู่หลังบ้าน

ผ่านไปสักพัก ลูกชายได้เข้าไปในบ้าน แต่ตนกับแม่ก็ยังนั่งเล่นอยู่หน้าบ้านผ่านไปราว 15 นาที เห็นว่าใกล้มืดค่ำและมียุงชุม และแม่อยากเข้าห้องน้ำ ตนจึงรีบเข็นรถพาแม่มาเข้าห้องน้ำในบ้านแล้วเสร็จ พบลูกชายแขวนคอกับราวผ้าม่านบนหัวเตียงนอนผู้ป่วยของแม่ จึงรีบวิ่งเข้าไปนำร่างลูกชายลงมาปั๊มหัวใจช่วยเหลือชีวิต พร้อมกับถอดโรเลอร์เบลดออกจากเท้าทั้งสองข้าง และปั๊มหัวใจผายปอดลูกอยู่นานหลายนาที แต่ไม่มีอาการตอบสนอง จึงโทรศัพท์แจ้ง 1669 มาช่วยเหลือชีวิตลูกชายแต่ก็ไม่ทันแล้ว 

นายเสรี ให้การต่ออีกว่า ถ้าหากป้าตนเองหูไม่หนวกคงจะได้ยินเสียงหลานชายที่ดิ้นจนชั้นวางของล้ม และคงช่วยเหลือชีวิตลูกชายได้ทัน ตนรู้สึกช็อกกับการสูญเสียครั้งนี้ ลูกชายเป็นเด็กฉลาดเรียนหนังสือเก่ง พูดจาไพเราะ และเป็นที่รักใคร่ของญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน และทุกวันตนจะพาลูกชายไปปั่นจักรยานยนต์เล่นที่สวนสาธารณะหนองตะไก้ หลังหาอาหารให้แม่กินและเข้านอน แต่วันนี้ไม่ได้พาลูกชายไปปั่นจักรยานยนต์ เพราะตนได้คุยกับลูกชายไว้ว่าจะพาไปเดินเล่นที่ถนนคนเดิน หน้าศาลากลางจังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นคำพูดและรับปากลุกครั้งสุดท้าย ตนรู้สึกผิดมากที่ดูแลลูกไม่ดี

นายเสรี ผู้เป็นพ่อให้การต่อว่า ลูกชายตนมีนิสัยชอบเล่นชักเชือกธงชาติ เนื่องจากเขาเคยเป็นหัวหน้าระดับชั้นอนุบาลเป็นตัวแทนทำกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียน  และชอบนำเชือกผูกธงชาติมาผูก และแขวนไว้ตามราวผ้าม่านหน้าต่างในบ้าน และต้นไม้หน้าบ้าน ที่ผ่านมาก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ลูกคงทำไปตามประสาของเด็กที่เคยทำมา แต่ครั้งนี้ที่เท้าสองข้างลูกชายมีโรเลอร์เบลดที่ตนเพิ่งซื้อให้เมื่อประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา ทำให้ลูกตนพลาดลื่นไถลคอไปเกี่ยวกับเชือกที่ผูกปมเป็นห่วงไว้ เพราะลูกชายยังเล่นโลเลอร์เบลดไม่ชำนาญ จนทำให้ลูกชายตนเสียชีวิต

ร.ต.ท.เกรียงไกร แสวงศรี เปิดเผยว่า จากการสอบสวนร่วมกับเจ้าหน้าที่ส่วนเกี่ยวข้อง ตรวจสอบสภาพศพในที่เกิดเหตุเบื้องต้นสันนิฐานว่าเด็กเสียชีวิตจากขาดอากาศหายใจ ด้วยการแขวนคอ เพราะตามร่างกายไม่มีร่องรอยการต่อและถูกทำร้ายคาดจะเป็นอุบัติเหตุจากพฤติกรรมของเด็กที่ชอบเล่นเชือกชักธงชาติตามจุดต่างๆ ของบ้าน และยังพบเชือกอยู่ที่ราวผ้าม่านหน้าต่างหน้าบ้าน และมีลักษณะเหมือนกันกับจุดที่น้องตี่ตี๋เสียชีวิต ซึ่งญาติก็ไม่ติดใจในสาเหตุในการเสียชีวิต และเชื่อว่าเป็นอุบัติเหตุ อย่างไรก็ตามทางเราจะนำศพไปชันสูตรหาสาเหตุการตายอย่างละเอียดที่ รพ.ศูนย์อุดรธานี พร้อมกับประสานตำรวจพิสูจน์หลักฐานมาร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียด ส่วนการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของน้องตี่ตี๋ พบว่ามีการเปิดยูทูบดูการเล่นเกมตามปกติที่ไม่มีความรุนแรง ซึ่งเชื่อว่าไม่น่าจะเป็นเหตุจูงใจให้เป็นพฤติกรรมในการเลียนแบบแต่อย่างใด

Featured

รวบลุงหื่นหลอกอนาจาร-ข่มขืนเด็กหญิงวัย 12 ปี นาน 2 ปี จนป่วยซึมเศร้า

รวบลุงวัย 68 ปี หลอกอนาจารและข่มขืนเด็กหญิงวัย 12 ปี เแลกกับค่าขนม นานกว่า 2 ปี ก่อนหนีคดีกบดาน จ.จันทบุรี

กองปราบปราม ติดตามจับกุมตัว นายสำราญ พนักงานโรงงานตาข่ายโฟมห่อดอกกุหลาบ โฟมห่อกุหลาบ อายุ 68 ปี ผู้ต้องหาคดีข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปีฯ และกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี โดยใช้กำลังประทุษร้ายฯ หนีคดีจาก จ.นครสวรรค์ ไปซ่อนตัวอยู่ตำบลสามพี่น้อง อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี จนถูกตำรวจกองปราบปรามควบคุมตัวเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 1 มิถุนายน 2563 เวลาประมาณ 09.30 น.

เหตุการณ์เกิดย้อนไปช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เมื่อผู้เสียหายเป็นมารดาของ ด.ญ.บี (นามสมมติ) อายุ 14 ขวบ เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.แม่เปิน จ.นครสวรรค์ หลังพบพิรุธว่าลูกมีอาการซึมเศร้าผิดปกติ และเกิดอาการหวาดผวา ซึ่งปกติลูกสาวของตนเป็นเด็กร่าเริง แจ่มใส

เมื่อซักถาม จนกระทั่งบุตรสาว ยอมเปิดปากทั้งน้ำตาว่า ถูกเพื่อนข้างบ้านที่ตนเคารพนับถือเสมือนตาของตน ข่มขืนกระทำชำเราและอนาจาร มานานกว่า 2 ปี อีกทั้งข่มขู่เด็กไม่ให้บอกใคร

เมื่อได้รับแจ้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งเด็กไปตรวจร่างกายในทันทีจนหลักฐานมัดตัวชัดเจน จึงได้ขอให้ศาลออกหมายจับ และศาลนครสวรรค์ได้อนุมัติหมายจับที่ 62/2562 ลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562

ด.ญ.บี เล่าให้ฟังว่า ขณะนั้นตนอยู่ชั้น ม.1 (อายุ 12 ขวบ) ได้รู้จักกับผู้ต้องหาที่ตนเคารพนับถือเสมือนเป็นคุณตา มีบ้านอยู่ติดกัน โดยตอนนั้นตนพักอาศัยอยู่กับยาย และได้พบเจอผู้ต้องหาบ่อยครั้งจึงขอเงินค่าขนมตามประสาเด็ก ผู้ต้องหา ก็ให้เงินเป็นค่าขนมเล็กน้อยๆ

เมื่อนานเข้าผู้ต้องหากลับมีพฤติกรรมแปลกไป โดยเริ่มจากการขอกอดลวนลาม ขอกระทำอนาจาร จนนานวันก็หนักขึ้นกลายเป็นการกระทำชำเรา ซึ่งตนก็ถูกบังคับขืนใจและไม่กล้าบอกใคร ผู้ต้องหามีพฤติกรรมแบบนี้นานกว่า 2 ปีจนเด็กเกิดความหวาดกลัว และเกิดอาการซึมเศร้าในที่สุด

เมื่อถูกออกหมายจับ คนร้ายได้หลบหนีการจับกุมจนผู้เสียหายเกิดความร้อนใจ จึงเดินทางมาร้องขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามช่วยติดตามคนร้าย เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ป. จึงเร่งรัดคดี และสืบสวนหาเบาะแสของผู้ร้ายอย่างเต็มกำลัง เพราะเป็นคดีที่รุนแรงและเป็นภัยต่อสังคม

จนกระทั่งต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2563 เจ้าหน้าที่ตำรวจรับแจ้งจากสายลับว่าคนร้ายได้หลบหนีมายัง จ.จันทบุรี เมื่อสืบสวนจนมั่นใจ จึงได้วางกำลังเข้าจับกุม เมื่อได้จังหวะคนร้ายไม่ได้ระมัดระวังตัว เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวพร้อมหมายจับ ผู้ต้องหายอมจำนนแต่โดยดีพร้อมรับสารภาพว่าตนได้ข่มขืนกระทำชำเรา ด.ญ.บี จริง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำตัวนายสำราญไปดำเนินคดี

Featured

คนชัยภูมิผวาอีก! ฝรั่งเยอรมันหายหน้า 2-3 วัน พบเป็นศพดับปริศนาคาห้องเช่า

ชาวบ้านผวาเชื้อโควิด-19 ระบาด หลังพบฝรั่งชาวเยอรมันวัย 50 ปี นอนเสียชีวิตอยู่ในห้องแถวที่ อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ 

เมื่อคืนที่ผ่านมา (31 พ.ค.63) เวลา 21.30 น. ร.ต.อ.ชุมพล  ภูมิประสาท พนักงานสอบสวน สภ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ ได้รับมีชาวต่างชาติเสียชีวิตอย่างไม่ทราบสาเหตุในห้องแถวข้างโรงงานซองพลาสติกกันกระแทก ซองกันกระแทกพลาสติก หมู่ 2 ต.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ จึงออกไปสอบสวนพร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างคุณธรรมจุดอำเภอกนองบัวแดง ในที่เกิดเหตุพบร่างชายชาวต่างชาตินอนเสียชีวิตอยู่บนเตียงนอนให้ห้องนอน สภาพศพไม่สวมใส่เสื้อผ้า คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1-2 วัน อย่างไม่ทราบสาเหตุ

ต่อมาได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจควบคุมโรค สวมใส่ชุดป้องกันเชื้อโรครุดเข้าไปตรวจสอบและทำการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อโรคก่อนให้ทีมอาสาหน่วยกู้ภัยสว่าง จุดอำเภอหนองบัวแดง ที่มีความพร้อมทางด้านการสวมใส่ชุดป้องกันเชื้อเข้าทำการเคลื่อนย้ายศพไปเก็บไว้ที่โรงพยาบาลหนองบัวแดง และส่งศพไปตรวจชันสูตรอีกครั้ง ที่โรงพยาบาลชัยภูมิ  ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้สืบสวนสอบสวนถึงสาเหตุของการเสียชีวิตที่แท้จริงอีกที่หนึ่งเป็นการด่วน

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่าผู้ตายคือ นายเอริช โทมัส อายุ 50 ปี สัญชาติเยอรมัน เช่าห้องแถวดังกล่าวอยู่กับหญิงชาวไทยและต่อมาได้เลิกรากันเมื่อ 2-3 ปี ที่ผ่านมา โดยปกตินายเอริชจะเดินทางไปๆ มาๆ ระหว่างประเทศไทยและเยอรมันอยู่ประจำ บางครั้งก็จะพาผู้หญิงชาวไทยมาพักอาศัยอยู่ประจำ และปกติผู้เสียชีวิตมักจะออกมาดื่มเหล้ากับเพื่อนบ้าน และออกไปหาซื้ออาหารทั้งในตัวอำเภอและในหมู่บ้านอยู่เป็นประจำ 

แต่เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา พบว่านายเอริชไม่ออกมาซื้อหาอาหารตามปกติ  เพื่อนบ้านจึงไปเคาะประตูเรียกก็พบว่าได้กลิ่นเหม็นคลายซากศพโชยออกมาจากพัก จึงพังประตูห้องเข้าไปดูก็พบว่านายเอริช นอนเสียชีวิตขึ้นอืดอยู่บนเตียงนอนดังกล่าว จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ให้มาตรวจสอบดังกล่าว

จากการตรวจสอบนายเอริช มีประวัติเป็นโรคความดันเบาหวานและหัวใจ ซึ่งเป็นโรคของกลุ่มเสี่ยงอาจติดเชื้อโควิด-19 เจ้าหน้าที่จึงได้ส่งศพนายเอริชเพื่อไปตรวจสอบโรคอีกเพื่อหาสาเหตุเป็นการด่วนแล้ว

Featured

ภรรยา ผอ.สวท.พิษณุโลก เหยื่อนายช่างโหด เผยอีกแค่ 4 เดือน สามีจะเกษียณ

บรรยากาศสุดเศร้า 3 ครอบครัวเดินทางมารับศพเหยื่อนายช่าง สวท.พิษณุโลก กราดยิงเพื่อนร่วมงาน ดับ 3 เจ็บ 1

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (28 พ.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ นิติเวช โรงพยาบาลพุทธชินราช ตรงข้ามโรงงานกล่องกระดาษ กล่องกระดาษสำเร็จรูป จ.พิษณุโลก นางวาสนา ภรรยาของนายสานิตย์ อายุ 60 ปี ผอ.สวท.พิษณุโลก, นางสุวัฒนา ภรรยาของ นายภูมิศรัณญ์ อายุ 55 ปี นายช่างอาวุโส และ นางวิริยา ภรรยา นายจิรวุฒิ อายุ 47 ปี นายช่างไฟฟ้าอาวุโส ได้เดินทางมาติดต่อขอรับศพ โดยนำเอกสารพร้อม เสื้อผ้าชุดเครื่องแบบ มามอบให้เจ้าหน้าที่

ซึ่งในขณะนี้ ทางนิติเวชยังผ่าพิสูจน์ไม่แล้วเสร็จ ขอให้ทางญาติมารอรับศพในเวลา 14.30 น. วันนี้ โดยบรรยากาศในการรับศพเป็นไปด้วยความโศกเศร้า ทางภรรยาและลูกยังไม่สามารถทำใจรับการการสูญเสียได้ แต่ก็อโหสิกรรมให้กับผู้กระทำความผิด ไม่อยากมีเวรกรรมต่อกัน และขอให้เค้าชดใช้การกระทำตามบทลงโทษตามกฎหมาย

นางวาสนา ภรรยาของ นายสานิตย์ ผอ.สวท.พิษณุโลก กล่าวว่า รู้สึกเสียใจพูดอะไรไม่ออกเพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเกินไป ตนและสามีเดิมทำงานอยู่ด้วยกันที่ สวท.เพชรบูรณ์ ก่อนที่สามีจะย้ายมารับราชการที่ สวท.พิษณุโลก ได้ 1 ปีเศษ เหลือเวลาอีกเพียง 4 เดือน สามีก็จะเกษียณอายุราชการแล้ว ก็ตั้งใจจะอยู่ดูแลกันในบั้นปลายชีวิต เวลานี้ตนก็ต้องอยู่กับลูกชายและลูกสาว

สำหรับผู้ต้องหาก็ขอให้เป็นเรื่องของคดี เป็นเรื่องของกฎหมาย ปล่อยให้ไปตามขั้นตอนกฎหมายลงโทษ ชดใช้ความผิดไป  สามีตนเป็นคนดี ไม่เค้าใจว่าทำไมเค้าถึงลงมือกระทำอย่างเหี้ยมโหดแบบนี้

ด้าน นางสุวัฒนา ภรรยาของ นายภูมิศรัณญ์ นายช่างอาวุโส กล่าวว่า ความรู้สึกในเวลานี้ก็ยังเศร้าเสียใจ แต่จะให้ทำอย่างไรได้เหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องทำใจยอมรับให้ได้ เราทำงานในกรมประชาสัมพันธ์ด้วยกัน แต่สำหรับปมปัญหาความขัดแย้งเป็นเรื่องในสำนักงาน เป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างบุคคล ซึ่งเราไม่รู้ปัญหาภายในของเขาว่าเกิดอะไรบ้าง

แต่ทราบว่า นายวิม คนร้าย เป็นคนที่โมโหฉุนเฉียวรุนแรง ไม่พอใจอะไรก็จะโมโหหงุดหงิดตลอด บางครั้งก็จะระบายด้วยการยิงปืนเล่น ซึ่งเท่าที่ทราบมีปมปัญหาความเครียดส่วนตัว เป็นปัญหาทางด้านสุภาพจิต ซึ่งเคยมีคนตักเตือนแล้วก็ไม่ยอมฟัง เลยใช้วิธีเลี่ยงอยู่ห่างๆ แต่ก็มาเกิดเหตุขึ้น เราเป็นผู้สูญเสียเพราะคนจิตไม่ปกติ จิตไม่สมประกอบ มันก็ไม่ยุติธรรม หลังจากนี้ก็ต้องอยู่กับลูก 2 คน เป็นผู้ชายทั้งคู่ก็ต้องอยู่ดูแลกัน เมื่อเสาหลักของครอบครัวจากไปแล้ว

นางสุวัฒนา ยังตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมข้าราชการถึงสามารถซื้ออาวุธปืนได้ถึง 3 กระบอก ซึ่งไม่มีความจำเป็นอะไรต้องมีได้มากขนาดนั้น แต่สำหรับนายวิมมีการพกปืนได้ 2 กระบอก เป็นเปิดคนที่มีสุขภาพจิตไม่ปกติ แล้วนำมาลงมือก่อเหตุอีก คนสมัยนี้อารมณ์ร้อนทำอะไรยับยั้งใจ ทำให้เกิดความสูญเสียและเป็นคดีใหญ่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ   

อย่างไรก็ตาม สำหรับร่างผู้เสียชีวิตทั้ง 3 ราย ประกอบด้วย นายสานิตย์ อายุ 60 ปี ผอ.สวท.พิษณุโลก, นายจิรวุฒิ อายุ 47 ปี นายช่างไฟฟ้าอาวุโส และ นายภูมิศรัณญ์ อายุ 55 ปี นายช่างอาวุโส จะมีกำหนดการพิธีรดน้ำศพวันที่ 28 พ.ค.63 เวลา 15.30 น. ณ วัดคูหาสวรรค์ อ.เมือง จังหวัดพิษณุโลก สวดพระอภิธรรมเวลา 18.00 น. โดยศพของ นายจิรวุฒิ ญาติจะนำไปบำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิด สวดพระอภิธรรมสองคืน 29-30 พ.ค. 63 ณ วัดฆะมัง ต.ฆะมัง อ.เมือง จ.พิจิตร และมีพิธีพระราชทานเพลิงศพในวันที่ 31 พ.ค. 63

Featured

จังหวะนรก! พายุพัดต้นไม้โค่นทับรถ เมียตาย-ผัวสาหัส หมานั่งหงอยเฝ้าศพเจ้าของ

พายุโซนร้อนถล่มในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ พัดกระหน่ำเอาต้นไม้ขนาดใหญ่ริมทางหักโค่นทับรถยนต์กระบะขับฝ่าสายฝน เมียตาย ผัวสาหัส หมานั่งเฝ้าอาลัยเจ้าของ

เหตุพายุโซนร้อนพัดกระหน่ำในครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อเวลา 18.40 น. (24 พ.ค.63) ในพื้นที่ตำบลหนองบัวโคก อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ พันตำรวจโท ณัฐพันธ์ เดชพลกรัง รอง ผกก.สอบสวน.สภ.หนองบัวโคก อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ ได้รับแจ้งว่ามีต้นไม้ล้มทับรถยนต์ มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ติดอยู่ในรถ จึงประสานหน่วยกู้ชีพกู้ภัยสว่างคุณธรรมสถานจุดหนองบัวโคก และแพทย์เวร รพ.จัตุรัส เข้าให้การช่วยเหลือ และตรวจสอบที่เกิดเหตุบนถนนสุรนารายณ์ ห่างจากสี่แยกหนองบัวโคก ไปทางโรงงานกล่องคราฟท์ กล่องกระดาษคราฟท์ อำเภอบำเหน็จณรงค์ ประมาณ 1 กิโลเมตร พบรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า สีบรอนซ์ หมายเลขทะเบียน 5373 นครราชสีมา ถูกต้นไม้ขนาดใหญ่ล้มทับที่กลางคันรถ สภาพรถพังยับเยินทั้งคันจอดอยู่กลางถนน

โดยมีคนติดภายใน 2 คน ทราบชื่อภายหลังชื่อ นายบุญสวน อายุ 55 ปี เป็นคนขับได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนฝั่งซ้ายข้างคนขับพบร่าง นางเกษม อายุ 55 ปี ซึ่งเป็นภรรยาของนายบุญสวนคนขับ เสียชีวิตคาที่บนเบาะรถติดอยู่ภายในรถ และยังพบสุนัข อีก 1 ตัว ติดอยู่ในรถด้วยและนั่งเฝ้าเจ้าของอยู่ในรถยนต์อย่างน่าสงสาร หน่วยกู้ชีพกู้ภัยต้องใช้อุปกรณ์ตัดถ่างซากรถนำร่างของคนทั้ง 2 และสุนัขกว่า 30 นาที จึงนำร่างทั้งผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต รวมทั้งสุนัข ออกมาจากซากรถได้ ซึ่งเป็นที่น่าเวทนาเป็นอย่างมากที่ได้เห็นสุนัขนั่งเฝ้าเจ้าของที่เสียชีวิตไม่ห่าง ส่วนนายบุญล้วน คนขับที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกนำตัวไปรักษาตัวที่ รพ.จัตุรัส

พันตำรวจโท ณัฐพันธ์ เผยว่าสาเหตุน่าจะมาจากขณะที่นายบุญสวน ขับรถมาพร้อมภรรยา และสุนัข ได้เกิดฝนตกหนักแรงและมีลมกระโชกแรงพัดเอาต้นไม้ขนาดใหญ่ข้างทางหักโค่นล้มทับรถยนต์กระบะที่นายบุญสวนขับผ่านมาพอดี เป็นเหตุให้ทั้งนายบุญสวน คนขับรถได้รับบาดเจ็บ และนางเกษมภรรยา เสียชีวิตคาที่ภายในรถ ซึ่งผู้เสียชีวิตแพทย์ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำการชันสูตรพลิกศพไว้แล้ว เมื่อทางญาติไม่ได้ติดใจในการเสียชีวิต จะได้มอบร่างให้กับญาติ รับไปบำเพ็ญกุศลทางศาสนาต่อไป

Featured

กลุ่มเพื่อน “เอ๋ซ่า ล่าผีเฮี้ยน” รวมตัวพิสูจน์เปรต ปิดตำนานอาถรรพ์โรงเรียนร้าง

กลุ่มเพื่อน “เอ๋ซ่า ล่าผีเฮี้ยน” รวมตัวพิสูจน์เปรตวัดกลาง ล้างความเชื่อเป็นสาเหตุให้เสียชีวิต ก่อนขออนุญาตเจ้าอาวาสนำป้ายห้ามเข้าอาคารเรียนมาติด หวั่นเยาวชนเลียนแบบ

จากกรณี นายจิระศักดิ์ หรือ เอ๋ซ่า อายุ 40 ปี หนึ่งในทีมงานเพจล่าผีเฮี้ยน ประสบอุบัติเหตุรถยนต์ชนกับรถบรรทุกสิบล้อ เสียชีวิตบน ถ.กาญจนาภิเษก หมายเลข 9 ต.คลองควาย อ.สามโคก จ.ปทุมธานี โดยในที่เกิดเหตุมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 ราย นางสาวอมรรัตน์ อายุ 32 ปี และบุตรสาวของนายจิระศักดิ์ วัย 9 ขวบ เหตุเกิดเมื่อกลางดึกของวันที่ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น>

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (11 ธ.ค.) เมื่อกลางดึกที่ผ่านมาได้เดินทางไปยังวัดกลาง ต.หัวไผ่ อ.เมือง จ.อ่างทอง หลังทราบข่าวว่ากลุ่มเพจที่นิยมไลฟ์สดในการพิสูจน์สิ่งลี้ลับนำโดย นายศุภกฤษ พิบูลย์ศิลป์ อายุ 39 ปี หรือ ก็อต ดราก้อน มังกรสู้ผี และเพื่อนอีกกว่า 20 คน ได้เดินทางมายังสถานที่ดังกล่าว

พร้อมทั้งขออนุญาต พระครูมงคลพัฒนคุณ อายุ 88 ปี เจ้าอาวาสวัดกลาง ในการเข้าไปพิสูจน์ความเชื่อเรื่องเปรตเพื่อเป็นการชี้ให้เห็นว่ากรณีการเสียชีวิตของนายจิระศักดิ์ หรือ เอ๋ซ่า ล่าผีเฮี้ยน อายุ 40 ปี ไม่ใช่เป็นเรื่องอาถรรพ์แต่เป็นเพราะอุบัติเหตุ โดยมีเยาวชนในหมู่บ้านนับ 10 คนร่วมสังเกตการณ์ ซึ่งทั้งหมดได้เดินพิสูจน์ทั้งในอาคารเรียนร้างและบริเวณด้านหลังโรงเรียนที่มีคนนำศาลพระภูมิเเละที่ตัดเทปกับเเท่นตัดเทปมาทิ้งไว้จำนวนมาก

นายศุภกฤษ เปิดเผยว่า การที่นัดกลุ่มเพจล่าผีมาที่นี่ในในวันนี้ เพื่อที่จะได้ไม่ให้ใครเข้ามาพิสูจน์หรือล่าท้าสิ่งเร้นลับที่นี่เองเพราะพื้นที่วัดและอาคารเรียนแห่งนี้ไม่ใช่ที่จะมาพิสูจน์เป็นการรบกวนพระและชาวบ้านวันนี้ จะได้ปิดตำนานเพื่อลดความกลัวให้กับชาวบ้านเสียที โดยหลังจัดกิจกรรมเสร็จทั้งหมดจุดธูปไว้อาลัยให้กับผู้เสียชีวิต และนำป้ายห้ามเข้าก่อนได้รับอนุญาตติดตั้งเพื่อไม่ให้มีคนเข้ามาลองของที่โรงเรียนร้างอีก

ขณะที่ผู้สื่อข่าวสอบถามยัง กลุ่มเยาวชนที่อยู่บริเวณวัด พบว่า ที่ผ่านมาเคยขับรถผ่านและรู้สึกว่ามีคนวิ่งตามแต่ไม่กล้าหันไปมอง เนื่องจากกลัวโดยเฉพาะเมื่อก่อนที่ยังไม่มีไฟส่องสว่างติดตั้ง แต่ตอนนี้มีไฟส่องสว่างติดอยู่ก็ยังรู้สึกผวาอยู่เวลาขับผ่าน เพราะผู้ใหญ่เล่าให้ฟังว่าที่นี่มีผีดุแต่ก็ไม่เคยเจอกับตาตัวเองเลยสักครั้งหนึ่ง

สำหรับวัดกลางเป็นวัดเก่าแก่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าช้าโดยเฉพาะบริเวณด้นข้างโรงเรียนร้าง และเมื่อมีต้นไม้สูงใหญ่ปลูกอยู่ทำให้เวลากลางคืนดูน่ากลัวเป็นอย่างมาก จนเป็นที่กล่าวขานของชาวบ้านว่าที่นี่มีเปรตและผีดุ

Featured

สยอง! รถตู้อัดก๊อปปี้ท้าย 18 ล้อ บนมอเตอร์เวย์ คนขับดับคาที่ นักเรียน-นักศึกษาเจ็บระนาว

เมื่อเวลา 06.00 น.วันที่ 23 พ.ย.  พ.ต.ท.สุวิจักขณ์ มีแย้ม สารวัตรสอบสวนสถานีตำรวจทางหลวง (มอเตอร์เวย์) ได้รับแจ้งมีรถตู้ชนท้ายรถพ่วงบนถนนมอเตอร์เวย์ กม.ที่ 67 + 700 ขาเข้ากรุงเทพฯ หมู่ 6 ตำบลนาป่า อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมกู้ภัยไตรคุณธรรม

ที่เกิดเหตุพบรถตู้โดยสาร กรุงเทพฯ ( จตุจักร ) – แกลง – จันทบุรี ยี่ห้อโตโยต้า สีขาว เลขข้างรถ ม.2 ( จ ) 9907 – 13 ( ช ) หมายเลขทะเบียน 15 – 8040 กรุงเทพฯ สภาพด้านหน้าพังยับเยินมีควันแก๊สรั่วออกจากหน้ารถตู้ ภายในที่นั่งคนขับพบศพนายสาโรจน์ คลับคล้าย อายุ 33 ปี ชาวจังหวัดเพชรบุรี สภาพคอหักหน้าผากและหน้าอกยุบ แขนขาหัก เบาะนั่งหลังคนขับพบร่าง น.ส.พรประภา อินทร์คง อายุ 23 ปี นักเรียนเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ มีบาดแผลที่ใบหน้าอาการสาหัส กู้ภัยฯนำส่งโรงพยาบาลชลบุรี นอกจากนี้ยังผู้ได้รับบาดเจ็บ ( ไม่สาหัส ) ที่โดยสารมากับรถตู้กู้ภัยฯนำส่งโรงพยาบาลจุฬารัตน์ ( ชลเวช ) ชลบุรี มีรายชื่อดังนี้คือ น.ส.ฤทัยชนก สิงห์คราญ อายุ 17 ปี น.ส.ธนัชพร เฉลยพจน์ อายุ 17 ปี น.ส.ศุภลัคน์ พันธุ์มณี อายุ 17 ปี น.ส.กีรติกา แพทย์รังสี อายุ 17 ปี และ น.ส.วิศรุตา พึ่งฝั่ง อายุ 17 ปี ทั้ง 5 คนเป็นนักเรียนชั้นมัธยมปีที่ 5  โรงเรียนท่าใหม่พูลสวัสดิ์ จังหวัดจันทบุรี สอบถามทราบว่านักเรียนทั้ง 5 คนได้เหมารถตู้มาจากจังหวัดจันทบุรี ไปส่งที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กรุงเทพฯ

ห่างไปประมาณ 60 เมตรพบรถพ่วงหัวลาก 18 ล้อ หัวสีเหลือง ยี่ห้อนิสสัน ทะเบียน 82 – 8273 สมุทรปราการ ติดสติ๊กเกอร์ กรมทางหลวง บรรทุกเหล็กแผ่นแบบขนาดใหญ่เเละที่ตัดเทป ตัวตัดเทป สภาพท้ายรถมีรอยถูกชน สอบถามนายสมถิ่น วิลาวัลย์ อายุ 48 ปี  ชาวจังหวัดศรีสะเกษ คนขับรถพ่วง เผยอ้างว่า ตนขับรถมาเลนซ้ายสุดวิ่งมาด้วยความเร็วประมาณ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง     เนื่องจากรถบรรทุกหนัก จู่ๆก็ได้ยินเสียงดังโครมตอนแรกคิดว่าเหล็กรถตนหลุดจากแท่นบังคับ จอดรถลงมาดูก็พบรถตู้มาชนท้ายรถตน และตนเห็นมีเด็กนักเรียนได้รับบาดเจ็บก็ได้รีบช่วยลงมาจากรถและโทรศัพท์แจ้งให้กู้ภัยฯมาช่วยดังกล่าว เบื้องต้นตนคาดว่าคนขับคงหลับใน

จากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้สอบสวนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติมเพื่อจะได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

Featured

นักธุรกิจหนุ่มถูกจับ “ฉี่ม่วง” บังคับเซ็นสารภาพ โรงพยาบาลตรวจซ้ำไม่พบสารเสพติด

(30 ต.ค.62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมชัย อายุ 38 ปี นักธุรกิจขายส่งกล้วยหอม ,อาจารย์สอนพิเศษให้กับมหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา และยังเป็นฝ่ายไอทีของโรงงานผลิตเทปใส เทปกาวชื่อดังแห่งหนึ่ง พร้อมกับว่าที่ร้อยตรี ชัชวาลย์ บำรุงวงศ์ ทนายความ นำหลักฐานผลตรวจเลือดจาก รพ.รามาธิบดี ให้ผู้สื่อข่าวดู เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง ว่าในร่างกายไม่มีสารเสพติดใดๆ เพื่อสะท้อนถึงกรณีการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ตั้งด่านแล้วเรียกตรวจปัสสาวะ ปรากฎว่าผลออกมาเป็นสีม่วงทั้งที่ไม่ได้เสพยาเสพติดแต่อย่างใด และจากการส่งปัสสาวะตรวจอย่างละเอียดที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 11 (สุราษฎร์ธานี) ผลออกมาก็ไม่มีสารเสพติด วอนขอความเป็นธรรม และตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม และเตรียมฟ้องกลับ

โดยนายสมชัย เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 22.00 น.วันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่ตนเองขับรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีบรอนซ์ ทะเบียน ผต 2565 สงขลา กลับจากส่งกล้วยหอมให้กับลูกค้า ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และขณะขับรถเพื่อจะเดินทางกลับจังหวัดพัทลุง เมื่อมาถึงจุดตรวจบริเวณถนนเลี่ยงเมือง ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งด่านจุดตรวจ และเมื่อขับเข้าด่านเจ้าหน้าที่ได้ให้ตนเองลงไปตรวจปัสสาวะ ก็ได้ให้ความร่วมมือได้นำปัสสาวะใส่แก้ว และเมื่อนำไปยื่นให้กับเจ้าหน้าที่ ได้ให้ไปนั่งรอและนำปัสสาวะไปตรวจโดยที่ตนเองไม่เห็นขั้นตอนการตรวจ

ขณะที่ตัวเองกำลังเดินไปนั่ง และเจ้าหน้าที่ได้เดินถือแก้วปัสสาวะไปพร้อมตะโกนบอกว่า ”คืนนี้ไม่ได้กลับบ้านแน่ ต้องนอนโรงพัก” จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้มาควบคุมตัวไปพร้อมกับผู้ที่ถูกควบคุมตัวอีก 2 คน ไปที่ป้อมเพื่อทำบันทึกจับกุม แต่ผู้ที่ควบคุมตัวอีก 2 คนที่มาด้วยนั่งด้านนอก ส่วนตนเองเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวอยู่ภายในป้อม และเจ้าหน้าที่ได้นำบันทึกจับกุมมาให้ตนเองเซ็นรับสารภาพ แต่ตนเองไม่ยอมเซ็น แต่ทางเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้บอกว่า ”ให้เซ็นไปก่อน เดี๋ยวเรื่องไม่จบ” จึงได้จำใจเซ็นเพราะความกลัวและเป็นห่วงความปลอดภัยตัวเอง

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวไปตรวจหาสารเสพติดที่ รพ.สุราษฎร์ธานี ผลตรวจออกมาก็พบว่า มีสารเสพติดมากกว่า 1 พันนาโนกรัม ต่อ มิลลิกรัม ตนเองจึงได้ขอตรวจใหม่อีกครั้งที่โรงพยาบาล แต่เจ้าหน้าที่ไม่ยินยอม ก่อนควบคุมตัวเข้าห้องขัง สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี จึงได้ประสานญาติให้มาช่วยประกันตัว ในวงเงินประกันตัว 5 หมื่นบาท หลังได้ประกันตัว พ.ต.ท.มนต์ชัย แมนเมือง สารวัตร(สอบสวน)ได้ทำการสอบปากคำ แต่ตนเองได้ปฎิเสธทุกข้อกล่าวหา

เจ้าหน้าที่ถามว่าไม่เชื่อผลทางวิทยาศาสตร์เหรอ ตนก็ตอบว่าเชื่อ แต่ไม่เชื่อว่าเป็นฉี่ของตน และได้ขอให้พนักงานสอบสวนตรวจปัสสาวะใหม่อีกครั้ง พนักงานสอบสวนจึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมมาร่วมตรวจปัสสาวะใหม่ ต่อหน้าอีกครั้ง ปรากฎผลเบื้องต้น ไม่เจอสารเสพติดแต่อย่างใด จึงเกิดความขัดแย้งกับผลของเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม และได้นำปัสสาวะที่ตรวจใหม่ส่งตรวจ ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 11 (สุราษฎร์ธานี) อย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนให้เดินทางกลับบ้านที่จังหวัดพัทลุง ซึ่งกว่าจะได้กลับออกจาก สภ.เมือง ใช้ระยะเวลาตั้งแต่ด่านตรวจจนออกจาก สภ.เมือง นานกว่า 5 ชั่วโมง เมื่อกลับถึงบ้านได้ตรวจเลือดของตัวเองอีกครั้ง ในวันที่ 8 ต.ค.62 ที่ห้องแล็บเทคนิคการแพทย์พัทลุง และส่งตรวจอย่างละเอียดที่ รพ.รามาธิบดี ในวันที่ 9 ต.ค. เพื่อยืนยันว่าไม่ได้เสพยาเสพติด

ซึ่งในวันนี้ผลออกมาก็ไม่พบยาเสพติดในเลือดแต่อย่างใด และในวันนี้ได้เดินทางไปยังสภ.เมืองสุราษฎร์ธานี เพื่อเข้าพบ พ.ต.ท.มนต์ชัย แมนเมือง สารวัตร(สอบสวน) เจ้าของคดีเพื่อขอทราบผลตรวจปัสสาวะที่ได้ส่งตรวจที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 11 (สุราษฎร์ธานี) ปรากฎว่าผลรับรองการตรวจ ก็ไม่พบว่ามีสารเสพติด 

ทั้งนี้ตนเองยืนยันว่าไม่เคยเสพยาเสพติด และจะดำเนินการฟ้องร้องเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง เพราะตนเองทำธุรกิจหลายอย่างแต่กลับต้องมาถูกกลั่นแกล้งจากทางเจ้าหน้าที่ให้เสื่อมเสียชื่อเสียง

ทางด้าน พลตำรวจตรีฐากูร เนตรพุกกณะ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้รับทราบเรื่องเบื้องต้นแล้ว พร้อมสั่งการ ให้ สภ.เมืองสุราษฎร์ธานีรายงานเรื่องดังกล่าวมายังตนเอง และสั่งตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าวแล้ว 

Featured

ตำรวจเป็นงง เจ้าเข้าทรงพ่อค้ายาเสพติด พาชี้จุดซ่อนของกลางเกือบหมื่นเม็ด

(29 ต.ค.62) Nakhon news Channel เปิดเผยคลิปภาพคดีสุดแปลก ผู้ต้องหายาเสพติดมีอาการสั่น ทำมือร่ายรำ ก่อนเดินนำเจ้าหน้าที่ไปชี้จุดซุกซ่อนยาเสพติด

โดยเมื่อเวลา 11.00 น. พ.ต.อ.พิษณุ พ่วงพร้อม ผกก.สส.ภ.จ.กระบี่ แถลงจับกุมตัวผู้ต้องหาคดียาเสพติด 2 ราย พร้อมของกลางยาบ้าอีกกว่า 15,000 เม็ด ไอซ์จำนวนหนึ่ง อาวุธปืน 2 กระบอก รถยนต์เก๋ง 1 คัน

โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มจาก จนท.ชุดสืบสวน ภ.จ.กระบี่ จับกุมตัว นายเอกชัย อายุ 31 ปี ได้พร้อมยาบ้า 8 เม็ด ยาไอซ์ 2 กรัม อาวุธปืนสั้นไทยประดิษฐ์ 1 กระบอก กระสุนปืนลูกซอง 1 นัด ในตัวเมืองกระบี่ นำตัวมาสอบสวนขยายผล จนสามารถติดตามจับกุมตัว นายภมรชัย อายุ 34 ปี พร้อมยาบ้า 6,170 เม็ด ยาไอซ์ น้ำหนัก 102.36 กรัม อาวุธปืนพกสั้น .38 จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืน .38 จำนวน 51 นัด นำตัวมาสอบสวนที่ ภ.จ.กระบี่

ระหว่างเจ้าหน้าที่กำลังสอบสวน ปรากฎว่านายภมรชัย มีอาการสั่นคล้ายเทพเจ้าประทับทรง ก่อนจะให้ข้อมูลเจ้าหน้าที่ว่ายังมียาบ้าซุกซ่อนอยู่ในรถยนต์เก๋งที่ยึดได้ก่อนหน้านี้ ก่อนที่ร่างทรงนายภมรชัย จะเดินนำเจ้าหน้าที่ไปชี้ที่รถยนต์เก๋งคันดังกล่าว ตรวจค้นที่ภายในห้องเครื่องยนต์ พบยาบ้าจำนวน 9,600 เม็ด ห่อด้วยพลาสติกพันเทปใส เทปกาวซุกซ่อนอยู่ พร้อมเงินสดในรถอีก 30,000 บาทเศษ ตำรวจจึงนำตัวทั้ง 2 ส่ง แจ้งข้อหา มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า,ยาไอซ์) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย, มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยผิดกฎหมาย

Featured

รถพยาบาลฝ่าสัญญาณไฟแดง จยย.ชนสาหัส 2 ราย คนป่วยต้องนอนรอช่วยคนเจ็บ

เกิดอุบัติเหตุรถพยาบาลจะรีบไปส่งผู้ป่วยฝ่าสัญญาณไฟแดง รถจักรยานยนต์ได้ไฟเขียวขับขี่มาไม่ระวังก่อนชนเข้าอย่างจัง เป็นเหตุให้คนขับและคนซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์บาดเจ็บสาหัส 2 ราย 

อุบัติเหตุรายนี้เกิดขึ้น เมื่อเวลาประมาณ 01.00 น.วันนี้ (28 ต.ค.62) ร.ต.อ.ขันติ เพียรสูงเนิน รอง สว.(สอบสวน)สภ.เมืองชัยภูมิ รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุ รถตู้พยาบาลชนรถจักรยานยนต์ บริเวณกลางแยกโรงต้ม ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ แยกโรงงานผลิตกระดาษห่อพัสดุ กระดาษน้ำตาล มีผู้บาดเจ็บสาหัส 2 ราย จึงรุดไปตรวจที่เกิดเหตุพร้อมหน่วยกู้ภัยสว่างคุณธรรมชัยภูมิ และ แพทย์โรงพยาบาลชัยภูมิ

ที่เกิดเหตุพบผู้ได้รับบาดเจ็บชาย 2 ราย เจ้าหน้าที่จึงรีบปฐมพยาบาล ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลชัยภูมิ ทราบต่อมาชื่อ นายปฐมพร อายุ 15 ปี และนายอณัฐชา อายุ 16 ปี  ในที่เกิดเหตุยังพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ สีแดง-ดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนจอดอยู่ ห่างออกไปยังพบรถพยาบาลยี่ห้อโตโยต้า สีขาว ป้ายทะเบียน 3 กพ 5182 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่ ภายในยังมีผู้ป่วยหญิง 1 รายอีกด้วย

สอบถามไปยัง นายซุกรี่ อายุ 38 ปี คนขับรถพยาบาลเล่าว่า ตนได้ขับรถรับผู้ป่วยมาจากโรงพยาบาลภูมิพล เพื่อจะมาส่งที่โรงพยาบาลภูเวียง มาถึงจุดเกิดเหตุซึ่งเป็นบริเวณสี่แยกตนคิดว่าเปิดสัญญาณไฟแล้วน่าจะผ่านได้ ตนได้ขับฝ่าสัญญาณไฟมา ขณะเดียวกันได้มีรถจักรยานยนต์ที่วิ่งมาอีกด้านของถนนได้สัญญาณไฟเขียวก่อนวิ่งชนเข้าด้านข้างของรถพยาบาลส่งผู้ป่วย จนทำให้เกิดเหตุสลด เจ้าหน้าที่บนรถพยาบาลต้องลงมาช่วยเหลือคนเจ็บบนถนนก่อน ส่วนผู้ป่วยหญิงบนรถยังต้องนอนรอนำส่งโรงพยาบาลต่อไป

Featured

โจรชุดไปรษณีย์ชิงทอง เปิดปากเล่าฉากต่อฉาก วางแผนปล้นสุดแยบยล

ตำรวจเข้าจับกุมตัว หนุ่มชุดไปรษณีย์ปล้นร้านทองห้างไทยวัสดุ หลังลอยนวลเป็นเดือนๆ เพราะวางแผนก่อเหตุค่อนข้างเหนือชั้น อ้างทำไปเพราะหวังประชดเมียขี้บ่น

จากกรณีเหตุคนร้ายแต่งกายคล้ายพนักงานไปรษณีย์ไทย บุกเข้าใช้อาวุธปืนและกล่องที่อ้างว่ามีวัตถุระเบิด เข้าปล้นชิงทรัพย์ที่ร้านทองแห่งหนึ่ง ภายในห้างไทยวัสดุ สาขาบางแก้ว ถนนบางนา-ตราด ใกล้โรงงานฟิล์มพันพาเลท ฟิล์มพันสินค้า เมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา ก่อนจะกวาดสร้อยคอทองคำไปได้ และรีบขึ้นรถตู้บริษัทไปรษณีย์ไทยหลบหนีไป กลายเป็นข่าวที่วิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก

ความคืบหน้าล่าสุด พล.ต.ต.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ รอง ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.สุภธีร์ บุญครอง ผบก.สส.ภ.1 พล.ต.ต.ชุมพล พุ่มพวง ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ พ.ต.อ.พิสุทธิ์ จันทร์สุวรรณ์ ผกก สภ บางแก้ว พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ได้ร่วมกันแถลงผลการจับกุม นายพงษ์ดนัย หรือ โอ๊ต อายุ 25 ปี

โดย นายพงษ์ดนัย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 677 / 2562 ในข้อหาชิงทรัพย์โดยใช้อาวุธ ทำตัวประการอื่น เพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ และโดยใช้ยานพาหนะ เพื่อกระทำความผิด เพื่อการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม

นายพงษ์ดนัย ให้การรับสารภาพว่า เคยทำงานเป็นพนักงานที่บริษัทไปรษณีย์ไทย บางพลี ก่อนจะลาออกมาได้ราวๆ 2 ปี ก่อนจะมาทำงานที่ห้างไทยวัสดุ สาขาบางแก้ว ก่อนจะลาออกมาได้ไม่นาน การก่อเหตุได้ศึกษาพฤติการณ์มาจากโลกออนไลน์ และทดลองปฏิบัติจริงอยู่หลายวัน กระทั่งเกิดความชำนาญในการก่อเหตุ

ผู้ต้องหายอมรับว่า ในวันก่อเหตุได้สวมเสื้อทับซ้อนกันมา 3 ตัว เริ่มจากเข้าไปขโมยรถตู้ไปรษณีย์บางพลี เพราะรู้ว่ากุญแจรถมักจะวางเอาไว้ที่คอนโซนหน้ารถ หลังจากนั้นจึงได้นำรถมาจอดไว้ที่ห้างไทยวัสดุ เพื่อรอดูลาดเลาอยู่พักใหญ่ ส่วนสาเหตุที่ก่อเหตุปล้นที่ห้างดังกล่าว เนื่องจากเคยทำงานและรู้เส้นทางเป็นอย่างดี โดยพนักงานไปรษณีย์จะไม่ต้องถอดหมวกกันน็อก และเข้าไปในห้างได้เลย

หลังก่อเหตุได้ขับรถไปจอดทิ้งเอาไว้ที่ซอยบางนา 56 ก่อนจะถอดเสื้อตัวนอกทิ้ง และเดินออกมาอีกซอย พร้อมกับเรียกรถจักรยานยนต์ให้ไปส่งที่ปากซอยลาซาน ก่อนจะนั่งแท็กซี่ไปลงสี่แยกบางนา และนั่งรถเมล์โดยสารไปที่ปากทางเข้า ม.เอแบค แล้วจึงค่อยย้อนนั่งรถแท็กซี่กลับบ้าน ส่วนสาเหตุในการก่อเหตุครั้งนี้ นายโอ๊ต อ้างว่าต้องการประชดแฟนสาว

หลังแถลงข่าวได้ร่วมกันคุมตัวนายพงษ์ดนัย ผู้ก่อเหตุเดินทางไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพยังร้านทองที่เกิดเหตุ ระหว่างที่นำตัวนายพงษ์ดนัยลงจากรถตู้ได้มีพนักงานของไทยวัสดุบางส่วนได้แสดงความไม่พอใจ และวิ่งเข้าไปหวังจะรุมประชาทัณฑ์ แต่เจ้าหน้าที่ระงับเหตุได้ทัน จึงรีบนำตัว นายพงษ์ดนัย เข้าทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ก่อนที่จะรีบคุมตัวกลับมาควบคุมที่โรงพัก สภ.บางแก้ว เพื่อสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Featured

“หญิง กัลยรัตน์” ธิดาแรงงาน ซิ่งเก๋งชนแท่งแบริเออร์คว่ำ บนทางด่วน เจ็บสาหัส

เมื่อเวลา 02.10 น. วันที่ 23 ต.ค. พ.ต.ท.พิภัสสร์ พูนลัน สารวัตร(สอบสวน)สน.ทางด่วน 1 รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถยนต์เสียหลักพลิกคว่ำมีผู้ได้รับบาดเจ็บ บนทางด่วนฉลองรัช ฝั่งขาเข้า ช่วงก่อนทางลงทางด่วนพระราม 9-2 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กทม. หน้าโรงงานจำหน่ายเทปใส เทปกาว จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัยทางด่วน และอาสาสมัครกู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุพบรถยนต์ ยี่ห้อมาสด้า CX3 สีขาว หมายเลขทะเบียน 5 กธ 7022 กรุงเทพมหานคร อยู่ในสภาพรถพลิกคว่ำ หงายท้องล้อชี้ฟ้า บริเวณหน้ารถด้านขวามีรอยเฉี่ยวชนพังยับเยิน ล้อแม็กหน้าข้างขวาแตก จากการตรวจสอบภายในรถพบมีสิ่งของกระจายเต็มเบาะนั่ง

โดยมีคนขับติดอยู่ภายในรถเป็นหญิงสาว 1 รายได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส ขาขวาหัก พูดจาไม่รู้เรื่อง เจ้าหน้าที่จึงเข้าทำการช่วยเหลือออกมา ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลเปาโล โชคชัย 4 ทราบชื่อต่อมาคือ น.ส.กัลยรัตน์ นวรัตน์รุ่งโรจน์ หรือหญิง อายุ 34 ปี เคยเข้าประกวดธิดาแรงงาน เมื่อปี 2555 โดยคว้ารางวัล รองอันดับ 2 ธิดาแรงงาน และได้รางวัลธิดาอัธยาศัยดี อีกรางวัลหนึ่ง

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ คาดว่ารถยนต์คันดังกล่าวขับวิ่งมาด้วยความเร็ว ก่อนจะเสียหลักพุ่งชนเข้ากับแบริเออร์คอนกรีตขอบทาง จนรถพลิกคว่ำและครูดไถลไปกับพื้นถนนเป็นทางยาวกว่า 100 เมตร ส่วนผู้ขับขี่ซึ่งได้รับบาดเจ็บขณะนี้อยู่ระหว่างรักษาตัวที่โรงพยาบาล โดยหลังจากนี้จะต้องรอให้อาการดีขึ้น และทำการสอบปากคำอีกครั้ง เพื่อสรุปสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ต่อไป

Featured

ล็อกตัวแล้ว โจรปล้นทอง กวาดครึ่งแสน ห้างโลตัสวังหิน อ้างหาเงินใช้หนี้พนัน

ล็อกตัวแล้ว โจรปล้นทอง กวาดครึ่งแสน ห้างโลตัสวังหิน อ้างหาเงินใช้หนี้พนัน เผยบุกจับคาบ้านพักย่านบางบัวทองพร้อมของกลางทองรูปพรรณ รถจยย.ที่ใช้ก่อเหตุ

จากกรณีคนร้ายเป็นชายบุกเดี่ยวชิงทองร้านทองเยาวราชเอเชีย สาขาเจซี ห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัสวังหิน ถนนลาดพร้าววังหิน แขวงและเขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ ตรงข้ามร้านจำหน่ายที่ตัดเทป ตัวตัดเทป ได้ทองไป 24 บาท เมื่อเช้าวันที่ 20 ต.ค.ที่ผ่านมาโดยคนร้ายไม่มีอะไรปิดบังใบหน้า กล้องวงจรปิดจับภาพชัดเจน ต่อมาพนักงานสอบสวน สน.โชคชัย รวบรวมพยานหลักฐานขอหมายจับจากศาลอาญา ศาลพิจารณาอนุมัติหมายจับผู้ก่อเหตุ ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

อ่านข่าว หมายจับออกแล้ว! ล่า โจรปล้นทอง ครึ่งแสน พบขี่รถวนเวียนให้ตร.สับสน
อ่านข่าว โจรบอกพนักงาน ล้อเล่น! ก่อน ปล้นทอง 24 บาท ย่านโลตัสวังหิน สูญครึ่งล้าน
โจรปล้นทอง / ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 23 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนกก.สส.บก.น.4 ชุดสืบสวน บก.สส.บช.น ชุดสืบสวน สน.โชคชัย สามารถติดตามจับกุมตัว นายวุฒินันท์ สันติกุลศุข อายุ 22 ปี ผู้ต้องหา ที่ก่อเหตุได้แล้ว ที่บ้านพักย่านบางบัวทอง จ.นนทบุรี

พร้อมของการที่ ตรวจยึดรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่า ฟีโน สีดำคาดแดง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน หมวกกันน็อคสีขาว ซึ่งเป็นรถที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ เสื้อผ้า ทองรูปพรรณจำนวนหนึ่ง โดยจะนำตัวนายวุฒินันท์พร้อมของกลางมาให้ พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. พล.ต.ต.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รองผบช.น. แถลงข่าวที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล อีกครั้งในเวลา 13.30 น.วันนี้ โดยเบื้องต้นนายวุฒินันท์ รับว่าติดการพนัน ต้องการนำเงินไปใช้หนี้พนัน

ทั้งนี้หลังจากจับกุมตัวมาได้ ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.โชคชัย ได้สอบสวนทำประวัติ ขยายผล โดยพบว่านายวุฒินันท์ มีประวัติก่อคดีโชกโชน รวมถึงมูลเหตุจูงใจ ในการก่อเหตุในครั้งนี้ขณะเดียวกันจะนำตัวผู้ต้องหาไป ชี้จุดทำแผนที่ร้านทองเยาวราชเอเซีย ห้างเทสโก้โลตัส ถนนลาดพร้าว-วังหิน ในช่วงเวลา 12.00 น. วันนี้

Featured

คลิปหนุ่มขับเก๋งป้ายแดงเคลียร์เหตุรถชน ด่าเหยียดคู่กรณี ลั่น “คนไทยชั้นต่ำทั้งประเทศ”

โลกออนไลน์แชร์คลิปลูกอ้างเป็นลูกเศรษฐีเคลียร์เหตุรถชน ทั้งด่าเหยียดคู่กรณี แถมด่าคนไทยเป็นพวกชั้นต่ำทั้งประเทศ 

(23 ต.ค.) ในโลกออนไลน์ได้มีการแชร์คลิปวิดีโอจากเฟซบุ๊กคุณโต้ เจ็ทโด้ ซึ่งได้โพสต์คลิปพร้อมข้อความว่า “กลับรถไม่ดูรถ มาทางตรงเลยน่ะเสี่ย ลงมาด่ากูยับเลย ไม่ตะบันหน้าให้ก็บุญแล้ว” ซึ่งเป็นเหตุการณ์หลังจากเกิดเหตุรถชนกัน บริเวณถนนอุทยาน หรือ ถนนอักษะ หน้าโรงงานผลิตแอร์บับเบิ้ล กันกระแทกราคาถูก

คลิปดังกล่าวเผยให้เห็นชายคนหนึ่งแต่งกายดีขับรถเก๋งป้ายแดง เข้ามาต่อว่าผู้ถ่ายคลิป หลังจากหญิงสาวที่มาด้วยกันยกมือไหว้ขอโทษ ชายคนดังกลาวยังด่าทอผู้ถ่ายคลิปมากมาย อาทิ “ขยะสังคม”, “มึงมีปัญญาซื้อรถกูไหม”, “กูมีออมสิน 1 ล้านบาท กูให้มึงดูเลย” , “กูไม่เคยแคร์คนไทย พวกคนไทยชั้นต่ำทั้งประเทศ กูหมิ่นทุกคนแม้กระทั่งนายกฯ” ฯลฯ

ซึ่งหญิงสาวที่มาด้วยพยายามห้ามปราม และถามว่าจะรอประกันไหม แต่ชายคนดังกล่าวบอกว่าไม่รอ และจะเอารถเข้าศูนย์เลย เพราะตนเองมีเงิน และจะเรียกค่าเสียหายจากคู่กรณี 1 ล้านบาท

ชายคนดังกล่าว ยังบอกอีกว่า ตนเองอายุ 24 ปี เป็นลูกเศรษฐี มีรถป้ายแดงคันละล้านสอง มีทุกอย่างที่เจ้าของคลิปไม่มี และตนไม่แคร์ตำรวจ เพราะตนรู้จักนายตำรวจใหญ่ ก่อนจะโทรศัพท์หาแม่และตะโกนขึ้นมาด้วยเสียงดัง ซึ่งหญิงสาวที่มาด้วยก็พยายามห้ามปราม

ขณะที่คนขับรถผ่านมาก็เปิดกระจกบอกว่าให้คุยกันดีๆ แต่กลับถูกด่าว่าทำไมคนไทยชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน และตั้งคำถามว่าทำไมคนไทยการศึกษาต่ำ ก่อนจบคลิปดังกล่าวหญิงสาวในคลิปได้พยายามมาเคลียร์กับเจ้าของคลิป พร้อมบอกให้ชายหนุ่มคนดังกล่าวเข้ามายืนที่ข้างทาง เพราะกลัวว่าเจ้าตัวจะโดนรถชน

ขณะที่อีกคลิปหนึ่ง หญิงสาวที่มาด้วยถามว่าจะขึ้นโรงพักอีกคดีไหม ซึ่งชายคนดังกล่าวก็บอกว่า ขึ้น และตนจะหนีคดีก่อนจะพูดบางประโยคที่กระทบกระเทือนจิตใจคนไทย และพูดว่า “กูเกลียดประเทศไทย” และบอกให้ถอดสัญชาติตัวเองเลย และตนไม่น่ากลับมาที่นี้ 

ทั้งนี้ คลิปดังกล่าวถูกแชร์ไปทั่วโลกออนไลน์ และมีคนเข้ามาดูเกินกว่า 2 ล้านครั้งแล้ว แม้จะถูกโพสต์เพียง 1 ชั่วโมง หลายคนคาดว่าชายคนดังกล่าวน่าจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพจิต ขณะที่บางส่วนก็สงสารหญิงสาวในคลิป เพราะตลอดระยะเวลาที่คุยกัน เธอพยายามขอโทษคู่กรณีพร้อมเจรจาด้วยความสุภาพ และห้ามปรามชายคนดังกล่าวอย่างสุดความสามารถ

Featured

เด็กกตัญญูนั่งรถพ่วงข้างไปช่วยแม่ขายของ โดนปิกอัพชนท้ายกระเด็นดับ

แม่ขี่รถสามล้อพ่วงข้างกำลังออกไปขายของ พร้อมกับลูกชายวัย 15 ปี แต่ระหว่างโดนรถกระบะชนท้าย ทำให้ลูกกตัญญูร่างกระเด็นกลิ่งตกบนถนน เสียชีวิตต่อหน้าต่อตาแม่

(20 ต.ค.) เมื่อเวลา 02.30 น. ร.ต.อ.เจตพร แก้วบุปผา รองสารวัตรสอบสวน สภ.คอหงส์ ได้รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุ รถกระบะชนท้ายรถจักรยานยนต์สามล้อพ่วงข้าง บริเวณหน้าโรงงานผลิตกระดาษลูกฟูก ลูกฟูกม้วน ถนนกาญจนวานิช เส้นทางหาดใหญ่-สงขลา (สายเก่า) หมู่ 8 ต.ท่าข้าม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ฝั่งขาออกตัวเมืองหาดใหญ่

หลังจากลงพื้นที่ไปตรวจสอบจุดเกิดพร้อมด้วยหน่วยกู้ภัยมูลนิธิมิตรภาพสามัคคี ที่เกิดเหตุพบร่าง นายพงศ์ภาเดช อายุ 15 ปี นอนเสียชีวิตอยู่บนถนน จากการถูกรถกระบะพุ่งชน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกคน คือ นางสุภาพร อายุ 40 ปี ซึ่งแม่ของผู้เสียชีวิต

ส่วนบริเวณเดียวกันมีรถจักรยานยนต์สามล้อพ่วงข้าง ยี่ห้อฮอนด้า สภาพถูกชนจากด้านหลังพังเสียหาย และมีผักกระจัดกระจายอยู่เต็มถนน และคู่กรณ๊คือรถกระบะโตโยต้า จอดห่างออกไปประมาณ 200 เมตร สภาพหน้ารถด้านซ้ายเสียหายจากการพุ่งชน โดยมี นายพิชัย อายุ 51 ปี เป็นคนขับ ซึ่งไม่ได้หลบหนีไปไหน รอพบเจ้าหน้าที่อยู่ที่เกิดเหตุ

โดยขณะเกิดเหตุมีญาติของผู้เสียชีวิตเดินทางยังจุดเกิดเหตุ และร้องไห้ด้วยความเสียใจ พร้อมกับตกใจที่ต้องพบกับภาพที่รับไม่ได้

จากการสอบถาม นางสุภาพร ผู้ได้รับบาดที่ยังพอให้การได้ เปิดเผยว่า ตนกับลูกชายได้ขี่รถกำลังจะไปขายของที่หน้าโรงงานแห่งหนึ่งในตัวเมืองสงขลา ซึ่งลูกชายจะไปคอยช่วยเสมอๆ ในช่วงปิดเทอม แต่เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุรถกระบะได้พุ่งมาชนท้ายอย่างจัง ทำให้ลูกชายที่นั่งซ้อนท้ายกระเด็นตกจากรถและเสียชีวิตทันที

ส่วนสาเหตุเจ้าหน้าที่จะเรียกตัว นายพิชัย คนขับรถกระบะไปสอบสวน และเตรียมแจ้งข้อหาดำเนินคดีอีกครั้ง

Featured

มอบตัวแล้ว..กิ๊กโหดยิงสาว 48 เป็นศพคาอพาร์ตเม้นท์

จากกรณีที่คนร้ายก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิง น.ส.ราตรี มีศรี อายุ 48 ปี ภายในห้องพัก ที่อพาร์ตเมนท์แห่งหนึ่งใกล้กับโรงงานผลิตกระดาษห่อพัสดุ กระดาษน้ำตาล ในตำบลดอนหัวฬ่อ อำเภอเมืองชลบุรี โดยผู้ตายถูกยิงด้วยอาวุธปืนลูกซองเข้าที่บริเวณราวนมซ้ายมีรูกระสุนเข้า 4 รู เลือดไหลนองพื้น นอนหงายในห้องข้างเตียงนอน ซึ่งช่วงแรกนั้นกู้ภัยฯและแพทย์ช่วยกันปั้มหัวใจยื้อชีวิต แต่ น.ส.ราตรี ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมา ตรวจสอบในห้องพบตะกั่วลูกปลายกระสุนปืนลูกซอง 4 เม็ด นอกจากนี้ยังพบอาวุธปืนลูกซองไทยประดิษฐ์ 1 กระบอก พร้อมปลอกกระสุนปืนลูกซองซุกอยู่บนดาดฟ้า 1 ปลอก

   คืบหน้าล่าสุด พ.ต.อ.อนุการ ธรรมวิจารย์ ผกก.สภ.ดอนหัวฬ่อ พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ได้ควบคุมตัวนายสุริยา ศรีภูวงษ์ อายุ 36 ปี ชาวจังหวัดหนองบัวลำภู หลังแม่นายสุริยา ได้พาลูกชายเข้ามอบตัวที่ สน ลาดกระบัง เนื่องจากคิดว่าหนีไปไหนตำรวจก็คงต้องตามจับได้สักวัน หลังตำรวจได้ควบคุมตัวกลับมาที่ สภ.ดอนหัวฬ่อ ทาง พ.ต.อ.อนุการ ได้สั่งการชุดสืบสวนทำแผนโดยทันที โดยไม่มีการแถลงข่าวแต่อย่างใด เพระเกรงว่าหากมีประชาชนหรือญาติผู้ตายรู้ข่าวอาจจะมามุงดูและจะรุมประชาฑัณฑ์

  โดยตำรวจได้พาตัวนายสุริยา ไปทำแผนยังห้องที่เกิดเหตุบนชั้นสอง เริ่มตั้งแต่เคาะเรียกประตูเข้าไป อยู่กับผุ้ตายนานถึง2ชั่วโมง จากนั้นก็ได้หลับนอนและมีปากเสียงเรื่องการที่ผุ้ตา่ยได้นำแหวนทอง1สลึงของผู้ตายไปจำนำในราคา 4พันบาท เพื่อนำเงินไปทำพลาสปอตเพราะได้วางแผนว่าจะไปทำงานที่เกาหลีกันทั้ง2 คน แต่เมื่อผู้ตายทวงถามเงินเพื่อนำไปไถ่เพราะกลัวว่าทองจะขาดก็มีปากเสียงโดยผู้ต้องหาบอกว่าเงินไม่มีแล้ว

ผู้ตายโมโหจึงได้ใช้มือตบไปที่ใบหน้า1ครั้งและก็เถียงกันรุนแรง จนผู้ต้องหาโมโหใช้ปืนยิง1นัด จนผู้ตายล้มลง ก่อนที่ผู้ต้องหาจะเข้าไปกอดและรีบออกจากห้อง เอาปืนไปซุกไว้บนดาดฟ้าของหอพัก จากนั้นได้ปืนหนีบริเวณหน้าต่างบนชั้น1

ก่อนจะขึ้นรถตู้โดยสารหลบหนีไปแถบมีนบุรี โดยผู้ต้องหายังบอกอีกว่าทีเเรกที่มีอะไรกันไม่รู้ว่าผู้ตายมีสามีอยู่ก่อน แต่มารู้ทีหลังเมื่อ2เดือนก่อน เคยคิดที่จะจากไปเองแต่ผู้ตายก็ยังรั้งไว้ และล่าสุดก็ได้วางแผนที่จะไปเกาหลีด้วยกันไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่ชีวิตก็ไม่เป็นไปอย่างที่คิดอยากขอโทษครอบครัวผู้เสียชีวิต ที่ทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา พกพาอาวุธปืนไปในทาง หรือที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ครอบครองพกพาอาวุธปืน(ปืนเถือน)โดยไม่ได้รับอนุญาต ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Featured

เมียหลวงเพิ่งพ้นโทษแค่ 5 วัน ถูกกิ๊กใหม่ผัวขับบีเอ็มมายิง ดับสยองคาบ้าน

(18 ต.ค.62) เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา พ.ต.ท.สมจิตต์ ศิริแสวง สารวัตรสอบสวน สภ.หนองแค พร้อมชุดสืบสวนและกองพิสูจน์หลังฐาน อาสาสมัครป่อเต็กตึ๊งจุดหนองแค เข้าตรวจสอบหลังรับแจ้งมีเหตุยิงกันตายภายในบ้านเลขที่ 59 หมู่ 2 ต.ห้วยขมิ้น อ.หนองแค จ.สระบุรี ซึ่งเปิดเป็นอู่ขายอะไหล่รถยนต์มือสอง และจำหน่ายฟิล์มพันพาเลท ฟิล์มพันสินค้า

ในที่เกิดเหตุจากการตรวจสอบพบปลอกกระสุนปืนขนาด .38 เบื้องต้น จำนวน 5 ปลอกตกอยู่บริเวณ พื้นหญ้าหน้าบ้านผู้ตายและหลังบ้านอีก 3 ปลอกรวม 8 ปลอก  

ส่วนผู้เสียชีวิตทราบชื่อ นางสาวกนกพันธ์ อายุ 34 ปี ถูกคมกระสุนตามร่างกาย จำนวน 3 นัด บริเวณปาก ไหล่ซ้าย และข้อมือขวา นอนจมกองเลือดเสียชีวิตอยู่ด้านหลังบ้านหลังดังกล่าว

จากการสอบถาม นายสถาพร อายุ 36 ปี พี่ชายของผู้ตาย ทราบว่า ผู้ก่อเหตุ น่าจะเป็นเมียอีกคนหนึ่งของนายศักดิ์สิทธิ์ อายุ 42 ปี สามีผู้ตาย ที่คบหากันในช่วงที่ผู้ตายถูกจำคุก ในข้อหาจำหน่ายยาเสพติดและเพิ่งพ้นโทษออกมาเมื่อวันที่ 13  ตุลาคม ที่ผ่านมา

(16 ต.ค.62) ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า แม่ค้าร้านขายของชำแห่งหนึ่งใน ต.โคกม้า อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 งวดประจำวันที่ 16 ต.ค.62 หมายเลข 812564 จำนวน 1 ใบ และยังถูกเลขท้าย 3 ตัวอีก 1 ใบ ได้รับเงินรางวัล 6 ล้าน 4 พันบาท 

จากนั้นผู้สื่อข่าวจึงได้เดินทางไปตรวจสอบตามที่ได้รับแจ้ง  พบว่าผู้โชคดีที่ถูกรางวัลที่ 1 คือ นางทองย้อย ขันนาค อายุ 64 ปี  ซึ่งเป็นแม่ค้าร้านขายของชำ ซึ่งก็ได้มีญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านที่ทราบข่าวต่างมาร่วมแสดงความยินดีที่ร้านเป็นจำนวนมาก ขณะที่ป้าทองย้อยก็อยู่ในอาการดีใจ ที่ถูกหวยรางวัลที่ 1 ได้รับเงินถึง 6 ล้านบาท และยังถูกเลขท้าย 3 ตัว หมายเลข 598 อีก 1 ใบ รวมมูลค่าเงินรางวัล 6 ล้าน 4 พันบาท

โดยป้าทองย้อย เล่าให้ฟังว่า ก่อนวันหวยออกตนเองฝันว่าได้ไปจับปลาช่อนกับสามี เก็บใส่รถกระบะจนเต็มคันรถ พ่อรุ่งเช้ามีพ่อค้าลอตเตอรี่มาเดินเร่ขายที่หน้าร้าน จึงเสี่ยงโชคซื้อไว้จำนวน 3 ใบ ก็ไม่ได้หวังอะไรมาก เพราะเคยซื้อหลายครั้งแต่ก็ไม่เคยถูกรางวัล จนกระทั่งผลสลากกินแบ่งรัฐบาลออก จึงนำลอตเตอรี่ที่ซื้อไว้ออกมาตรวจดูพบว่า ถูกรางวัลที่ 1 จำนวน 1 ใบ และถูกเลขท้าย 3 ตัว หมายเลข 598 อีก 1 ใบ รู้สึกดีใจมากทำอะไรไม่ถูก   

ส่วนเงินรางวัลที่ได้  เบื้องต้นก็จะนำไปใช้หนี้และไถ่ถอนบ้านที่ติดจำนองไว้ ที่เหลือก็เก็บไว้ทำบุญ ปรับปรุงร้านขายของชำ แบ่งให้ลูกหลาน และเก็บไว้ใช้ส่วนตัวในบั้นปลายด้วย

Featured

นักศึกษาคะนองโดดน้ำเจ้าพระยาจมดับ เข้าฝันบอกอาให้มารับกลับบ้าน

หนุ่มนักศึกษาคึกคะนองกระโดดแม่น้ำเจ้าพระยาเล่นและจมหาย เข้าฝันอาสาวบอกให้มารับกลับบ้าน แต่งมหาร่างไม่เจอ ทำพิธีขอขมาเจ้าที่-กุมารกระซิบบอกจุด

(16 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณโป๊ะท่าเรือ ริมเขื่อนท่าน้ำนนทบุรี ต.สวนใหญ่ อ.เมือง จ.นนทบุรี นางสมัย อายุ 45 ปี สาวโรงงานผลิตเทปใส เทปกาว ได้ติดต่อ ร.ต.อ.ชัยยง อ้วนมะโฮง รอง สว.(สอบสวน)สภ.เมืองนนทบุรี ขอให้ประสานเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู ชุดนที ลงน้ำค้นหาร่าง นายสุทธิชัย อายุ 20 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง หลังมานั่งเล่นและดื่มสุราที่โป๊ะกับเพื่อนๆ ก่อนจะคึกคะนองกระโดดเล่นแม่น้ำเจ้าพระยาและจมหายไป เมื่อช่วงเช้ามืดวันเดียวกันนั้น

เจ้าหน้าที่ชุดประดาน้ำ 8 นาย ได้ผลัดกันลงงมค้นหาร่าง โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จึงพบร่างติดอยู่ใต้เขื่อนบริเวณท่าน้ำ ก่อนจะกู้ร่างขึ้นจากน้ำเพื่อให้แพทย์นิติวิทยาศาสตร์ทำการชันสูตร ก่อนจะส่งต่อให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพื่อชันสูตรอย่างละเอียดอีกครั้ง

นางสมัย ระบุว่า มีศักดิ์เป็นอาของผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่าหลังจากได้งมหาร่างหลานเมื่อคืนยังไม่พบ ตนจึงเดินทางกลับบ้าน และงีบหลับไปครู่หนึ่ง ปรากฏว่าหลานชายได้มาเข้าฝันตนบอกว่า หนาว อยากกลับบ้าน อยากให้อาและพี่สาวมารับกลับบ้าน ทำให้ตนเดินทางมาที่โป๊ะอีกครั้ง

จากนั้นมีร่างทรงได้บอกตนว่าให้มาไหว้ศาลเจ้าแม่ทับทิม เพื่อทำพิธัเบิกทางขออนุญาตให้พบร่างหลานชาย โดยเอาของมาไหว้ขอขมา ขณะที่พี่สาวของผู้เสียชีวิตได้มีกุมารทองมากระซิบบอกว่า น้องชายติดอยู่ที่ใต้เขื่อนด้านขวา เมื่อประดาน้ำลงงมลงไปจุดตามที่บอก ปรากฏว่าพบร่างหลานชายอยู่ที่ด้านขวาของศาลเจ้าจริงๆ

Featured

หนุ่มส่งอาหารวัย 19 แชทเฟซบุ๊กจีบเด็กหญิง 14 รู้จักเดือนเดียวลวงไปข่มขืน

(15 ต.ค.62) เวลา 10.30 น. นายน้อย (นามสมมุติ) อายุ 48 ปี ได้พาลูกสาว ด.ญ. บี (นามสมมติ) อายุ 14 ปี เข้าแจ้งความกับ ร.ต.อ.ชวนัย  มารศรี รองสารวัตรสอบสว สภ.เมืองอุดรธานี ว่าลูกสาวถูกชายอายุ 19 ปี ที่ขี่รถจยย. รับจ้างส่งอาหาร หลอกลวงไปข่มขืน ในในคอนโดให้เช่าแห่งหนึ่ง ข้างโรงงานผลิตกระดาษห่อพัสดุ กระดาษน้ำตาล ซอยทองคำอุทิศ ตำบลหมากแข้ง อ.เมืองอุดรธานีหลังจากลูกสาวรู้จักกันกับหนุ่ม 19 ปี ผ่านทางเฟซบุ๊ก มาได้ประมาณ 1 เดือน

ร.ต.อ.ชวนัย  มารศรี  เปิดเผยว่า จากการสอบสวนพ่อ และ ด.ญ. บี ทำให้ทราบว่า นายต้น (นามสมมติ) อายุ 19 ปี  ขี่รถจยย. รับจ้างส่งอาหาร ได้มารู้จัก ด.ญ.บี ทางเฟซบุ๊กประมาณ 1 เดือน ก่อนที่จะนัด ด.ญ.บี ให้ไปพบ ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ในตัวเมืองอุดรธานี เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม เวลา 12.30 น. ที่ผ่านมา ซึ่งได้ ชักชวนกันไปกินข้าวด้วยกัน

ต่อมานายต้น ได้ขี่รถจักรยานยนต์พา ด.ญ. บี ซ้อนท้ายไปที่คอนโด แล้วเปิดห้องพักหมายเลข 1210  ก่อนพา ด.ญ. บี เข้าไปในห้องพัก แล้วทำการข่มขืนถึงสองครั้ง ซึ่ง ด.ญ. บี ได้ต่อสู้ขัดขืน แต่สู้แรงของนายต้นไม่ได้ หลังจากนั้นเวลา 22.00 น. นายต้นได้ออกจากห้องพักไป  ด.ญ. บี จึงได้โทรศัพท์ไปบอกพี่ชาย ให้มาช่วยเหลือ แล้วพี่ชายของ ด.ญ. บี ได้เดินทางมาหา แล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง พี่ชายของ ด.ญ.บี  จึงได้ทำการเปิดห้องพักข้างๆ เอาไว้เพื่อจะทำการตะครุบตัวนายต้น ถ้าย้อนกลับมาข่มขืนน้องสาวซ้ำอีก แต่แล้วนายต้นก็ไม่กลับมาจนถึงเช้า

จากนั้น ด.ญ.บี และพี่ชาย ได้เดินทางกลับไปที่บ้านพัก แล้วโทรศัพท์ไปหาพ่อเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับน้องสาวให้พ่อฟัง เนื่องจากพ่อไปทำงานอยู่กรุงเทพ  ซึ่ง ด.ญ.บี และพี่ชาย  อาศัยอยู่กับปู่และย่า ที่ จ.อุดรธานี พอพ่อ เดินทางมาถึงจึงได้พา ด.ญ. บี มาแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ  และได้ ทำหนังสือ ส่งตัว ด.ญ. บี ไปตรวจร่างกาย ที่่โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี

โดยนายต้น พอทราบว่าพ่อของ ด.ญ. บี ได้เดินทาง มาแจ้งความกับตำรวจ จึงเข้ามามอบตัวกับตำรวจ พร้อมยอมรับว่าได้กระทำจริง แต่ได้มีติดต่อการเจรจาเพื่อไกล่เกลี่ย แต่ตกลงกันไม่ได้ ก่อนที่ฝ่ายผู้ปกครองของเด็กหญิงจะมาแจ้งความดังกล่าว ปัจจุบันตนจึงได้ยึดอาชีพรับขี่รถจยย. รับจ้างส่งอาหาร รายได้ก็ไม่มากนัก แค่พอเลี้ยงตนเองเท่านั้นโดยไม่มีเงินก้อนที่จะไปจ่ายค่าเสียหาย

พ.ต.ท.บำรุง แนบชิดชัย รอง ผกก.สอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี  ได้มาร่วมสอบปากคำนายต้น พร้อมกับแจ้งสิทธิให้กับนายต้นได้รับทราบ ถ้าต้องการทนายทางตำรวจจะทำการจัดหาให้  โดยนายต้นยังไม่ให้การหรือข้อมูลใดๆ เพราะเขาต้องรอผู้ปกครองและทนายความมาเสียก่อน  

พ.ต.ท.บำรุง แนบชิดชัย เปิดเผยว่า  สำหรับคดีนี้ยอมความกันไม่ได้ เนื่องจากผู้เสียหาย เป็นเด็กหญิงอายุ 14 ปี หลังจากทำการสอบปากคำผู้ต้องหา เป็นที่เรียบร้อย จะได้ทำแจ้งข้อกล่าวหา ข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่ถึง 15 ปี ซึ่งมิใช่ภรรยาของตนเอง โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม พรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากบิดามารดา หรือ ผู้ดูแล โดยจะไปยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอฝากขังเอาไว้ก่อน 

Featured

ตามวุ่นทั้งหมู่บ้าน 2 เด็กชายวิ่งหนียักษ์หลบในก่อไผ่ เผลอหลับจนมืด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 20.30 น. ของวันที่ 10 ต.ค. เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูจุดเมืองสุโขทัย ได้รับแจ้งจากชาวบ้านขอความช่วยเหลือให้ช่วยออกค้าหาเด็กชาย 2 คน อายุ 9 ปี ได้หายออกจากบ้านตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ 10 ต.ค. หลังทางครอบครัวพบว่ายังไม่ได้กลับบ้าน เกรงว่าเด็กจะได้รับอันตราย

ทราบชื่อเด็กที่หายไปคือ น้องลีโอ และ น้องฟ้อง วัย 9 ปี โดยตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา เหตุเกิดบริเวณหมู่ 4 ตำบลตาลเตี้ย อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย หลังรับแจ้งเจ้าหน้าที่กู้ภัยและชาวบ้านได้กระจายกำลังออกเป็น 2 ทีมเพื่อค้นหาทันที่ รวมถึงทางญาติได้มีการจุดธูปบอกเจ้าที่เจ้าทางของให้พบเด็กทั้ง 2 คน

นายปราโมทย์ อายุ 40 ปี เป็นลุงของเด็กที่หาย ทราบว่าเมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ขณะที่นายปราโมทย์กำลังเดินทางกลับจากทำนา พบเห็นเด็กทั้ง 2 เล่นน้ำอยู่ในสระ ตนจึงบอกให้ขึ้นจากสระน้ำแล้วกลับบ้าน จนมืดเด็กทั้ง 2 ก็ยังไม่เข้าบ้าน ทางผู้ปกครองเด็กทั้ง 2 จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและกู้ภัยให้ช่วยค้นหาอีกแรง

ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้จัดทีมลงไปดำหาเด็กที่ในบริเวณสระน้ำ ที่คาดว่าเด็กๆ จะไปเล่นน้ำกันแต่ก็ไม่พบ ใช้เวลาค้นหากันอยู่ประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้นในเวลา 22.30 น. ได้รับแจ้งจากนายปราโมทย์ ว่าตนพบเด็กทั้ง 2 คนแล้ว ที่โพรงกอไผ่ห่างจากบ้านประมาณ 50 เมตร บริเวณหลังโรงงานผลิตแอร์บับเบิ้ล กันกระแทกราคาถูก ท่ามกลางความดีใจของญาติๆ และทีมคนหา

จากการสอบถาม น้องลีโอ และน้องฟ้อง ว่าทำไมถึงได้ไปนอนหลับในก่อไผ่ เด็กทั้ง 2 เล่าว่า ทั้ง 2 คนได้ออกเดินไปหาปูนากัน แต่ว่าอากาศร้อนเลยชวนกันลงเล่นน้ำในสระ จากนั้นระหว่างเดินทางกลับบ้านผ่านกลางทุ่งนาได้เจอยักษ์ จึงวิ่งเข้าไปหลบในโพรงกอไผ่ แล้วเผลอหลับไป

จนลุงปราโมทย์ ซึ่งเป็นลุงของน้องลีโอ และทีมกู้ร่วมกตัญญูจุดสุโขทัย มาพบเด็กทั้ง 2 คน นอนหลับอยู่ในโพรงกอไผ่ จึงเข้าปลุกออกมา พร้อมกับสอบถามว่าทำไมไปอยู่ในนั้น

ชาวบ้านที่ทราบข่าวต่างสงสารและให้กำลังใจปลอบใจเด็กทั้ง 2 ที่ปลอดภัยแล้วไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว และชื่นชมทีมกู้ภัยร่วมกตัญญูจุกสุโขทัยและชาวบ้านที่ร่วมกันค้นหาเด็กทั้ง 2 คนในครั้งนี้จนสำเร็จ

Featured

สาวใหญ่ขับรถข้ามจังหวัด ใส่เกียร์ผิดพุ่งเกยต้นไม้ ไม่คุ้มสิทธิ “ชิมช้อปใช้”

สาวใหญ่ตั้งใจมาใช้สิทธิ “ชิมช้อปใช้” ขับรถข้ามจังหวัดมา แวะธนาคารก่อนจะไปจับจ่ายใช้เงิน 1,000 บาท แต่เข้าเกียร์ผิด-รถพุ่งเสยต้นปาล์มพังเสียหาย ซ้ำรถไม่มีประกัน

(10 ต.ค.) เมื่อช่วงสายที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองชัยนาท ได้รับแจ้งอุบัติเหตุรถชนเกาะกลางถนน บริเวณถนนวงษ์โต ภายในตัวเมืองชัยนาท ด้านหน้าธนาคารทหารไทย สาขาชัยนาท จึงได้เดินทางตรวจสอบที่เกิดเหตุและเร่งให้ความช่วยเหลือ

ที่เกิดเหตุพบรถยน์นิสสัน ทีด้า สีบรอนซ์เงิน อยู่ในสภาพถอยหลังพุ่งออกมาจากธนาคาร ทำให้ด้านท้ายรถปีนขึ้นไปค้างอยู่ที่ต้นปาล์มเกาะกลางถนน สภาพหน้ารถทิ่มอยู่กับถนน กันชนท้ายหลุด ฝากระโปรงท้ายยุบ เคราะห์ดีไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เจ้าหน้าที่จึงได้เร่งเคลื่อนย้ายรถที่กีดขวางเส้นทางออกมา เพื่อระบายสภาพจราจรที่ติดขัด

ขณะที่ผู้ขับขี่รถคันดังกล่าวเป็นสาวใหญ่วัย 50 ปี เปิดเผยว่า ได้เดินทางมาจาก จ.นครสวรรค์ เพื่อมาใช้สิทธิโครงการ “ชิมช้อปใช้” ที่ลงเทียนใช้ใน จ.ชัยนาท โดยก่อนจะเข้าไปใช้สิทธิได้แวะเข้าทำธุระที่ร้านจำหน่ายเทปใส เทปกาวก่อน หลังจากนั้นกำลังจะขับรถออกมาจากธนาคาร ปรากฏว่าตนใส่เกียร์ผิด กลายเป็นเกียร์ถอยหลัง เป็นเหตุทำให้รถได้พุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ ตนพยายามเหยียบเบรกแล้ว แต่ก็เบรกไม่อยู่ เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก ก่อนที่รถจะพุ่งถอยหลังออกมาชนเกาะกลางถนนดังกล่าว เคราะห์ดีที่ช่วงเกิดเหตุไม่มีรถคันอื่นขับตามเส้นทางมา ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดอุบัติเหตุซ้ำรอยขึ้นได้

นอกจากนี้ สาวใหญ่ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า การมาใช้สิทธิชิมช้อปครั้งนี้ดูเหมือนจะไม่คุ้มค่า เพราะได้เงินแค่ 1,000 บาทแต่ต้องมาแลกกับซ่อมรถคันนี้ ซึ่งเป็นรถที่ไม่มีประกันด้วย แต่ก็ยินดีจ่ายค่าลากรถและค่าซ่อมรถ เพราะทั้งหมดเป็นความประมาทของตัวเองล้วนๆ

Featured

หนุ่มใหญ่คลั่งแทงหลานใบ้ดับอนาถ ตำรวจชาร์จตัวโดนลูกหลงเจ็บ 2 นาย

ตำรวจหล่มสักบุกชาร์จตัว น้าชายคลั่งอาละวาด ชักมีดแทงหลานแท้ๆ พิการเป็นใบ้ เสียชีวิตอนาถคาบ้าน พลาดท่าถูกคมมีดแทงสวน ตำรวจบาดเจ็บไป 2 นาย

เมื่อวานนี้ (8 ต.ค.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ได้รับแจ้งเหตุมีชายเกิดอาการคลุ้มคลั่ง ใช้อาวุธมีดแทงคนพิการที่เป็นหลานแท้ๆ เป็นเหตุทำให้เสียชีวิต จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ ที่บ้านหลังหนึ่ง พบผู้ก่อเหตุกำลังคลั่งอย่างหนัก มีท่าทีกระสับกระส่าย เดินไปมา พูดจาไม่รู้เรื่อง พร้อมถืออาวุธไล่ขู่ที่จะทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทราบชื่อผู้ก่อเหตุคือ นายสมศักดิ์ อดีตหนุ่มโรงงานผลิตเทปขุ่น สก๊อตเทป

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ความพยายามพูดจาเกลี้ยกล่อม นายสมศักดิ์ ให้สงบสติอารมณ์และให้วางอาวุธมีดลง กระทั่งเวลาผ่านไป 1 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ตำรวจสังเกตเห็นว่า นายสมศักดิ์ เริ่มมีอาการอ่อนล้าลง จึงได้ตัดสินใจบุกเข้าชาร์จตัวจากทางด้านหลัง

แต่ปรากฏว่า นายสมศักดิ์ รู้ตัวและหันกลับมา ก่อนจะใช้อาวุธมีดแทงสวนใส่เจ้าหน้าที่ เป็นเหตุทำให้ปลายมีดแฉลบไปถูก ร.ต.อ.นราธิป น้อยฉิม และ ร.ต.อ อิทธิพล ศิริมงคล รองสว.สืบสวน สภ.หล่มสัก ได้รับบาดเจ็บ และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหล่มสัก ล่าสุดอาการปลอดภัยแล้ว

ขณะที่ นายสมศักดิ์ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจล็อกตัวจับกุมได้ในที่สุด ก่อนจะถูกควบคุมตัวไปที่ สภ.หล่มสัก เพื่อดำเนินคดีในข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ก่อเหตุมีประวัติป่วยทางประสาทด้วย

ชาวบ้านยังเปิดเผยอีกว่า ก่อนหน้านี้ นายสมศักดิ์ เคยมีอาการคลุ้มคลั่ง ก่อเหตุใช้มีดฟันลูกชายได้รับบาดเจ็บ เย็บถึง 9 เข็มมาแล้ว ก่อนจะเดินกระสับกระส่ายในบ้าน ไม่หลับนอนข้ามวัน พอตอนเช้าเห็นนายสมศักดิ์ขี่รถจักรยานยนต์ พกมีดติดตัวไปรอบๆ หมู่บ้าน สร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้าน แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยว เพราะเกรงจะเป็นอันตราย กระทั่งมาก่อเหตุฆ่า นายสมพร อายุ 37 ปี ซึ่งเป็นหลานชายที่พิการเป็นใบ้เสียชีวิตน่าเศร้า

Featured

รถตู้นักศึกษาเทคโนฯ มุ่งหน้าไปไม่ถึงกรุง พุ่งชนท้ายสิบล้อ ตาย 3 เจ็บ 7

รถตู้นักศึกษาเทคโนโลยีฯ จากลำพูน กำลังมุ่งหน้าเข้าเมืองกรุง แต่พุ่งชนท้ายรถบรรทุกสิบล้อ ตาย 3 ศพ บาดเจ็บอีก 7 คาดทางมืดเปลี่ยว ขึ้นเขามามองไม่เห็นรถคันข้างหน้า

(8 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา เกิดอุบัติเหตุบนถนนพหลโยธิน ช่วงลำปาง-ตาก ฝั่งขาล่อง พื้นที่ตำบลนาแส่ง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง เป็นเหตุรถตู้คณะนักศึกษาวิทยาลัยธนบุรี เทคโนโลยีหมู่บ้านครู ภาคเหนือ จ.ลำพูน เสียหลักพุ่งชนท้ายรถบรรทุกสิบล้อบรรทุกข้าวโพด หน้าบริเวณโรงงานผลิตแอร์บับเบิ้ล กันกระแทกราคาถูก เหตุดังกล่าวมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย

ต่อมาเจ้าหน้าที่สมาคมกู้ภัยเกาะคา พร้อมกับเจ้าหน้าที่กู้ชีพโรงพยาบาลเกาะคา เจ้าหน้าที่สมาคมกู้ภัยนครลำปาง และเจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างธรรมสถานลำปาง ได้เดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุ และช่วยเหลือลำเลียงผู้ได้รับบาดเจ็บนำส่งโรงพยาบาลเกาะคา และนำส่งโรงพยาบาลลำปาง\

ขณะที่ภายในรถพบร่างผู้เสียชีวิตติดอยู่คาซากรถ ฝั่งด้านหน้าของรถตู้ จำนวน 3 คน ขณะที่รถตู้โตโยต้า สีบรอนซ์เงิน จอดอยู่ในสภาพพังยับเยิน โดยเฉพาะช่วงหน้าตัวรถพังยุบเข้าไปครึ่งคัน เจ้าหน้าที่ได้ใช้อุปกรณ์ตัดถ่างช่วยนำร่างผู้เสียชีวิตออกมาจากซากรถอย่างทุลักทุเล

จากการสอบสวนทราบว่า รถตู้นักศึกษาคันดังกล่าวได้ขับออกมาจาก จ.ลำพูน เพื่อจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ แต่เมื่อเดินทางมาถึงจุดเกิดเหตุ เป็นเส้นทางขึ้นเขาและเป็นทางมืดเปลี่ยว ปรากฏว่ารถตู้ได้เสียหลักพุ่งชนท้ายรถบรรทุกสิบล้อ ที่บรรทุกข้าวโพดมาจาก จ.เชียงราย

เจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่า คนขับรถตู้อาจจะเกิดจากการหลับใน หรืออาจจะมองไม่เห็นเส้นทาง เมื่อเห็นรถคู่กรณีอยู่ในระยะกระชั้นชิด คนขับรถตู้จึงเลี้ยวหักหลบแต่ไม่ทัน ตัวรถจึงพุ่งชนชนท้ายฝั่งขวาของรถบรรทุกสิบล้ออย่างจัง เป็นเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ บาดเจ็บอีก 7 ราย ทางเจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

Featured

รวบหนุ่มหลอกนักศึกษาผ่านแอปฯ ดัง ทั้งทำร้ายร่างกาย-ข่มขืน-ชิงทรัพย์

ตำรวจภูธรภาค 4 รวบหนุ่มสกลนครหลอกนักศึกษาผ่านแอปพลิเคชั่นชื่อดัง ทั้งทำร้ายร่างกาย ข่มขืน ชิงทรัพย์ 

ที่กองกำกับการสืบสวน 2 กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 4 (กก.สส.2 บก.สส.ภ.4) พ.ต.อ.อัครวินต์ สุคนธวิท ผกก.สส.2 พร้อมด้วย พ.ต.ท.เดชชาติ มูลมณี รอง ผกก.สส. 2 ทำการสอบปากคำ นายอานุภาพ อายุ 21 ปี อยู่ ต.กกปลาซิว อ.ภูพาน จ.สกลนคร ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดมหาสารคาม ในข้อหา ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน,ชิงทรัพย์,ข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.2 จับกุมตัวได้ขณะนอนหลับอยู่ในเปล ภายในสวนยางพาราในพื้นที่บ้านชลประทาน ม.13 ข้างโรงงานผลิตเทปใส เทปกาว ต.หลุบเลา อ.ภูพาน จ.สกลนคร

พ.ต.ท.เดชชาติ กล่าวว่า หลังจากมีผู้เสียหาย ซึ่งเป็นนักศึกษาหญิง จำนวน 2 ราย เข้าแจ้งความดำเนินคดี โดยรายแรกอายุ 20 ปี เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ว่าถูกเพื่อนชาย ชื่อ อาร์ท ซึ่งรู้จักกันผ่านทางแอปพลิเคชั่นชื่อดังทำร้ายร่างกายและข่มขืนจนหมดสติ จากนั้นก็ถูกลักทรัพย์เงินสดเกือบ 10,000 บาท โทรศัพท์มือถือ ไอโฟน 7 จำนวน 1 เครื่อง สร้อยคอทองคำหนัก 2 สลึง จำนวน 1 เส้นไป

ส่วนผู้เสียหายรายที่สองเป็นนักศึกษาอายุ 19 ปี เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมหาสารคาม ซึ่งเป็นข้อมูลที่คล้ายๆ กับผู้เสียหายรายแรกคือ รู้จักกันผ่านทางแอปพลิเคชั่นดังกล่าว ฝ่ายชายนัดเจอกันและตกลงเป็นแฟน จนมีความสัมพันธ์กันลึกซึ้ง จากนั้นฝ่ายชายก็เอาทั้งรถจักรยานยนต์ 1 คัน สร้อยคอทองคำหนัก 2 สลึง 1 เส้น ไปและไม่ยอมนำมาคืน จึงเข้าแจ้งความให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

Featured

รื้อคดีฆาตกรรม “โทโมโกะ” สาวญี่ปุ่นตายที่สุโขทัย ยังมีคนไม่ได้ตรวจดีเอ็นเอ

รมว.ยุติธรรม สั่งรื้อคดีฆาตกรรม “โทโมโกะ” เมื่อ 11 ปีก่อน ส่งเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์จะลงพื้นที่อีกครั้ง เผยยังเหลือ 1 รายที่ไม่ได้ตรวจดีเอ็นเอ

(4 ต.ค.) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวภายหลังการตรวจเยี่ยมสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ว่า ในฐานะ ส.ส.จังหวัดสุโขทัย เมื่อมาเป็น รมว.ยุติธรรม ได้หารือกับผู้บริหารสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ว่าจะขอให้ส่งนักนิติวิทยาศาสตร์ลงพื้นที่ จ.สุโขทัย

เพื่อเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอในจุดที่ต้องสงสัยเพิ่มเติมเพื่อคลี่คลายคดี น.ส.โทโมโกะ คาวาชิตะ นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่ถูกฆาตกรรมในเขตอุทยานประวัติศาสตร์ จ.สุโขทัย เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2550 โดยคดีดังกล่าวได้ถูกโอนมาให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการและดีเอสไอได้รับไว้เป็นคดีพิเศษตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2556

ในครั้งนี้จะเป็นการขยายพื้นที่ให้ไกลออกจากจุดเกิดเหตุ เพื่อให้ได้มาซึ่งหลักฐานทั้งหมดเพื่อปิดคดี ที่ผ่านมาแม้พ่อแม่ของผู้เสียชีวิตและสถานทูตญี่ปุ่นจะยังไม่ขอเข้าพบเพื่อทวงถามคดี แต่ตนในฐานะที่กำกับดูแลกระทรวงยุติธรรมต้องการเร่งรัดและคลี่คลายคดีให้ได้เร็วๆ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของประเทศ โดยคดีดังกล่าวจะหมดอายุความในปี 2570

“ที่ผ่านมามีการตรวจดีเอ็นไอผู้ต้องสงสัยไปจำนวนมากแล้ว จึงคิดว่าในพื้นที่ควรจะช่วยกันอีกรอบหนึ่ง นอกจากนี้อยากสื่อให้ทางการญี่ปุ่นรับทราบว่าเราไม่ได้นิ่งดูดาย และกระทรวงยุติธรรมพยายามติดตามให้อย่างเต็มที่ ส่วนเจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่ในจุดใดเป็นรายละเอียดในสำนวน” นายสมศักดิ์ กล่าวA

รายงานข่าวจากกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้มีการตรวจหาสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอผู้ต้องสงสัยคดีนี้ไปแล้ว 300 ราย โดยทางดีเอสไอได้ตั้งรางวัลนำจับจำนวน 2 ล้านบาท แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังจับกุมคนร้ายไม่ได้

อย่างไรก็ตาม คดีนี้ยังมีร่องรอยให้สามารถติดตามได้จากเสื้อผ้าของน.ส.โทโมกะที่คนร้ายได้ทิ้งไว้ และมีรายงานในพื้นที่ระบุว่ามีผู้ต้องสงสัยรายหนึ่งที่ยังไม่ได้ตรวจดีเอ็นเอ และได้เสียชีวิตแล้วไม่สามารถนำกระดูกมาสกัดหาสารพันธุกรรม จึงมีความเป็นได้ที่อาจจะมีการตรวจดีเอ็นเอของญาติพี่น้องสายตรงหรือมารดาของผู้ต้องสงสัย แต่คงจะมีกระบวนขั้นตอนการขอตรวจซึ่งกระทรวงยุติธรรมจะมีการหารือกันอีกครั้งก่อนส่งเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์จะลงพื้นที่

ทั้งนี้ คดีฆาตกรรม น.ส.โทโมโกะ คาวาชิตะ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2550 โดย น.ส.โทโมโกะ เป็นนักท่องเที่ยวสาวชาวญี่ปุ่น ถูกฆ่าปาดคอทิ้งศพไว้ในพงหญ้าหลังโรงงานผลิตกระดาษห่อพัสดุ กระดาษน้ำตาล และคดีดังกล่าวไม่มีหลักฐานที่จะสามารถมัดตัวผู้ก่อเหตุได้ แม้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องต่างเร่งคลี่คลายคดี ซึ่งเหตุสะเทือนขวัญครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

Featured

เปิดคำพูด “หนุ่มเผาทั้งเป็น” เพราะแค้นแฟนสาว 17 ปีก่อน ทำพิการถึงวันนี้

วันนี้ที่รอคอย ญาติสาวเหยื่อถูกเผาทั้งเป็นเมื่อ 17 ปี ขอบคุณตำรวจที่จับกุมตัวคนร้ายได้ก่อนหมดคดีความ ด้านผู้ก่อเหตุให้การภาคเสธ ไม่รู้ว่าตัวเองมีหมายจับ รับแค่ต้องการหนีให้พ้น 20 ปี

(3 ต.ค.) นางกอลิเย๊าะ อายุ 63 ปี พร้อมกับญาติพี่น้องได้เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.เทเวศน์ ปลื้มสุด ผกก.สภ.เมืองนครศรีธรรมราช หลังทราบว่ามีการจับคนร้ายที่ทำร้ายลูกสาวและเผาทั้งเป็น ทำให้กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงมานานถึง 17 ปี เนื่องจากผู้ก่อเหตุได้หลบหนีคดี เพราะความหึงหวงเนื่องจากฝ่ายหญิงขอบอกเลิก

โดยนางกอลิเย๊าะ เปิดเผยว่า เมื่อ 17 ปีก่อน ตอนนั้นมีอายุ 20 ปี ถูก นายคำรณ หรือ บังหนิด ทำร้ายร่างกาย และจุดไฟเผาร่าง ซึ่งคดีนี้ผ่านมานานมากแต่ยังไม่มีความคืบหน้า กระทั่งทราบในช่วงเช้าวันนี้ว่า ตำรวจกองปราบปรามได้เข้าจับกุมตัว นายคำรณ ผู้ต้องหาตามหมายจับฯ ข้อหาพยายามฆ่าและปล้นทรัพย์ ได้ในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี ใกล้โรงงานอุตสาหกรรมผลิตแอร์บับเบิ้ล กันกระแทกราคาถูก ก่อนหมดอายุความเพียง 2 ปีเศษ

นางกอลิเย๊าะ รู้สึกดีใจเพราะเป็นการรอคอยถึง 17 ปี เพื่อทวงความยุติธรรมให้กับลูกสาว วันนี้ลูกสาวยังไม่พร้อมที่จะมายังสถานีตำรวจ จึงให้รออยู่ภายในรถ คดีนี้เกิดขึ้นมานานแต่คดีเงียบหายไป จึงได้เรียกร้องให้ตำรวจรื้อคดีขึ้นมาใหม่ จนในที่สุดก็สามารถติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีได้ในที่สุด จึงรู้สึกพอใจและขอขอบคุณตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ช่วยเหลือจนได้รับความเป็นธรรม

ขณะเดียวกัน นายคำรณ หรือ บังหนิด อายุ 38 ปี ชาวอำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ตกเป็นผู้ต้องหาหลบหนีคดีทำร้ายร่างกายและจุดไฟเผา น.ส.วรรณา ปัจจุบันอายุ 37 ปี ได้ให้การปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นคนก่อเหตุทำร้ายร่างกายและเผา น.ส.วรรณา หลังเกิดเหตุทราบว่าฝ่ายหญิงได้รับบาดเจ็บสาหัส ตนจะไปหาที่โรงพยาบาลแต่ครอบครัวของฝ่ายหญิงห้ามเอาไว้

โดยหลังจากนั้นได้ถูกจับตัวแล้วขึ้นศาลพิจารณาคดีไปแล้ว แต่ยอมรับว่าได้หลบหนีคดีไปในชั้นพิจารณา โดยตั้งใจว่าจะหลบไปซ่อนตัวอยู่ที่อื่น รอกระทั่งครบ 20 ปี ถึงจะกลับมาที่บ้านเกิดอีกครั้ง แต่ปรากฏว่าถูกจับกุมตัวได้เสียก่อน

“ผมไม่รู้ว่ามีการออกหมายจับอีกเพราะเอกสารที่ผมมีนั้นศาลได้สั่งเพิกถอนหมายจับแล้ว และให้คืนหลักทรัพย์ประกันตัว ผมเข้าใจว่าคดีเสร็จสิ้นแล้วจึงไปอยู่ที่สุพรรณบุรี แต่มารู้ทีหลังว่ายังมีหมายจับ วันที่กองปราบไปจับเขาไม่ใส่กุญแจมือใดๆเลยด้วยซ้ำ”

ขณะที่ส่วนครอบครัวของผู้เสียหายที่มารอพบนายคำรณนั้น ได้เดินทางกลับไปก่อน เนื่องจากความจำเป็นต่อสุขภาพของน.ส.วรรณา ส่วนการคุมตัวนายคำรณเจ้าหน้าที่ระบุว่าคืนนี้จะถูกควบคุมตัวที่ สภ.เมืองนครศรีธรรมราช ส่วนในวันพรุ่งนี้จะนำตัวไปฝากขังที่ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช และพนักงานสอบสวนจะคัดค้านการประกันตัว โดยครอบครัวผู้เสียหายจะร่วมยื่นคัดค้านการประกันตัวกับศาลด้วย



Featured

พ่อค้าตลาดนัด ติดเครื่องรถนอนหลับในปั๊ม จู่ๆ ไฟไหม้รถ เคราะห์ดีช่วยกันดับทัน

พ่อค้าตลาดนัดจอดรถนอนพักในปั๊มน้ำมัน จู่ๆ ไฟลุกไหม้รถ เคราะห์ดีช่วยกันดับเอาไว้ได้ทัน

เมื่อเวลา 05.00 น. วันที่ 2 ต.ค. ศูนย์วิทยุรวมใจเสนา สมาคมอยุธยารวมใจ ได้รับแจ้งเกิดเหตุเพลิงไหม้รถยนต์เก๋ง บริเวณโรงงานอุตสาหกรรมผลิตฟิล์มพันพาเลท ฟิล์มพันสินค้า ตั้งอยู่ริมถนนอยุธยา-เสนา หลักกิโลเมตรที่ 17    ต.บางนมโค อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมประสานรถดับเพลิงจากเทศบาลเมืองเสนา เทศบาลตำบางนมโค ไปควบคุมเพลิง

ในที่เกิดเหตุพบเพลิงกำลังลุกไหม้ภายในบริเวณห้องเครื่องของรถยนต์เก๋ง โตโยต้า สีขาวหมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร ที่จอดอยู่บริเวณด้านจุดบริการเติมลมของปั๊มน้ำมัน พนักงานภายในปั๊ม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งช่วยเหลือ โดยพยายามเปิดฝากระโปรงรถพร้อมกับนำถังเคมีฉีดเพื่อควบคุมเพลิง จากนั้นเจ้าหน้าที่ระดมฉีดน้ำเพื่อควบคุมเพลิงใช้เวลาประมาณ 20 นาที สามารถควบคุมเพลิงเอาไว้ได้ พบเพลิงลุกไหม้ภายในห้องเครื่องได้รับความเสียหาย

นายประโชค อายุ 39 ปี เจ้าของรถ เปิดเผยว่า ตนเป็นพ่อค้าขายอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ รับทำกุญแจตามตลาดนัด เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 1 ต.ค. ตนมาขายของที่ตลาดเปิดท้ายในวัดสามกอใกล้กับที่เกิดเหตุ หลังจากเลิกขายประมาณ 2 ทุ่ม เก็บร้านเสร็จมาจอดรถเพื่อนอนพักผ่อนในปั๊มน้ำมัน เตรียมขายของช่วงเช้าในตลาดเทศบาลเมืองเสนา โดยจอดติดเครื่องนอนกับภรรยา ระหว่างที่กำลังนอนหลับ มีเด็กปั๊มน้ำมันมาเคาะกระจกรถเรียกว่าไฟไหม้รถ เห็นมีกลุ่มควันลอยออกมาจากหน้ารถ จึงรีบปิดวาล์วก๊าซเอ็นจีวี แล้วออกมาจากรถพร้อมกับขนข้าวของออกมาด้วย จากนั้นจึงช่วยกันพยายามดับไฟเอาไว้ได้ทันไม่ลุกลามมาก เสียหายภายในห้องเครื่อง แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

ในเบื้องต้นสันนิษฐานว่า น่าจะเกิดไฟฟ้าของระบบรถยนต์ลัดวงจรทำให้เกิดเพลิงไหม้ขึ้น โชคดีที่เด็กปั๊มน้ำมันเห็นก่อนและเจ้าหน้าที่มาช่วยกันดับไฟเอาไว้ได้ทัน

Featured

สลดใจ ลูกสาววัย 46 ป่วยทางจิตไม่รู้ว่าแม่ตาย ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านกับศพเน่าอืด

(1 ต.ค.62)  ร.ต.อ.สำรวย อบกลาง รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ได้รับแจ้งมีคนนอนเสียชีวิตภายในบ้าน ต.ถนนหัก อ.นางรอง จึงได้ประสานแพทย์เวรโรงพยาบาลนางรอง และเจ้าหน้าที่กู้ภัยสยามรวมใจปู่อินทร์ประจำจุดอำเภอนางรอง ร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุ

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุบริเวณชั้นล่าง หน้าประตูทางเข้า พบศพนางทองใบ อายุ 82 ปี ในสภาพนอนหงายเสียชีวิตขึ้นอืดหนอนไต่ยั้วเยี้ยะอยู่บนเสื่อ ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งทั่วบ้าน เบื้องต้นคาดว่าน่าจะเสียชีวิตมาแล้ว 4-5 วัน  ส่วนสาเหตุคาดว่าน่าจะเสียชีวิตด้วยอาการป่วยโรคหัวใจ ประกอบกับผู้เสียชีวิตมีอายุมากด้วย  

แต่ที่น่าสลดใจ คือ น.ส.พรทิพย์ อายุ 46 ปี ลูกสาวคนเล็กของผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นผู้ป่วยจิตเวช ยังใช้ชีวิตอยู่ภายในบ้านกับแม่ที่เสียชีวิตไปแล้วตามปกติ ทั้งที่ร่างของแม่ขึ้นอืดเน่าเปื่อยมีหนอนไต่ยั๊วะเยี้ยะ  ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งทั่วบ้าน ซึ่งอาจจะด้วยมีอาการป่วยทางจิต จึงยังคงใช้ชีวิตเป็นปกติเหมือนกับแม่ยังมีชีวิตอยู่

จากการสอบถามญาติผู้ตายเล่าว่า ผู้ตายมีลูกทั้งหมด 4 คน ปัจจุบันอาศัยอยู่บ้านหลังดังกล่าวกับลูกสาวคนเล็กแค่ 2 คน  ส่วนลูกคนอื่นๆ แต่งงานไปอยู่กับครอบครัว ลูกสาวคนเล็กที่อยู่ด้วยมีอาการป่วยทางจิต แต่ก็ยังพอหุงข้าว หายา ให้แม่รับประทานได้ และก็จะมีหลานของผู้ตายที่นำกับข้าวมาส่งให้ในตอนเช้าทุกวันก่อนจะออกไปทำงาน แต่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลานผู้ตายได้นำกับข้าวมาส่งให้ตามปกติแต่ประตูปิดจึงแขวนไว้หน้าบ้านแล้วออกไปทำงานที่โรงงานผลิตที่ตัดเทป ตัวตัดเทป แต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร

ด้าน นายสมชาย ลูกชายคนโตของผู้เสียชีวิต เล่าว่า ตนเองจะเข้ามาเยี่ยมแม่อาทิตย์ละ 1 ครั้ง เพราะแม่ป่วยเป็นโรคหัวใจ แต่ครั้งนี้มาตอนกลางคืนเพราะจะเดินทางไปงานศพของน้า ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงตั้งใจแวะเอาเงินมาให้แม่ และจะมารับญาติเดินทางไปด้วย แต่พอเปิดประตูเข้าไปในบ้านก็แทบช็อกเมื่อเห็นแม่นอนเสียชีวิตในสภาพศพเน่าเปื่อยแล้ว  โดยที่ไม่มีใครรู้เลยเพราะก่อนหน้านี้ตนเองก็จะโทรมาถามน้องสาวคนเล็กอยู่เป็นประจำว่าแม่เป็นยังไงบ้าง ซึ่งน้องก็จะบอกตลอดว่าแม่สบายดี  กินข้าวแล้ว แบบนี้ทุกครั้ง  จึงไม่ได้เอะใจอะไร กระทั่งเดินทางมาเยี่ยมแม่จึงรู้ว่าแม่เสียชีวิตมาแล้วหลายวัน แต่ทางครอบครัวก็ไม่ได้ติดใจอะไร ทั้งสาเหตุการเสียชีวิตเพราะแม่ก็อายุมากแล้วประกอบกับป่วยด้วยโรคหัวใจด้วย และที่น้องสาวไม่ได้บอกว่าแม่เสียชีวิตก็เพราะน้องสาวมีอาการป่วยทางจิตเช่นกัน

Featured

ลุงวัย 68 ผูกคอตาย สาวหลอกให้รักแล้วหักหลัง เขียนข้อความสุดท้ายสั่งเสีย

(30 ก.ย.62) เมื่อคืนที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุคนผูกคอตายภายในบ้านหลังหนึ่ง ซอย 7 รัตนอุทิศ เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา หลังจากตำรวจ สภ.หาดใหญ่ ไปตรวจสอบ พบร่าง นายธีรชัย อายุ 68 ปี ใช้เชือกผูกคอกับขื่อประตูห้องนอนในลักษณะเข่ายันพื้น ลักษณะจงใจฆ่าตัวตาย

จากการตรวจสอบภายในห้องพบกระดาษ 3 แผ่น พร้อมแปะเทปขุ่น สก๊อตเทป เขียนลาตายเอาไว้พร้อมเงิน 1,000 บาท ใบแรก เขียนให้เอาเงิน 1,000 ไปทำบุญกับมูลนิธิ ใบที่ 2 เขียนขอบคุณญาติพี่น้องที่ให้กำลังใจและขอโทษทุกคนที่ทำให้ลำบาก ค่อยเจอกันใหม่ ส่วนใบที่ 3 เขียนถึงผู้หญิงคนหนึ่งพร้อมกับระบุชื่อเอาไว้ด้วย ว่าให้ตำรวจช่วยจับกุมตัวให้ได้อย่าไปทำกับคนอื่นอีก ตำรวจจึงเก็บเอาไว้เป็นหลักฐาน และญาติก็ไม่ได้ติดใจในสาเหตุของการตาย

จากการสอบถาม นางปราณี  อายุ 66 ปี ซึ่งเป็นภรรยาและเป็นผู้มาพบศพสามีผูกคอตายเป็นคนแรกบอกว่า หลังกลับจากทำงานเป็นช่างเสริมสวยและเข้ามาในบ้านก็พบว่าสามีใช้เชือกผูกคอตายอยู่ที่ประตู

ส่วนสาเหตุน่าจะมาจากความเครียดที่ถูกผู้หญิงคนหนึ่งหลอกคบหากันมาสักพัก และขโมยรถจักรยานยนต์ไป 1 คัน และโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง และถูกตนบ่นใส่ว่าอายุมากแล้วยังไปยุ่งกับเรื่องแบบนี้อีก ซึ่งเป็นธรรมดาของผัวเมีย จึงทำให้สามีอาจน้อยใจและคิดสั้นผูกคอตายดังกล่าว แม้ว่าก่อนหน้านี้เพียง 1 วัน น้องชายก็จะซื้อรถจักรยานยนต์คันใหม่มาให้ใช้แล้วก็ตาม

Featured

ผู้เห็นเหตุการณ์เล่านาทีกระบะซิ่งแข่งกัน ก่อนพลิกคว่ำเทกระจาด 13 ศพ

เพื่อนเผยภาพสุดท้าย 13 นักศึกษาเทคนิคเมาฉลองฝึกงานวันสุดท้าย ก่อนเกิดอุบัติเหตุกระบะพลิกคว่ำ ขณะขับรถพากันออกไปดูหมอลำซิ่ง

จากกรณีรถกระบะเสียหลักพลิกคว่ำ บริเวณช่วงปากซอยกิ่งแก้ว 21 ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 13 คน บาดเจ็บอีก 6 ราย ตามที่ได้รายงานไปก่อนหน้านี้นั้น

ล่าสุด (29 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบถาม เพื่อนของผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ทราบว่า ผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นนักศึกษาของวิทยาลัยเทคนิคแห่งหนึ่งในจังหวัดศรีสะเกษ ที่เดินทางมาฝึกงานที่บริษัทผลิตแอร์บับเบิ้ล กันกระแทกราคาถูกแห่งหนึ่งตั้งอยู่ที่ซอยกิ่งแก้ว 22/2 ถนนกิ่งแก้ว ตำบลราชาเทวะ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ

และในวันนี้เป็นการฝึกงานวันสุดท้ายของนักศึกษาทั้งหมด ทางอู่จึงได้จัดงานเลี้ยงส่งให้กับนักศึกษาที่มาฝึกงานกันตั้งแต่ช่วงเย็นไปจนถึงช่วงหัวค่ำ ทุกคนต่างดื่มเหล้าดื่มเบียร์กันอย่างสนุกสนานจนกระทั่งในช่วงดึก ผู้ตายและผู้บาดเจ็บได้ชักชวนกันไปดูคอนเสิร์ตหมอลำซิ่งที่แสดงอยู่ภายในซอยกิ่งแก้ว 2 ซึ่งระหว่างนั้นได้มีการพูดคุยกันผ่านไลน์

และก่อนที่กลุ่มผู้ตายจะเดินทางกลับยังได้มีการถ่ายรูปนั่งและยืนกันอยู่ที่ท้ายรถยนต์กระบะคันดังกล่าวส่งมาให้เพื่อนๆ ดูและพิมพ์ข้อความว่ากำลังกลับห้องพัก จนกระทั่งมาทราบอีกทีว่ารถกระบะคันดังกล่าวมาพลิกคว่ำมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว จึงได้รีบเดินทางมาดูในที่เกิดเหตุ

จากการสอบถาม คนขับแท็กซี่ ผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุตนได้เห็นรถยนต์กระบะของผู้ตายขับออกมาจากซอยกิ่งแก้ว 2 ด้วยความเร็ว จนออกมาถนนกิ่งแก้วได้มาพบรถกระบะอีกคันหนึ่งที่แต่งซิ่ง ทั้งสองจึงได้ขับแข่งกันมาด้วยความเร็ว

จนกระทั่งมาถึงที่เกิดเหตุรถผู้ตายขับมาทางด้านเลนขวา อยู่ๆ ได้หักเข้ามาทางด้านเลนกลางอย่างกะทันหัน จึงทำให้รถเสียหลักพุ่งขึ้นไปปีนขึ้นทางเท้าข้างทาง ก่อนชนรั้วบ้านจนได้รับความเสียหาย

ก่อนที่รถจะหมุนหลายตลบออกมาฟาดกับแท่งปูนแบริเออร์ที่กั้นอยู่เกาะกลางถนน จนล้มและกระเด็นกลับมาชนเข้ากับเสาไฟฟ้าข้างทางจนเสาไฟฟ้าขาดไป 2 ต้น ทำให้ผู้ตายกระเด็นหลุดจากรถไปคนละทิศละทางนอนเสียชีวิตเกลื่อนถนน ก่อนที่รถจะพลิกคว่ำทำให้คนที่นั่งอยู่ในตัวรถได้รับบาดเจ็บสาหัสดังกล่าว

เบื้องต้น เจ้าที่ตำรวจจึงได้ทำการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่ในละแวกใกล้เคียงที่เกิดเหตุ เพื่อเป็นแนวทางในการสอบสวน นายนิตยา อายุ 27 ปี ผู้ขับขี่รถยนต์กระบะคันดังกล่าว ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งต้องรอให้รักษาตัวจนอาการดีขึ้น ก่อนถึงจะมาสอบปากคำได้ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

Featured

ชายหัวร้อนชักปืนขู่กลางด่าน ที่แท้เป็น ร.ต.อ. ตำรวจท้องที่เผยเหตุที่ปล่อยตัวง่ายๆ

จากกรณี เฟซบุ๊ก เฮียขับรถ ได้มีการโพสต์คลิป ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดป้องกันและปราบปราม สภ.เมือง สมุทรปราการ พร้อมด้วยอาสาสมัครช่วยเหลือเจ้าพนักงานกำลังตั้งด่านตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมายอยู่ที่บริเวณหน้าร้านจำหน่ายกระดาษลูกฟูก ลูกฟูกม้วน บนถนนพุทธรักษา ต.ท้ายบ้านใหม่  อ.เมือง จ.สมุทรปราการ และได้มีภาพชายคนหนึ่งซึ่งรถยนต์กระบะ สีบรอนซ์เงิน กรุงเทพมหานคร เข้ามาจอดเลยด่านไปเล็กน้อยก่อนที่ชายคนดังกล่าวจะถือปืนลงมาจากรถมาโวยวายกับอาสาสมัครคนดังกล่าว พร้อมทั้งใช้ปืนที่ถืออยู่ในมือกวัดแกว่งไปมาเป็นที่น่าหวาดเสียว โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ในเครื่องแบบจำนวนหลายคนได้เข้าพยายามห้ามปรามอยู่พักใหญ่ ก่อนที่ชายคนดังกล่าวจะขับรถยนต์กระบะคันดังกล่าวออกไป โดยมีข้อความท้ายคลิปว่า ชายคนดังกล่าวเป็นตำรวจ สน.แห่งหนึ่งใน จ.สมุทรปราการ

หลังคลิปดังกล่าวถูกแชร์ออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้มีชาวเน็ตออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม และมีการชักปืนออกมาขู่เจ้าหน้าที่อาสาต่อหน้าตำรวจเหตุใดจึงไม่มีการจับกุม เพราะว่าผู้ก่อเหตุเป็นตำรวจหรือไม่จึงปล่อยไป  หลังเกิดเหตุ ร.ต.อ.สมพร  ปาเส รอง สวป.สภ.เมือง สมุทรปราการ ทำหน้าที่หัวหน้าด่าน ได้ทำหนังสือรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดเหตุรายงาน ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น

จนกระทั่งในช่วงหัวค่ำของวันนี้ พ.ต.อ.ประเสริฐ  บัวขาว ผกก.สภ.สำโรงใต้ สมุทรปราการ ในฐานะผู้บังคับบัญชา ได้นำตัวตำรวจนายดังกล่าวซึ่งมียศร้อยตำรวจเอก ผู้ใต้บังคับบัญชา พร้อมด้วยอาวุธปืนและรถยนต์กระบะคันที่ปรากฏในคลิป เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ฐานุพงศ์ แสงซื่อ ผกก.สภ.เมืองสมุทรปราการ เพื่อทำการสอบสวนข้อเท็จจริง โดยภาพจากคลิปเป็นหลักฐาน โดยใช้เวลาในการสอบสวนอยู่นานกว่า 1 ชั่วโมง

พ.ต.อ.ฐานุพงศ์ แสงซื่อ ผกก.สภ.เมืองสมุทรปราการ ได้กล่าว่า สำหรับในเรื่องดังกล่าว จากการสอบถามผู้ใต้บังคับบัญชาทราบว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ที่ 27 กันยายน ช่วงเวลาประมาณ 03.00 น.ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดป้องกันและปราบปราม สภ.เมือง สมุทรปราการ กำลังตั้งจุดตรวจจุดสกัดสิ่งผิดกฎหมายอยู่บนถนนพุทธรักษา อยู่ๆ ชายคนดังกล่าวได้ขับรถยนต์กระบะคันดังกล่าวเข้ามาในด่าน ก่อนที่จะเหยียบกรวยยางที่ตั้งแนวด่านตรวจจนเข้าไปอยู่ใต้ท้องรถ อาสาสมัครช่วยเหลือเจ้าหน้าที่งานที่อยู่ในเหตุการณ์ ได้ส่งสัญญาณให้รถหยุดรถจนถูกล้อรถเหยียบเข้าที่เท้าจึงได้ใช้มือทุบเข้าที่หน้ารถ ก่อนที่ชายคนดังกล่าวจะเดินถือปืนลงมาจากรถและก่อเหตุดังกล่าว

ซึ่งจากพฤติกรรมในคลิปจะเห็นว่าชายคนดังกล่าวได้มีการชักอาวุธปืนออกมากวัดแกว่งไปมาจริงซึ่งเป็นหลักฐานชัดเจน เบื้องต้นจึงได้มีการแจ้ง 3 ข้อกล่าวหาว่า ทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัว หรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ ดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่  และพาอาวุธปืน ไปในเมือง หมู่บ้าน พร้อมทั้งทำการตรวจยืดอาวุธปืนกระบอกดังกล่าวซึ่งเป็นขนาด 11 มม. เอาไว้ตรวจสอบ  ซึ่งในเบื้องต้นเจ้าตัวก็ไม่ได้ปฎิเสทอะไร ในส่วนที่ไม่จับกุมในขณะนั้นคนพกปืนในลักษณะนั้นทุกคนก็รู้กันหมดแล้ว ร้อยเวรเขาไม่อยากให้เกิดเหตุรุนแรงและก็รู้แล้วว่าเป็นใคร ค่อยมาประมวลเรื่องแล้วก็ร้องทุกข์กล่าวโทษภายหลังได้

ถ้าเกิดชั่วโมงนั้นไปยื้อจะจับกุมและเกิดการขัดขืน อาจมีการยิงกันเกิดขึ้น ร้อยเวรก็เลยตัดสินใจพยายามพูดให้ใจเย็น ไม่ใช่ว่าปล่อยแล้วไม่ดำเนินการอะไร ก่อนจะรายงานผู้บังคับบัญชา ทำเรื่องประมวลมาและแจ้งพนักงานสอบสวน  ทุกอย่างเสร็จตามขั้นตอนหมดแล้วโดนทั้งอาญาและทางวินัย เพียงแต่ว่าคนที่ไม่รู้ก็ส่งคลิปออกไป  ส่วนในเรื่องตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงต้องเป็นโรงพักต้นสังกัดของผู้ก่อเหตุเป็นคนตั้ง และทางกองบังคับการตำรวจภูธรก็ตั้งขึ้นมาสอบข้อเท็จจริงด้วยเช่น

Featured

ด่วน! ศาลอนุมัติหมายจับ 6 คน แก๊งงานปาร์ตี้บ้านบางบัวทอง ฐานซ่องโจร-อนาจาร

ศาลนนทบุรีอนุมัติหมายจับ 6 คน ร่วมงานปาร์ตี้บ้านบางบัวทอง ในความผิดซ่องโจรและร่วมกันกระทำอนาจาร คดี “น้องเดียร์” พริตตี้สาวโดนจับแก้ผ้า

จากกรณีที่มี พริตตี้ ชื่อ เดียร์ เข้าแจ้งความว่า โดนกระทำอนาจารจับแก้ผ้าในงานปาร์ตี้หมู่บ้านแห่งหนึ่งในซอยวัดลาดปลาดุก ข้างโรงงานาผลิตที่ตัดเทป ตัวตัดเทป ต.บางคูรัด เพียงวันเดียวหลังจากที่ น.ส.ธิติมา หรือ ลันลาเบล พริตตี้สาว วัย 25 ปี มารับงานและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

น.ส.เดียร์ เปิดเผยว่า ในวันที่มาบ้านจัดปาร์ตี้ ได้เดินทางมาตอน 4 ทุ่มของวันที่ 17 ก.ย. หลังจากลันลาเบลออกไปแล้ว โดยตนมารับงานต่อจนถึงตี 3 วันที่ 18 ก.ย. แต่ตอนนั้นเมามากและหลับไป ก่อนตื่นมาตอน 10 โมงเช้าในสภาพเปลือยกาย ซึ่งมั่นใจตอนดื่มเหล้าในปาร์ตี้ไม่น่าเมาได้ขนาดนี้

ล่าสุด (26 ก.ย.) เมื่อเวลา 14.40 น. ศาลจังหวัดนนทบุรี ออกหมายจับผู้ที่อยู่ในงานเลี้ยงดังกล่าว 6 ราย ในข้อหาความผิดซ่องโจรและร่วมกันกระทำอนาจาร ขณะนี้กำลังชุดสืบสวนกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 กำลังนำตัวมาที่ สภ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี มาสอบปากคำเพิ่มเติม ประกอบด้วย

  1. นายชัยพล หรือ คิว อายุ 29 ปี
  2. น.ส.พิกุลทอง หรือ เฟิร์ส อายุ 24 ปี
  3. นายนที หรือ ตี๋ อายุ 33 ปี
  4. นายกฤษฎา หรือ โนบิตะ อายุ 27 ปี
  5. น.ส.พัทธนันท์ หรือ ปีใหม่ อายุ 26 ปี
  6. นายโกเศศ หรือ ปิงปอง อายุ 35 ปี

ทั้งนี้ นายโนบิตะไม่สามารถมาสอบปากคำได้เนื่องจากทำงานอยู่ต่างจังหวัด ซึ่งจะติดต่อประสานงานเพื่อเข้าให้ปากคำต่อไป

Featured

ด่วน! ศาลอนุมัติหมายจับ 6 คน แก๊งงานปาร์ตี้บ้านบางบัวทอง ฐานซ่องโจร-อนาจาร

ศาลนนทบุรีอนุมัติหมายจับ 6 คน ร่วมงานปาร์ตี้บ้านบางบัวทอง ในความผิดซ่องโจรและร่วมกันกระทำอนาจาร คดี “น้องเดียร์” พริตตี้สาวโดนจับแก้ผ้า

จากกรณีที่มี พริตตี้ ชื่อ เดียร์ เข้าแจ้งความว่า โดนกระทำอนาจารจับแก้ผ้าในงานปาร์ตี้หมู่บ้านแห่งหนึ่งในซอยวัดลาดปลาดุก ข้างโรงงานผลิตที่ตัดเทป ตัวตัดเทป ต.บางคูรัด เพียงวันเดียวหลังจากที่ น.ส.ธิติมา หรือ ลันลาเบล พริตตี้สาว วัย 25 ปี มารับงานและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

น.ส.เดียร์ เปิดเผยว่า ในวันที่มาบ้านจัดปาร์ตี้ ได้เดินทางมาตอน 4 ทุ่มของวันที่ 17 ก.ย. หลังจากลันลาเบลออกไปแล้ว โดยตนมารับงานต่อจนถึงตี 3 วันที่ 18 ก.ย. แต่ตอนนั้นเมามากและหลับไป ก่อนตื่นมาตอน 10 โมงเช้าในสภาพเปลือยกาย ซึ่งมั่นใจตอนดื่มเหล้าในปาร์ตี้ไม่น่าเมาได้ขนาดนี้

ล่าสุด (26 ก.ย.) เมื่อเวลา 14.40 น. ศาลจังหวัดนนทบุรี ออกหมายจับผู้ที่อยู่ในงานเลี้ยงดังกล่าว 6 ราย ในข้อหาความผิดซ่องโจรและร่วมกันกระทำอนาจาร ขณะนี้กำลังชุดสืบสวนกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 กำลังนำตัวมาที่ สภ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี มาสอบปากคำเพิ่มเติม ประกอบด้วย

  1. นายชัยพล หรือ คิว อายุ 29 ปี
  2. น.ส.พิกุลทอง หรือ เฟิร์ส อายุ 24 ปี
  3. นายนที หรือ ตี๋ อายุ 33 ปี
  4. นายกฤษฎา หรือ โนบิตะ อายุ 27 ปี
  5. น.ส.พัทธนันท์ หรือ ปีใหม่ อายุ 26 ปี
  6. นายโกเศศ หรือ ปิงปอง อายุ 35 ปี

ทั้งนี้ นายโนบิตะไม่สามารถมาสอบปากคำได้เนื่องจากทำงานอยู่ต่างจังหวัด ซึ่งจะติดต่อประสานงานเพื่อเข้าให้ปากคำต่อไป

Featured

อุกอาจ! บุกห้องนอนยิงหัวหนุ่ม 17 เจ็บสาหัส แฟนสาวถูกยิงที่ก้นวิ่งเตลิดหนีตาย

คนร้ายอุกอาจบุกเข้าไปในบ้านยิงหัวหนุ่ม อายุ 17 ปี ในห้องนอน ก่อนตามไปไล่ยิงแฟนสาว อายุ 17 ปี ถูกยิงเข้าที่ก้นแล้วหลบหนีไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (24 ก.ย.) เวลา 10.30 น. ศูนย์วิทยุร่มโพธิ์ทอง สภ.เมืองอุดรธานี ได้มีแจ้งว่า มีคนร้ายเข้าไปในบ้านพัก ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งใกล้โรงงานผลิตเทปขุ่น สก๊อตเทป ถนนรอบเมือง ตำบลหมากแข้ง แล้วยิงคนในบ้าน มีผู้บาดเจ็บสาหัส 2 คน

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนสองชั้น อยู่ท้ายซอย 1 ในหมู่บ้าน โดยมีนางณัฐิยา อายุ 44 ปี ชาวบ้านที่พักอาศัยในหมู่บ้าน ได้ไปชี้ว่ามีคนในบ้านถูกยิงและได้รับบาดเจ็บ ส่วนผู้บาดเจ็บอีกคนที่เป็นหญิงสาววัยรุ่นมาหลบซ่อนตัวในบ้านพักที่ตนอยู่

เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าไป พบชายถูกยิงนอนจมกองเลือดในห้องนอนชั้นล่าง ไม่สวมเสื้อ นุ่งกางเกงบ็อกเซอร์ ทราบชื่อภายหลัง คือนายปรัชญา อายุ 17 ปี กระสุนเข้าที่บริเวณหน้าผากด้านซ้ายจำนวน 1 นัด กระสุนฝังในไม่ทะลุ อาการสาหัส 

ต่อมา นายสมเจตน์ อายุ 49 ปี ซึ่งเป็นลุงของผู้บาดเจ็บ ได้เดินทางมาถึงพร้อมแม่ผู้บาดเจ็บ พอเห็นลูกชายนอนจมกองเลือดถึงกับร้องไห้ จากนั้นหน่วยกู้ภัยมูลนิธิฯ จึงได้ปฐมพยาบาลเบื้องต้น นำตัวผู้บาดเจ็บส่งรักษา รพ.ศูนย์อุดรธานี

ส่วนแฟนสาวที่ถูกยิงเข้าที่ก้นด้านขวา ทราบชื่อคือ น.ส.จิรนันท์ อายุ 17 ปี อาการสาหัส กระสุนฝังในทะลุไปถึงท้อง เจ้าหน้าที่ได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อน แล้วรถหน่วยกู้ชีพของ รพ.ศูนย์อุดรธานี มารับตัวนำส่งรักษา 

นางณัฐิยา ได้ให้การว่า ในขณะที่ตนอยู่ในบ้าน ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นจำนวน 3 นัด แล้วได้ยินเสียงผู้หญิงร้องจึงออกมาดู แล้วประมาณ 10 นาที เห็นหญิงสาววัยรุ่นวิ่งหนีมา ร้องขอความช่วยเหลือ จึงสอบถามหญิงสาววัยรุ่น โดยเขาบอกว่ามีโจรมาปล้น แล้วตนได้บอกน้องเขาให้ปีนรั้วกำแพงเข้ามาทางด้านข้างบ้าน เพื่อไม่ให้คนร้ายเห็นว่าหญิงสาววัยรุ่นเข้าไปหลบอยู่บ้านหลังไหน

โดยเห็นรถเก๋งของคนร้าย เป็นยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ สีบรอนซ์เงิน จอดอยู่หน้าบ้านพักที่เกิดเหตุ ซึ่งเห็นคนร้ายมาคนเดียว สูงประมาณ 160 เซนติเมตร อายุประมาณ 30 ว่าปี ใส่เสื้อแขนยาว เหมือนผ้าร่มสีเทา รูปร่างท้วม นุ่งกางเกงยีนส์ขายาว โดยคนร้ายได้เดินออกจากบ้านที่เกิดเหตุ แล้วพยายามวิ่งไล่ตามหลังหญิงสาววัยรุ่น แต่คนร้ายวิ่งไล่ตามไม่ทัน จึงได้กลับเข้าไปในบ้านหลังดังกล่าว ซึ่งคนร้ายได้เอาโทรศัพท์มือถือยี่ห้อไอโฟนจำนวน 2 เครื่องของผู้เสียหายไป

นายสมเจตน์ ให้การว่า พ่อของหลานชายได้โทรศัพท์มาหาตนบอกว่า ให้เข้าไปดูที่บ้านหน่อย เพราะมีโจรเข้าไปในบ้าน หลานอยู่ในบ้านคนเดียว โจรมีอาวุธปืนด้วย ตนจึงได้เดินทางมาดู ในตอนนั้นยังไม่รู้ว่าหลานชายโดนยิง และแฟนของหลานชายโดนยิงไปด้วย

จนกระทั่งมาถึงบ้าน เห็นหลานชายโดนยิงนอนจมกองเลือดแล้ว ซึ่งหลานชายกับแฟนเรียนอยู่วิทยาลัยคนละแห่งกัน ส่วนสาเหตุก็ยังไม่ทราบเรื่องอะไร รู้เพียงว่าคนร้ายเข้ามาในบ้านทำการยิงหลานชาย และแฟนของหลานชาย แล้วคนร้ายเอามือถือไป จำนวน 2 เครื่อง

ส่วน นายประยนต์ อายุ 68 ปี ชาวบ้านซึ่งบ้านอยู่ห่างบ้านที่เกิดเหตุไป 100 เมตร ให้การว่า ตนได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 3 นัด ในตอนแรกคิดว่าเป็นเสียงปืนลม แต่ก็ไม่กล้าออกมาดู จนกระทั่งเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจมาจึงได้ออกมาดู ทำให้รู้ว่ามีคนร้ายเข้ามายิงคนในบ้านหลังดังกล่าว

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งวิทยุสกัดรถเก๋งที่คนร้ายขับเข้ามาก่อเหตุ และขับหลบหนีออกจากหมู่บ้าน ตามถนนเส้นรอบเมืองและจุดบายพาสต่างระดับ แต่ก็ยังไร้วี่แวว

ในที่เกิดเหตุเจอลูกปืน ขนาด.38 มม. จำนวน 1 นัด ตกหล่นอยู่บริเวณด้านนอกหน้าบ้านพัก ส่วนประเด็นที่คนร้ายเข้ามายิงถึงในบ้าน ตำรวจได้ตั้งประเด็นเอาไว้ 4 เรื่อง โดยเรื่องเข้ามาทำการชิงทรัพย์ เรื่องเข้ามาท้วงหนี้  เรื่องส่วนตัว และเรื่องชู้สาว

ซึ่งตำรวจในตอนนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด ว่าเกี่ยวกับเรื่องอะไรให้น้ำหนักไปทางไหน เพราะลักษณะผู้บาดเจ็บชายหนุ่ม อายุ 17 ปี ที่ถูกยิงนอนจมกองเลือดอยู่ปลายที่นอน ซึ่งต้องลุกขึ้นมาก่อน แล้วพูดคุยกับคนร้ายก่อน แล้วถึงถูกจ่อยิงอยู่ที่หัว ทางตำรวจชุดสืบสวนอยู่ระหว่าง ตรวจสอบกล้องวงจรปิดในหมู่บ้าน เพื่อหาเบาะแสรถเก๋งของคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Featured

อุกอาจ! บุกห้องนอนยิงหัวหนุ่ม 17 เจ็บสาหัส แฟนสาวถูกยิงที่ก้นวิ่งเตลิดหนีตาย

คนร้ายอุกอาจบุกเข้าไปในบ้านยิงหัวหนุ่ม อายุ 17 ปี ในห้องนอน ก่อนตามไปไล่ยิงแฟนสาว อายุ 17 ปี ถูกยิงเข้าที่ก้นแล้วหลบหนีไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (24 ก.ย.) เวลา 10.30 น. ศูนย์วิทยุร่มโพธิ์ทอง สภ.เมืองอุดรธานี ได้มีแจ้งว่า มีคนร้ายเข้าไปในบ้านพัก ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ถนนรอบเมือง ตำบลหมากแข้ง แล้วยิงคนในบ้าน มีผู้บาดเจ็บสาหัส 2 คน

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนสองชั้น อยู่ท้ายซอย 1 ในหมู่บ้าน โดยมีนางณัฐิยา อายุ 44 ปี ชาวบ้านที่พักอาศัยในหมู่บ้าน ได้ไปชี้ว่ามีคนในบ้านถูกยิงและได้รับบาดเจ็บ ส่วนผู้บาดเจ็บอีกคนที่เป็นหญิงสาววัยรุ่นมาหลบซ่อนตัวในบ้านพักที่ตนอยู่

เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าไป พบชายถูกยิงนอนจมกองเลือดในห้องนอนชั้นล่าง ไม่สวมเสื้อ นุ่งกางเกงบ็อกเซอร์ ทราบชื่อภายหลัง คือนายปรัชญา อายุ 17 ปี กระสุนเข้าที่บริเวณหน้าผากด้านซ้ายจำนวน 1 นัด กระสุนฝังในไม่ทะลุ อาการสาหัส 

ต่อมา นายสมเจตน์ อายุ 49 ปี ซึ่งเป็นลุงของผู้บาดเจ็บ ได้เดินทางมาถึงพร้อมแม่ผู้บาดเจ็บ พอเห็นลูกชายนอนจมกองเลือดถึงกับร้องไห้ จากนั้นหน่วยกู้ภัยมูลนิธิฯ จึงได้ปฐมพยาบาลเบื้องต้น นำตัวผู้บาดเจ็บส่งรักษา รพ.ศูนย์อุดรธานี

ส่วนแฟนสาวที่ถูกยิงเข้าที่ก้นด้านขวา ทราบชื่อคือ น.ส.จิรนันท์ อายุ 17 ปี อาการสาหัส กระสุนฝังในทะลุไปถึงท้อง เจ้าหน้าที่ได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อน แล้วรถหน่วยกู้ชีพของ รพ.ศูนย์อุดรธานี มารับตัวนำส่งรักษา 

นางณัฐิยา ได้ให้การว่า ในขณะที่ตนอยู่ในบ้าน ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นจำนวน 3 นัด แล้วได้ยินเสียงผู้หญิงร้องจึงออกมาดู แล้วประมาณ 10 นาที เห็นหญิงสาววัยรุ่นวิ่งหนีมา ร้องขอความช่วยเหลือ จึงสอบถามหญิงสาววัยรุ่น โดยเขาบอกว่ามีโจรมาปล้น แล้วตนได้บอกน้องเขาให้ปีนรั้วกำแพงเข้ามาทางด้านข้างบ้าน เพื่อไม่ให้คนร้ายเห็นว่าหญิงสาววัยรุ่นเข้าไปหลบอยู่บ้านหลังไหน

โดยเห็นรถเก๋งของคนร้าย เป็นยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ สีบรอนซ์เงิน จอดอยู่หน้าบ้านพักที่เกิดเหตุ ซึ่งเห็นคนร้ายมาคนเดียว สูงประมาณ 160 เซนติเมตร อายุประมาณ 30 ว่าปี ใส่เสื้อแขนยาว เหมือนผ้าร่มสีเทา รูปร่างท้วม นุ่งกางเกงยีนส์ขายาว โดยคนร้ายได้เดินออกจากบ้านที่เกิดเหตุ แล้วพยายามวิ่งไล่ตามหลังหญิงสาววัยรุ่น แต่คนร้ายวิ่งไล่ตามไม่ทัน จึงได้กลับเข้าไปในบ้านหลังดังกล่าว ซึ่งคนร้ายได้เอาโทรศัพท์มือถือยี่ห้อไอโฟนจำนวน 2 เครื่องของผู้เสียหายไป

นายสมเจตน์ ให้การว่า พ่อของหลานชายได้โทรศัพท์มาหาตนบอกว่า ให้เข้าไปดูที่บ้านหน่อย เพราะมีโจรเข้าไปในบ้าน หลานอยู่ในบ้านคนเดียว โจรมีอาวุธปืนด้วย ตนจึงได้เดินทางมาดู ในตอนนั้นยังไม่รู้ว่าหลานชายโดนยิง และแฟนของหลานชายโดนยิงไปด้วย

จนกระทั่งมาถึงบ้าน เห็นหลานชายโดนยิงนอนจมกองเลือดแล้ว ซึ่งหลานชายกับแฟนเรียนอยู่วิทยาลัยคนละแห่งกัน ส่วนสาเหตุก็ยังไม่ทราบเรื่องอะไร รู้เพียงว่าคนร้ายเข้ามาในบ้านทำการยิงหลานชาย และแฟนของหลานชาย แล้วคนร้ายเอามือถือไป จำนวน 2 เครื่อง

ส่วน นายประยนต์ อายุ 68 ปี ชาวบ้านซึ่งบ้านอยู่ห่างบ้านที่เกิดเหตุไป 100 เมตร ให้การว่า ตนได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 3 นัด ในตอนแรกคิดว่าเป็นเสียงปืนลม แต่ก็ไม่กล้าออกมาดู จนกระทั่งเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจมาจึงได้ออกมาดู ทำให้รู้ว่ามีคนร้ายเข้ามายิงคนในบ้านหลังดังกล่าว

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งวิทยุสกัดรถเก๋งที่คนร้ายขับเข้ามาก่อเหตุ และขับหลบหนีออกจากหมู่บ้าน ตามถนนเส้นรอบเมืองและจุดบายพาสต่างระดับ แต่ก็ยังไร้วี่แวว

ในที่เกิดเหตุเจอลูกปืน ขนาด.38 มม. จำนวน 1 นัด ตกหล่นอยู่บริเวณด้านนอกหน้าบ้านพัก ส่วนประเด็นที่คนร้ายเข้ามายิงถึงในบ้าน ตำรวจได้ตั้งประเด็นเอาไว้ 4 เรื่อง โดยเรื่องเข้ามาทำการชิงทรัพย์ เรื่องเข้ามาท้วงหนี้  เรื่องส่วนตัว และเรื่องชู้สาว

ซึ่งตำรวจในตอนนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด ว่าเกี่ยวกับเรื่องอะไรให้น้ำหนักไปทางไหน เพราะลักษณะผู้บาดเจ็บชายหนุ่ม อายุ 17 ปี ที่ถูกยิงนอนจมกองเลือดอยู่ปลายที่นอน ซึ่งต้องลุกขึ้นมาก่อน แล้วพูดคุยกับคนร้ายก่อน แล้วถึงถูกจ่อยิงอยู่ที่หัว ทางตำรวจชุดสืบสวนอยู่ระหว่าง ตรวจสอบกล้องวงจรปิดในหมู่บ้าน เพื่อหาเบาะแสรถเก๋งของคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Featured

เก๋งซิ่งแข่งกระบะแซงไม่พ้น เสยท้ายรถพ่อแม่ลูก พลเมืองดีงัดหลักฐานนาทีชน

ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “ฉลามบูรพา นาป่า” โพสต์คลิปวิดีโอจากกล้องหน้ารถซึ่งเป็นภาพนาทีอุบัติเหตุ ที่เกิดขึ้นบนถนนบายพาสเลี่ยงเมืองชลบุรีขาเข้าพัทยา พบรถเก๋ง มิตซูมิชิ สีขาว และ รถกระบะอีซูซุ ดีแม็กซ์ 4 ประตู สีขาว ไม่ทราบเลขทะเบียน ขับขี่มาด้วยความเร็วสูงคล้ายกำลังแข่งกัน จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุขึ้น เนื่องจากรถเก๋งเสียหลักหมุนไปชนท้ายรถยนต์ฟอร์จูนเนอร์ ที่วิ่งมาตามปกติที่เลนซ้าย จนรถยนต์ฟอร์จูนเนอร์เสียหลักพลิกคว่ำ หมุนไปหลายตลบ 

จากการตรวจสอบ ทราบว่าเหตุดังกล่าวเกิดเมื่อวันที่ 22 ก.ย. เวลา 15.00 น. ร.ต.ท.หญิง วราพรรณ ประเสริฐศักดิ์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองชลบุรี ได้รับแจ้งมีรถชนกันบนถนนบายพาสเลี่ยงเมืองชลบุรี ขาเข้าพัทยาช่วงปั้ม ปตท.หมู่ 10 ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี ข้างโรงงานผลิตเทปใส เทปกาว จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมกู้ภัยมูลนิธิธรรมรัศมีมณีรัตน์ พบรถยี่ห้อโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีขาว ทะเบียน 4 กฉ 8781 กทม.สภาพหงายท้องล้อชี้ฟ้าอยู่กลางถนน ด้านท้ายรถมีรอยถูกชน โดยมี นายสุวิจักขณ์ อายุ 49 ปี เป็นคนขับ ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย โดยมีภรรยาและลูกโดยสารมาด้วย

ห่างไปประมาณ 5 เมตรพบรถเก๋งยี่ห้อมิตซูบิชิ สีขาว สภาพด้านหน้าพัง นอกจากนี้ยังมีรถเก๋งอีกคันถูกลูกหลงได้รับความเสียหาย สอบถามนายสุทธิ์ศักดิ์ อายุ 28 ปี คนขับเก๋ง ยังอยู่ในสภาพมึนงง เผยว่า ขับตามกันมาปกติ ตนจะแซงซ้ายแต่ไม่พ้นจึงหักออกขวา แต่กลับพุ่งชนท้ายรถฟอร์จูนเนอร์ดังกล่าว

ส่วนนายสุวจักขณ์ เผยว่า จะถึงบ้านอยู่แล้ว จู่ๆก็โดนพุ่งชนท้ายรถพลิกคว่ำหลายตลบ แต่ทุกคนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เชื่อปาฏหาริย์บารมีหลวงปู่ทิม ที่ทุกคนในครอบครัวแขวนกันหมดทุกคน ซึ่งต่อมากู้ภัยฯด้นำทุกคนส่ง รพ.สมิติเวช ชลบุรี เพื่อตรวจให้ละเอียดอีกครั้ง ส่วนคนขับรถเก๋งที่ชนท้ายตำรวจคุมตัวไปสอบสวน เพื่อจะได้ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Featured

คำสารภาพ “อาร์ท” ฆ่าเปลือยสาวหมกหอพัก แค้นถูกเหยื่อหยามเป็นคนคุก

(17 ก.ย.62) พล.ต.ต.ธนายุฒม์ วุฒิจรัสธำรงค์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (รอง ผบช.ภ.1) พร้อมด้วย พ.ต.อ.ปัณณพัฒน์ เดชโชติพิสิฐ ผกก.สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง แถลงผลการจับกุม นายเถลิงศักดิ์ หรือ อาร์ท อายุ 43 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, ชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย พร้อมยึดรถยนต์ เครื่องช็อตไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง และของกลางอีกจำนวนมาก

>> ฆ่าเปลือยสาววัย 37 ศพอืดคาหอพัก รัดคอด้วยชุดสีแดง สายไฟมัดแขนขาแน่น

>> ไอ้อาร์ทสิ้นท่า ตำรวจแกะรอยจับ-ซดยาพิษหนีผิด คดีฆ่าเปลือยสาวหอพัก

โดย พล.ต.ต.ธนายุฒม์ เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวน สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์รับแจ้งเหตุเมื่อวันที่ 5 ก.ย.62 พบผู้เสียชีวิต ทราบชื่อคือ นางสาวเพ็ญพิมล อายุ 37 ปี ที่แมนชั่นแห่งหนึ่ง ภายในซอยรังสิต-นครนายก 20 ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี อยู่ในสภาพเปลือยกายถูกมัดมือมัดเท้าด้วยสายไฟสีดำและใช้ผ้ามัดปากไว้ โดยตามร่างกายไม่มีบาดแผล ตรวจสอบภายในห้องพัก พบว่ากระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์มือถือ และทรัพย์สินของผู้ตายหายไปหลายรายการ โดยตำรวจสืบสวนสวนจนทราบว่าผู้ก่อเหตุคือนายเถลิงศักดิ์ ก่อนขออนุมัติศาลจังหวัดธัญบุรีออกหมายจับ และยังพบว่าก่อนหน้านี้เคยถูกจำคุกในคดียาเสพติดนานถึง 6 ปี

กระทั่งวันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา ตำรวจพบรถยนต์ต้องสงสัย ภายในลานจอดรถข้างโรงานผลิตเทปใส เทปกาว ต.ตะเคียน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เมื่อตรวจสอบพบนายเถลิงศักดิ์ อยู่ภายในรถยนต์คันดังกล่าวโดยพยายามกินยาฆ่าหญ้าหวังฆ่าตัวตาย ตำรวจจึงนำตัวส่งโรงพยาบาล พร้อมกับตรวจยึดรถยนต์และทรัพย์สินภายในรถ

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายเฉลิมศักดิ์ ให้การว่ามูลเหตุในการจูงใจครั้งนี้เนื่องจากประสงค์ต่อทรัพย์ และถูกผู้ตายดูถูกเหยียดหยามหาว่าเป็นคนคุก โดยขณะนี้ นายเถลิงศักดิ์ยังคงเข้ารับการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาล และเมื่ออาการดีขึ้นตำรวจจะคุมตัวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Featured

ฝนตกถนนลื่น บัสรับส่งพนักงานเสียหลักตกข้างทางเจ็บระนาว!

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 5 ส.ค. 62 ร.ต.อ.เชวงศักดิ์ บำรุงนอก รอง สว.สอบสวน สภ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุบัสรับส่งพนักงานเสียหลักตกข้างทาง มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนหลายราย ริมถนนสายอยุธยา-เสนา บริเวณหน้าโรงงานผลิตเทปขุ่น สก๊อตเทป ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยหน่วยกู้ชีพโรงพยาบาลเสนา สมาคมอยุธยารวมใจ มูลนิธิพุทไธสวรรย์ มูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุมีฝนตกโปรยปรายลงมาตลอดเวลา ข้างทางพบรถยนต์บัส นิสสัน สีขาว หมายเลขทะเบียน 30-2447 พระนครศรีอยุธยา เป็นรถยนต์บัสรับส่งพนักงานบริษัทผลิตเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์แห่งหนึ่งเสียหลักตกลงข้างทาง ไปชนกับเสาไฟฟ้าส่องสว่างพลิกตะแคง สภาพด้านหน้าพังยับเยิน มีผู้ได้รับเจ็บจำนวน 36 ราย เจ้าหน้าที่เร่งให้การช่วยเหลือปฐมพยาบาลก่อนเคลื่อนย้ายนำส่งโรงพยาบาลเสนา มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสเป็นหญิงไปเสียชีวิต ที่โรงพยาบาลเสนา ทราบชื่อนางวิภาวี ริมประเสริฐ อายุ 43 ปี

น.ส.ภัสสร ถอสูงเนิน อายุ 32 ปี ผู้โดยสาร เล่าว่า รถยนต์บัสคันเกิดเหตุ รับพนักงานของโรงงานซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง มาจาก ต.เจ้าเจ็ด อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 3 กิโลเมตร เมื่อมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุเป็นช่วงทางลงมาจากสะพาน ถนนที่มีฝนตกโปรยปรายลงมาจนลื่น จู่ๆ รถก็เสียหลักตกลงไปข้างทาง ตนและพนักงานในรถกระเด็นออกมาจากรถ ได้ยินแต่เสียงกรีดร้องของเพื่อนร่วมงานในรถ จากนั้นมีเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยเหลือ อีกเพียง 3 กิโลเมตรจะถึงโรงงานอยู่แล้ว

อย่างไงก็ตามเจ้าหน้าที่ได้ติดตามไปที่โรงพยาบาลเสนาทำการสอบสวนนายประยุทธ์ ชลีวัน อายุ 62 ปี คนขับรถยนต์บัส ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส พร้อมทั้งสอบสวนพยานที่เห็นเหตุการณ์อีกครั้ง ส่วนศพผู้เสียชีวิตนั้นได้นำส่งไปชันสูตรที่สถาบันนิติเวชโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติ จ.ปทุมธานี

Featured

มือปราบผีช่วยด้วย! หนุ่มใหญ่โอดถูก “ผีจดหมาย” ตามคุกคาม 10 ปี

หนุ่มใหญ่โร่หามือปราบผี โอดถูก “ผีจดหมาย” คุกคามเกือบ 10 ปี ย้ายบ้านมา 3 หลัง ต้องเจอกระดาษเขียนข้อความเชิงหึงหวงแปะไว้นับร้อยแผ่น คนรอบข้างคิดว่าเป็นบ้า

(16 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่บ้านเช่าหลังหนึ่งข้างร้านจำหน่ายเทปขุ่น สก๊อตเทป ภายในซอยทุ่งรวงทอง 3 ในเขตเทศบาลเมืองพล อ.พล จ.ขอนแก่น โดยพบกับนายเชิดศักดิ์ อายุ 49 ปี ครูสอนขับรถ ที่อาศัยอยู่ที่บ้านเช่าหลังดังกล่าวกับภรรยา นายเชิดศักดิ์ได้นำเอาจดหมายที่มีข้อความเขียนใส่กระดาษมีทั้งแผ่นเล็กแผ่นใหญ่ นับร้อยแผ่นมาให้ผู้สื่อข่าวดู โดยพบว่าลายมือในจดหมายนั้นเป็นลายมือของคนคนเดียวกัน เป็นข้อความในเชิงต่อว่านายเชิดศักดิ์ ทั้งในลักษณะของการหึงหวงและต่อว่าต่อขานเชิงเจ้าชู้ รวมทั้งตำหนิภรรยาของนายเชิดศักดิ์ด้วย

นายเชิดศักดิ์ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับจดหมายหลายร้อยฉบับที่เห็นนั้น ตนก็ยังไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใคร แต่เป็นเรื่องที่บั่นทอนจิตใจตนกับภรรยามาก เพราะเกิดขึ้นมานานร่วม 10 ปีแล้ว ตั้งแต่ปลายปี 2552 แต่ก็ยังหาคนทำไม่ได้ จึงคิดว่าน่าจะเกิดสิ่งผิดปกติกับครอบครัวตัวเอง หรือเป็นฝีมือของสิ่งลี้ลับที่มองไม่เห็น ที่วนเวียนตามตนอยู่ทุกหนแห่ง

ก่อนหน้านี้ตนได้อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ก็พบว่าเริ่มมีจดหมายและสิ่งผิดปกติที่ลี้ลับต่างๆ เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยนั้น กระทั่งย้ายมาอยู่ที่บ้านเช่าในปัจจจุบัน สิ่งดังกล่าวก็ยังตามมารังควานไม่หยุดหย่อน โดยบ้านเช่าที่อยู่ มี 3 ห้อง ห้องนอน ห้องเก็บของ และห้องน้ำ

ในทุกๆ วันภรรยาจะออกจากบ้านไปทำงาน และกลับมาในตอนเย็น ส่วนตนก็จะออกไปสอนขับรถ ซึ่งจะล็อกประตูหน้าต่างเรียบร้อย แต่เมื่อกลับเข้าบ้านมาก็จะเห็นจดหมายแปะไว้ตามที่ต่างๆ ภายในบ้าน วางบนโต๊ะบ้าง ข้างกระเป๋าบ้าง หรือเขียนข้อความบนปฏิทินตั้งโต๊ะบ้าง บางวันเสื้อผ้าที่แขวนไว้ในห้องเก็บของก็มากองไว้ที่ประตูทางออก หรือพบเสื้อผ้าพับอย่างดีวางไว้ในบ้าน

นอกจากนี้ ภรรยายังเคยโดนอะไรไม่รู้ถีบตอนจะเข้าห้องน้ำ ตนรู้สึกสงสารภรรยาที่ถูกคุกคามเช่นนี้ ส่วนตนก็ไม่มีความสุข เป็นเรื่องบันทอนจิตใจ เพราะเมื่อออกจากบ้านไป พอจะกลับเข้าบ้านมาก็ต้องเตรียมใจไว้ว่าจะต้องเจอกับเรื่องแปลกประหลาดอะไรอีก

ทั้งนี้ ยอมรับว่าเคยคิดจะฆ่าตัวตายเพราะใกล้จะทนไม่ไหวกับสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งลี้ลับเข้ามาก่อกวนและปั่นป่วนชีวิตจนไม่มีความสุข ตลอดหลายปีที่ผ่านมาตนพยายามจะจับให้ได้ว่าใครเป็นคนทำ หรือมีคนลักลอบเข้ามาในบ้านหรือไม่ แต่ไม่เคยพบสิ่งผิดปกติ

ขณะที่เพื่อนบ้านก็ไม่เคยพบเห็นคนเข้าออกในบ้านตนเลย และทุกคนก็ยังงงงวยกับเรื่องที่เกิดขึ้นเช่นกัน บางคนคิดว่าตนเป็นคนบ้า ตนเคยไปหาพระและปรึกษา แต่ปรากฏว่าพระก็ยังเดินหนี จึงอยากให้ใครก็ได้ที่มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์เกี่ยวกับกล้องถ่ายภาพทั้งกลางวันและกลางคืน มาช่วยทำการตรวจสอบสิ่งลี้ลับที่เกิดขึ้นในครอบครัวให้ด้วย เพราะเป็นทุกข์กับเรื่องที่เกิดขึ้นมาก

นายเชิดศักดิ์ ยังได้ย้อนเล่ากลับไปถึงจุดเริ่มต้นของสิ่งที่อธิบายไม่ได้ เมื่อช่วงปลายปี 2552 ตอนนั้นตนทำงานเป็นพนักงานขับรถในกรุงเทพฯ และกำลังคบหาอยู่กับแฟนคนแรก แต่ไม่นานก็เลิกกัน หลังจากแฟนพาไปดูการถ่ายละครอิงประวัติศาสตร์เรื่องหนึ่ง และหลังจากนั้นแฟนสาวก็เปลี่ยนไป และเลิกรากันไป

หลังจากนั้นตนก็เดินทางกลับมาอยู่ที่บ้าน และมาคบกับแฟนคนปัจจุบัน โดยเช่าบ้านอยู่ด้วยกัน บ้านเช่าหลังแรกที่เคยเช่าอยู่ก็เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกัน มีจดหมายเขียนแปะเอาไว้คุกคามตลอด และหนักที่สุดถึงขั้นสะเดาะกุญแจห้องพัก

กระทั่งในที่สุดก็ถูกเจ้าของบ้านเช่าเชิญให้ย้ายออก ทั้งที่ไม่เคยพบเจอคนก่อเหตุหรือคนสะเดาะกุญแจเลย แต่ทุกคนเชื่อว่าเป็นสิ่งลี้ลับที่ติดตามตัวตนมา จึงอยากให้ออกจากบ้านเช่า และเมื่อย้ายมาเช่าอยู่ที่บ้านเช่าที่ปัจจุบันก็ยังคงเกิดเหตุการณ์ซ้ำๆ เช่นเดิม บางครั้งก็เรียกเพื่อนบ้านมาดู และสอบถามบ้านข้างเคียงก็ไม่มีใครเห็นคนแปลกหน้าเข้ามาในบ้านเช่าแต่อย่างใด ทุกวันนี้เล่าให้ใครฟังก็ถูกมองเป็นคนบ้า จึงอยากพิสูจน์ความจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในครอบครัว

Featured

กล่องโฟมปริศนาวางทิ้ง 2 วัน ชาวบ้านเปิดดูถึงกับช็อก เจอศพทารกแช่น้ำแข็ง

(12 ก.ย.62) เวลา 08.15 น. ร.ต.อ.เปรม  เตรียมตัว รองสารวัตร สอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี  ได้แจ้งมีชาวบ้านไปพบศพเด็กทารก อยู่ในป่าข้างทาง ข้างโรงงานผลิต เทปใส เทปกาวภายในซอย ศรีแสง3 บ้านดอนหัน หมู่ 13 ต.หนองนาคำ อ.เมืองอุดรธานี จากนั้นพร้อมด้วย ตำรวจชุดสืบสวน และตำรวจเขตงานตำบลหนองนาคำ, แพทย์เวรโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี และมูลนิธิอุดรส่งเสริมธรรม รุดไปตรวจสอบ

ในที่เกิดเหตุ พบศพเด็กทารก เป็นเพศชาย อยู่ในกล่องโฟม มีผ้าอ้อมห่อตัว ใส่ในถุงพลาสติกสีเขียวของห้างสรรพสิค้าแห่งหนึ่ง แล้วก็มีผ้าอ้อม ห่ออีก2 ชั้น โดยน้ำแข็งในกล่องโฟมได้ละลาย กลายเป็นน้ำโดยมีชาวบ้านทราบข่าวได้เดินทางดู พากันหดหู่สลดใจ พร้อมกับสาปแช่งแม่ใจยักษ์ที่นำเอาเด็กทารกยัดใส่กล่องโฟมแช่น้ำแข็งเอามาทิ้งไว้ ซึ่งถ้าเด็กยังมีชีวิตชาวบ้านหลายคนบอกว่าจะนำไปเลี้ยงเอง   

นายประยูร อายุ 48 ปี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 13 บ้านดอนหัน ให้การว่าได้มีลูกบ้านชื่อนางแต๋ว ทำงานเป็นแม่บ้านบริษัทขายรถ จยย. ในตัวเมืองอุดรฯ ได้มาเจอกล่องโฟม นำมาวางทิ้งเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวานนี้ ในช่วงเวลาประมาณ 18.00 – 19.00 น. ขณะขี่รถเดินทางผ่านมาจะกลับบ้านพัก แต่ไม่ได้เปิดกล่องโฟมดู จนกระทั่งตอนเช้าได้ขี่รถ จะออกไปทำงาน จึงได้ผ่านเส้นทางนี้ทุกวัน ก็ยังเห็นกล่องโฟมวางอยู่ที่เดิม

จากนั้นด้วยความสงสัยจึงได้เปิดดูว่าเป็นศพเด็กทารกนำมาทิ้ง ทำให้ตกใจ จึงได้โทรศัพท์แจ้งไปบอกผู้ใหญ่บ้าน แล้วผู้ใหญ่บ้านก็ให้ตนออกมาดู ปรากฏว่าว่าเป็นเรื่องจริง จึงได้แจ้งตำรวจมาทำการตรวจสอบ ส่วนภายในหมู่บ้าน ไม่มีหอพัก มีแต่รีสอร์ทหรือบ้านเช่าเท่านั้นเอง ซึ่งได้ทำการตรวจสอบ จาก อสม. ในหมู่บ้าน ไม่มีลูกบ้านคนไหนใครตั้งท้องหรือหญิงสาวที่ใกล้จะคลอดลูก เชื่อว่ามาจากที่อื่นหรือคนต่างถิ่น นำมาทิ้งเอาไว้

แพทย์ได้ทำการชันสูตรพลิกศพ ศพทารกเป็นเพศชาย มีอวัยวะครบ 32 ประการ อายุได้ประมาณ 6-7 เดือน มีน้ำหนักประมาณ 7-8 ขีด  ซึ่งกะโหลกศีรษะยังอ่อนอยู่ เป็นไปได้ว่า จะคลอดออกมาก่อนกำหนดหรือทำแท้งนำเด็กออกมา ตั้งแต่เมื่อวานนี้ แล้วนำใส่กล่องโฟม แล้วทำการแช่น้ำแข็ง ทำให้ศพยังไม่เน่า โดยให้มูลนิธิฯ นำศพเด็กทารกเอาไปไว้ที่โรงพยาบาลศูนย์อุดรฯ  

ร.ต.อ.เปรม  เตรียมตัว  เปิดเผยว่า เบื้องต้นให้ตำรวจเขตงาน ตำบลหนองนาคำ ให้ทำการตรวจสอบดูหญิงสาว ที่ใกล้คลอดลูกออกมาหรือใครตั้งท้อง ในตำบลหนองนาคำ ซึ่งมีทั้งหมด 17 หมู่บ้าน ส่วนกล่องโฟม มีตราสติกเกอร์ จากข้อมูลทำให้ทราบว่า เป็นกล่องโฟมที่ไม่ได้มีขายทั่วไป เพราะเป็นกล่องโฟมใส่เห็ดมาจากต่างประเทศนำมาขายไม่กี่แห่ง โดยจะให้ตำรวจชุดสืบสวน ไปทำการตรวจสอบหาเบาะแสในเรื่องนี้ พร้อมกับตรวจกล้องวงจรปิด เส้นทางเข้ามาหมู่บ้าน หารถต้องสงสัย เพื่อติดตามแม่ใจยักษ์ มาดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป 

Featured

พ่อวิ่งมาช่วยลูกสาวถูกทำร้าย เจอลูกเขยโหดยิงดับสลด หันปืนยิงเมียอีกนัดก่อนหนี

(10 ก.ย.62) เมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. ร.ต.ท. สถาพร บุตตะกะ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองสิงห์บุรี ได้รับแจ้งว่าเกิดเหตุยิงกัน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ก่อนรุดไปตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ พร้อมอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู สิงห์บุรี

ที่เกิดเหตุอยู่ในตำบลหัวไผ่ อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี เป็นบ้านไม้ยกพื้นสูง ใต้ถุนบ้านบริเวณใกล้บันไดบ้านพบกองเลือดกระจายอยู่ มีชาวบ้านต่างยืนดูและจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บนบ้านพบ นางสาวศิริวรรณ อายุ 28 ปี นอนอยู่ภายในบ้าน มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนลูกซองสั้น ไม่ทราบขนาดเข้าที่บริเวณหัวเข่าซ้าย และที่ศีรษะด้านขวาแตก เจ้าหน้าที่จึงได้ช่วยกันปฐมพยาบาล ก่อนนำส่งโรงพยาบาลสิงห์บุรี  

นอกจากนี้ยังทราบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกราย ถูกนำส่งโรงพยาบาลสิงห์บุรีไปก่อนหน้านี้แล้ว คือ นายมณู  อายุ 51 ปี บิดาของนางสาวศิริวรรณ ถูกยิงด้วยอาวุธปืนชนิดเดียวกัน และต่อมาได้เสียชีวิตขณะนำส่งโรงพยาบาล

จากการสอบสวนทราบว่า ผู้ก่อเหตุ คือ นายฐาปกร หรือ เบิร์ด  อายุ 28  ปี สามีของนางสาวศิริวรรณ หลังก่อเหตุได้ขับขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป สอบสวนทราบว่าก่อนเกิดเหตุ นายเบิร์ดได้มีปากเสียงกับภรรยาอย่างรุนแรงเกี่ยวกับเรื่องหึงหวง โดย นายเบิร์ด มีนิสัยอารมณ์ร้อน และหึงหวงภรรยาอย่างมาก จนนางสาวศิริวรรณ เคยหนีไปทำงานที่จังหวัดนนทบุรีมาแล้วครั้งหนึ่ง เพิ่งย้ายกลับมาหางานทำที่จังหวัดสิงห์บุรี และได้งานทำที่โรงงานผลิต เทปขุ่น สก๊อตเทป แห่งหนึ่งในอำเภออินทร์บุรี

โดยนางสาวศิริวรรณ ทำงานได้เพียง 2 วัน ก็ถูกหัวหน้างานเรียกเข้าไปตักเตือนเกี่ยวกับที่ นายเบิร์ด สามีเข้าไปวุ่นวายในที่ทำงาน เมื่อกลับมาบ้านทั้งคู่ก็มีปากเสียงกัน ก่อนที่ นายเบิร์ด จะลงมือทำร้ายร่างกายภรรยา จนนางสาวศิริวรรณเรียกให้ นายมณู ผู้เป็นพ่อมาช่วย แต่กลับถูกนายเบิร์ดใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่นายมณูไป 1 นัด จนล้มคว่ำ ก่อนจะหันกระบอกปืนมายิงใส่ผู้เป็นภรรยาอีก 1 นัด กระสุนไปถูกที่หัวเข่า ก่อนที่จะขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่จะได้ติดตามตัวนายเบิร์ดมาดำเนินคดีต่อไป

Featured

คนกระบี่ตื่นตา รถซูเปอร์คาร์นับสิบเข้าพื้นที่ คาดใช้ถ่ายหนัง Fast and Furious 9

ทำเอาคนกระบี่ตื่นตาตื่นใจไปพร้อมๆ กัน เมื่อเห็นรถบรรทุกรถซูเปอร์คาร์จำนวนมาก ลำเลียงเข้าสู่พื้นที่ คาดว่าน่าจะถูกนำมาใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ Fast and Furious 9

(17 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกโซเชียลมีเดียจังหวัดกระบี่กำลังให้ความสนใจกับภาพรถยนต์ซูเปอร์คาร์จำนวนหนึ่ง ที่พบว่าถูกลำเลียงทยอยเข้ามาให้พื้นที่ โดยกลายคนเชื่อว่าเป็นรถยนต์ที่จะใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ภาคต่อ Fast and Furious 9 ที่มีกระแสข่าวยืนยันว่า ภาคใหม่ล่าสุดนี้จะใช้พื้นที่ทางภาคใต้เเถวย่าน ร้านจำหน่าย ฟิล์มยืด ฟิล์มพันพาเลท ของประเทศไทยเป็นสถานที่ถ่ายทำ

เพจเฟซบุ๊ก “โอมแบตเตอรี่ อะไหล่ซิ่งกระบี่” ได้โพสต์ภาพรถบรรทุกและรถยกหลายคันที่ บริเวณส่วนพ่วงท้ายรถนั้นได้มีการบรรทุกรถยนต์ซูเปอร์คาร์คันต่างๆ มาด้วย แม้ว่าจะมีการใช้ผ้าคลุมปิดบังเอาไว้ก็ตาม โดยมีประชาชนพบเห็นรถบรรทุกเหล่านี้กำลังมุ่งหน้าไปยังพื้นที่ อ.เมืองกระบี่ ทำให้คนในพื้นที่ต่างรู้สึกตื่นเต้นและดีใจที่ภาพยนตร์ฮอลลิวูดเรื่องดังจะเข้ามาใช้พื้นที่

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันถึงกระแสข่าวดังกล่าวกับภาพที่ประชาชนในพื้นที่ได้พบเห็น แต่หลายคนก็เชื่อว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการถ่ายทำภาพยนตร์ Fast and Furious 9 สืบเนื่องจากที่มีกระแสข่าวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุว่า ทางทีมงานจากยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ ผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้ติดต่อประสานขอให้พื้นที่ในหลายจังหวัดทางภาคใต้ของไทย เพื่อถ่ายทำภาพยนตร์ภาคใหม่นี้

ลูกเขยเมายาจ่อเอาผิดพ่อตา ใช้มีดฟันหัว หลังอุ้มลูก 4 ขวบหนี ชาวบ้านชี้สมควรแล้ว

ลูกเขยเมายาจ่อเอาผิดพ่อตา ใช้มีดฟันหัว หลังอุ้มลูก 4 ขวบหนี ชาวบ้านชี้สมควรแล้ว

ลูกเขยเตรียมแจ้งเอาผิดพ่อตาใช้มีดฟันหัวหลังอุ้มลูก4ขวบหนีไปได้แค่เพียงร้านจำหน่าย ถุงซิปล็อค ถุงซิปล็อคใส่เสื้อผ้าเผยลูกของตนจะเอาไปไหนก็ได้ ชาวบ้านชี้สมควรแล้ว เพราะพ่อตาเหลืออด ลูกเขยทั้งเสพยา-ไม่ทำงาน

กรณีนายดินทร์ ขจัดโรคา อายุ 53 ปี ชาว อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ใช้มีดฟันหัว นายฉัตรชัย หรือต่อ อายุ 31 ปี ชาว ต.ด่านมะขามเตี้ย อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี ลูกเขยของตัวเอง จนต้องถูกหามส่งโรงพยาบาล หมอเย็บ 7 เข็ม หลังจากเมายาบ้าแล้วอุ้มลูกวัย 4 ขวบ จะหนีออกจากบ้าน เหตุเกิดเมื่อเวลา 20.00 น.ของคืนที่ผ่านมา

ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 29 พ.ย.64 นายฉัตรชัยออกจากโรงพยาบาลแล้ว โดยนายฉัตรชัยบอกว่า ลูกวัย 4 ขวบเป็นลูกของตัวเอง เป็นสิทธิ์ของตัวเอง จะเอาไปไหนก็ได้ ที่ผ่านมาตนเป็นคนรับจ้างหาเงินมาเลี้ยงลูก เลี้ยงเมีย ตอนเมียคลอดไม่เห็นใครไปดูแล มีแต่ตนเท่านั้น ดังนั้นพ่อตาไม่มีสิทธิ์มาหวงลูกของตน โดยหลังจากนี้จะไปแจ้งความเอาผิดกับพ่อตาจนถึงที่สุด

ขณะที่ นางราตรี อายุ 45 ปี ชาวบ้านในหมู่บ้าน กล่าวว่า นายดินทร์รับจ้างเลี้ยงวัวให้ตนเอง ปกติจะเป็นคนเรียบง่ายไม่พูดมาก ส่วนลูกเขยติดยา และสร้างความเดือดร้อนให้ครอบครัวนี้มาโดยตลอด การกระทำของนายดินทร์คงจะเหลืออด เพราะทนมานาน ส่วนตัวคิดว่าสมควรแล้ว

คุมตัวหนุ่มฆ่าปาดคอสาวประเภทสองทำแผนฯ

ประเด็นเด็ด 7 สี – ตำรวจคุมตัวหนุ่มอายุ 26 ปี ก่อเหตุฆ่าปาดคอสาวประเภทสอง ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ขณะที่เจ้าตัวขอโทษญาติผู้เสียชีวิต พร้อมเปิดเผยปมเหตุ เพราะฝ่ายผู้เสียชีวิตไม่ยอมเลิกรา

จากกรณีคนร้าย คือ นายวรวัฒน์ จันเทียม อายุ 26 ปี ชาวอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ก่อเหตุใช้มีดปลายแหลมปาดคอสาวประเภทสอง คือ นายอภินัทธ์ ปลูกปลื้ม อายุ 24 ปี เสียชีวิต แล้วนำร่างโยนทิ้งลงคลองส่งน้ำ แถวหลังโรงงานผลิต ถุงห่อมะม่วง ถุงห่อผลไม้ หมู่ 11 ตำบลบางยาง อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อกลางดึกของ วันที่ 23 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยหลังเกิดเหตุตำรวจตามรวบตัว นายวรวัฒน์ ได้อย่างทันควัน พร้อมคุมตัวมาสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายที่ สภ.บ้านสร้าง

ขณะที่ความคืบหน้าล่าสุด ช่วงก่อนเที่ยงของวันนี้ (25 พ.ย.) ตำรวจได้คุมตัว นายวรวัฒน์ ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพในที่เกิดเหตุ พร้อมชี้จุดที่นำมีดไปโยนทิ้งแม่น้ำที่บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำ ใกล้กับโครงการส่วนพระองค์ ตำบลบางแตน อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี และจุดที่นำโทรศัพท์ของผู้เสียชีวิตไปทิ้งในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมประสานงานชุดประดาน้ำช่วยกันงมค้นหามีดและโทรศัพท์มือถือดังกล่าว แต่ยังไม่เจอ

ขณะที่ผู้ต้องหาบอกว่า รู้จักกับผู้เสียชีวิตผ่านทางเฟซบุ๊กและได้นัดหมายให้มาเที่ยวที่บ้านหลายครั้ง จนกระทั่งแฟนสาวของตัวเองจับได้ว่า มายุ่งเกี่ยวกับผู้เสียชีวิต และบอกให้เลิกรากัน

แต่ฝ่ายผู้เสียชีวิตไม่ยอม จึงได้นัดหมายมาเคลียร์ปัญหาในช่วงคืนเกิดเหตุ แต่ปรากฏว่าพูดคุยกันไม่รู้เรื่องและมีปากเสียงกัน จึงตัดสินใจใช้มีดปอกผลไม้ที่อยู่หน้ารถปาดคอจนเสียชีวิต แล้วนำร่างทิ้งลงในคลองส่งน้ำดังกล่าว จนมาถูกจับ และรู้สึกสำนึกผิด อยากชขอโทษญาติของผู้เสียชีวิต

หญิงเดือดจัด ลั่น “หนีมากินข้าวยังเจอ” ก่อนยกพวกตะลุมบอน แทงดับหนุ่ม

หญิงเดือดจัด ลั่น "หนีมากินข้าวยังเจอ" ก่อนยกพวกตะลุมบอน แทงดับหนุ่ม

“หนีมากินข้าวยังเจอ” หญิงเดือดจัด กระแทกขวดเบียร์ลั่นร้านข้าวต้มโต้รุ่ง ก่อนยกพวกตะลุมบอน คว้ามีดแทงหนุ่มเสียชีวิต บาดเจ็บ 1 ราย เผยภาพวงจรปิดของร้านจำหน่าย กล่องเบเกอรี่ กล่องเค้ก บันทึกภาพไว้ได้

เมื่อเวลา 01.30 น. วันที่ 24 พ.ย.2564 ร.ต.อ.ธราธร วาสนาจรัส รองสารวัตร(สอบสวน) สน.หนองค้างพลู รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกอาวุธมีดแทงเสียชีวิต บริเวณปากซอยเพชรเกษม 112/1 แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กทม. จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) แพทย์นิติเวช โรงพยาบาลศิริราช และอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุเข้าซอยไปประมาณ 60 เมตร บริเวณลานจอดรถ หน้าบ้านหลังหนึ่งซึ่งเปิดร้านอาหารตามสั่ง พบศพ นายวิลาพน (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี ชาวลาว สภาพสวมเสื้อยืดคอกลมสีดำ นุ่งกางเกงยีนส์ขายาว ไม่สวมรองเท้า นอนตะแคงจมกองเลือด ตรวจสอบตามร่างกายพบบาดแผลถูกแทงบริเวณท้อง ด้านหลังซ้ายและหน้าอกซ้ายตัดขั้วหัวใจ นอกจากนี้ ยังมีผู้บาดเจ็บชื่อ นายสุริยะ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี มีบาดแผลถูกแทงบริเวณท้องซ้าย เจ้าหน้าที่จึงนำตัวส่งโรงพยาบาลราชพิพัฒน์

"หนีมากินข้าวยังเจอ" วัยรุ่นชายหญิงเดือดจัด ตะลุมบอนหนุ่มลาว ก่อนคว้ามีดแทงเสียชีวิต เจ็บ 1 ราย

จากการสอบถาม น.ส.จิมหลี (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 43 ปี เจ้าของร้านเจ้ข้าวต้มโต้รุ่ง ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุมีวัยรุ่นชายหญิงคู่หนึ่งเข้ามานั่งกินข้าวที่โต๊ะภายในร้าน จากนั้นผู้ตายกับแฟนสาว และเพื่อนชายอีก 2 คน รวม 4 คน ก็มานั่งที่ร้านเช่นกัน ส่วนแฟนสาวผู้ตายไม่ได้มานั่งรวมโต๊ะด้วย แต่นั่งรออยู่ภายในรถ

น.ส.จิมหลี กล่าวต่อว่า กระทั่งเวลาผ่านไปประมาณ 20 นาที จึงเดินมาตามผู้ตายเพราะอยากกลับบ้าน แต่จู่ ๆ ผู้หญิงที่มากับผู้ชายนั่งโต๊ะข้าง ๆ ใช้ขวดเบียร์กระแทกโต๊ะแล้วพูดว่า “ตอนอยู่ร้านนั้นก็ยืนเบียด หนีมากินข้าวยังมาเจออะไรแบบนี้อีก” จากนั้น ทั้งสองกลุ่มได้มีปากเสียงกัน ก่อนออกไปเคลียร์กันนอกร้านบริเวณริมถนน
“ยืนคุยกันประมาณ 10 นาที กลุ่มผู้ตายและเพื่อนชายรวม 3 คน เปิดฉากชกต่อยฝ่ายผู้ชายและผลักผู้หญิงล้มลง ก่อนเกิดการชุลมุนตะลุมบอนกัน เมื่อผู้หญิงลุกขึ้นมาได้ก็วิ่งไปหยิบอาวุธมีดยาวจากท้ายรถออกมาไล่ฟันกลุ่มผู้ตายบาดเจ็บ 1 ราย ก่อนวิ่งตามไปไล่ฟันแทงผู้ตายอีก 1 ราย ล้มลงนอนเสียชีวิตจมกองเลือด หลังจากก่อนเหตุชาย-หญิงคู่อริจึงรีบขับรถหลบหนีไป” น.ส.จิมหลี กล่าว

ด้าน ร.ต.อ.ธราธร กล่าวว่า เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบสวนผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ เป็นชายและแฟนสาวผู้ตายซึ่งอยู่ในอาการตกใจ ส่วนผู้ก่อเหตุเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนจะติดตามตัวมาสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

รวบหนุ่มใหญ่จับเมียเล่นชู้ คาหนังคาเขา คว้าปืนยิงดับ แค้นเห็นกับตายังปากแข็ง

รวบหนุ่มใหญ่จับเมียเล่นชู้ คาหนังคาเขา คว้าปืนยิงดับ แค้นเห็นกับตายังปากแข็ง

เมื่อวันที่ 20 พ.ย.64 พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน ผบก.ป.สั่งการให้ พ.ต.อ.ปทักข์ ขวัญนา ผกก.4 บก.ป., พ.ต.ท.อภิชน ขันกา สว.กก.4 บก.ป. พร้อม กำลังจับกุม นายวันนา อายุ 48 ปี ตามหมายจับหมายจับศาลจังหวัดหล่มสัก ที่ 168/2548 ลงวันที่ 23 พ.ย.48 ข้อหา “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา” ซึ่งมีคนพบเห็นแถวๆร้านจำหน่าย ตัวตัดเทป ที่ตัดเทป ในพื้นที่หมู่ 10 บ้านโนนรัง ต.หนองเขียด อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น

ทั้งนี้ทราบว่า เมื่อปี 2548 ขณะที่ผู้ต้องหากลับจากไปทำงานที่ต่างจังหวัด หลังกลับไปถึงบ้านที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ก็พบว่าภรรยานั้นนอนอยู่กับชายชู้ แต่ทางฝ่ายหญิงก็บอกว่าไม่มีอะไรกัน จนเกิดมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง ผู้ต้องหาบันดาลโทสะ เลยใช้ปืนลูกซองยิงภรรยาไป 1 นัด จนเสียชีวิต ก่อนหลบหนีไป ศาลจังหวัดหล่มสักออกหมายจับเอาไว้

ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้สืบสวนติดตาม จนทราบว่าปัจจุบันผู้ต้องหาหลบไปทำไร่อ้อยอยู่ที่ จ.ชัยภูมิ มาเป็นเวลานานกว่า 16 ปีแล้ว จึงเข้าตรวจสอบพร้อมจับกุมตัวดังกล่าว สอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ตนทำไปเพราะความแค้น ที่ไปทำงานมาก็เหนื่อยแสนเหนื่อย เมื่อกลับมาถึงบ้าน ก็มาเจอภาพแบบนี้เข้าอีก แถมยังไม่ยอมรับอีกด้วย จึงนำตัวส่งสภ.บ้านติ้ว จ.เพชรบูรณ์ ดำเนินคดีต่อไป

สลดงานวันเกิด ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ฉุนปมหามือถือ ยิงลูก2ขวบดับ เมียเจ็บ

สลดงานวันเกิด ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ฉุนปมหามือถือ ยิงลูก2ขวบดับ เมียเจ็บ

สลด ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน จัดงานวันเกิดเมีย เมาจัด ลูกสาว 2 ขวบ ร้องจะเอามือถือ ไม่พอใจชักปืนยิง ลูกเสียชีวิตคาที่นอน ก่อนพยามปลิดชีพตัวเองจนโคมา

เมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 17 พ.ย.2564 ร.ต.ท.สุรเชษฐ์ โชติเรืองนภา รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.เมืองนครศรีธรรมราช รั บแจ้งเหตุจากร้านค้าจำหน่าย ถุงแถบกาว ถุงแพ็คเสื้อ ว่ามีการใช้อาวุธปืนยิงกันเสียชีวิตและบาดเจ็บ ที่บ้านพักหลังหนึ่งในพื้นที่ ต.ปากนคร อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.ท.อภิรัฐ ทองฉิม รอง ผกก.สภ.เมืองนครศรีธรรมราช แพทย์เวรโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช และเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยไต้เต๊กเซี่ยงตึ๊ง

ที่เกิดเหตุเป็นบ้าน 2 ชั้นครึ่งปูนครึ่งไม้ ที่ห้องนอนชั้นสองพบศพ เด็กหญิงวัย 2 ขวบ เสียชีวิตอยู่บนที่นอน สภาพมีบาดแผลถูกยิงเข้าที่ใบหน้าทะลุท้ายทอย 1 นัด ส่วนผู้บาดเจ็บ 2 ราย คือ นายเชาวรินทร์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 31 ปี ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ มีบาดแผลถูกยิงเข้าที่ศีรษะ 1 นัดกระสุนฝังในอาการสาหัส

ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน จัดงานวันเกิดเมีย เมาจัด ลูกสาว 2 ขวบ ร้องจะเอามือถือ ไม่พอใจชักปืนยิง ลูกเสียชีวิตคาที่นอน

ส่วน นางวรรณวิภา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 27 ปี แม่ของผู้เสียชีวิต และภรรยาของนายเชาวรินทร์ สภาพร่ำไห้ตกใจสุดขีด มีเลือดออกบริเวณหู แต่เมื่อตรวจสอบปฐมพยาบาลพบว่า ไม่ได้เกิดจากกระสุนปืน แต่อาจจะแก้วหูแตกจากเสียงปืน เจ้าหน้าที่จึงนำนายเชาวรินทร์ซึ่งอยู่ในอาการสาหัส และนางวรรณวิภาส่งโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช เพื่อให้แพทย์ทำการรักษาอาการอย่างเร่งด่วน

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุพบอาวุธปืนขนาด 9 มม. ตกอยู่ 1 กระบอก ปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. ตกอยู่ 3 ปลอก หัวกระสุนปืน 1 หัว และกระสุนปืนอยู่ในรังเพลิงอีก 6 นัด จึงยึดไว้เป็นของกลางเพื่อส่งตรวจพิสูจน์

จากการสอบสวนทราบว่า นายเชาวรินทร์ พร้อมนางวรรณวิภา และลูกสาววัย 2 ขวบ เดิมพักอยู่ที่ อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช และจะเดินทางมาบ้านที่เกิดเหตุเป็นประจำ หลังจากแต่งงาน 3 ปี ก่อนเกิดเหตุได้เดินทางกลับมาเพื่อฉลองวันเกิดให้กับนางวรรณวิภา โดยนายเชาวรินทร์ตั้งวงเหล้าดื่มกับญาติ ตั้งแต่เวลา 20.00 น.ของวันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมา พอตกดึกผู้ตายได้ถามหาโทรศัพท์มือถือเพื่อจะนำมาเล่นก่อนเข้านอน

สอบสวนทราบต่อว่า ปรากฏว่านายเชาวรินทร์หาโทรศัพท์มือถือไม่พบ ทำให้นางวรรณวิภาเข้าไปต่อว่านายเชาวรินทร์ ว่า “ทำไมไม่หาโทรศัพท์ให้ลูกก่อน มัวแต่ดื่มสังสรรค์อยู่นั่นแหละ” ก่อนจะมีปากเสียงอย่างรุนแรง ทำให้นายเชาวรินทร์โมโหชักปืนออกมายิงใส่นางวรรณวิภาแต่ไม่โดน จึงหันกระบอกปืนไปยิงลูกสาวเสียชีวิตบนที่นอน และใช้ปืนกระบอกเดียวกันยิงตัวเองจนบาดเจ็บสาหัส

ล่าสุดช่วงเช้าวันนี้ นางวิมล (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 77 ปี เจ้าของบ้านซึ่งเป็นยายของนางวรรณวิภา และเป็นคุณทวดของผู้ตาย ระบุว่า เมื่อคืนมีเพื่อนของนางวรรณวิภามาร่วมสังสรรค์ด้วย เห็นนายเชาวรินทร์หยิบปืนที่รถมาเหน็บไว้ที่เอว ก่อนเดินขึ้นไปบนห้องนอนชั้น 2 ที่นางวรรณวิภา และผู้ตายนอนอยู่ พอหลังเที่ยงคืนก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น และมีเสียงนางวรรณวิภากรีดร้องออกมาเสียงดัง เกิดเหตุดังกล่าว

ส่วนอาการล่าสุดของนายเชาวรินทร์นั้นยังอยู่ในขั้นวิกฤต ซึ่งแพทย์พยายามให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ส่วนสาเหตุนั้นนางวิมล เปิดเผยว่า นายเชาวรินทร์มีความเครียดจากบ้านที่ อ.ฉวาง ซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกับ สจ.ดำ ที่เพิ่งก่อเหตุยิงครอบครัวตัวเอง 4 ศพเมื่อไม่นานมานี้ โดยนายเชาวรินทร์อาจเลียนแบบ สจ.ดำ ก่อเหตุขึ้น อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ในระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่อย่างเร่งด่วนแล้ว

ตร.ไซเบอร์ ร่วมอย. บุกบ้านยึดครีมทาผิวโฆษณาเกินจริง-ปนเปื้อนสารห้ามใช้

ตร.ไซเบอร์ ร่วมอย. บุกบ้านยึดครีมทาผิวโฆษณาเกินจริง-ปนเปื้อนสารห้ามใช้

ตำรวจไซเบอร์ ร่วมอย. บุกบ้านยึดครีมทาผิวโฆษณาเกินจริง-ปนเปื้อนสเตียรอยด์ขายออนไลน์ มูลค่า 1.8 ล้าน คุมตัวหนุ่มเจ้าของบ้านส่งดำเนินคดี เผย เป็นแค่ตัวแทนจำหน่าย เตรียมเรียกสาวเจ้าของแบรนด์สอบ

วันที่ 15 พ.ย.2564 พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผบช.สอท. พล.ต.ต.กานตพงศ์ ชัยรุ่งเรือง ผบก.สอท.2 พ.ต.อ.ชูศักดิ์ เคทอง ผกก.2 บก.สอท.2 สั่งการให้ ร.ต.อ.ศุภณัฏฐ์ เกตุแก้ว รอง สว.กก.2 ร.ต.อ.กมลภพ ดิษยบุตร รอง สว.(สอบสวน) กก.1 ร.ต.อ.เหมชาติ สุวพิศ รอง สว.(สอบสวน) กก.2 ร่วมเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นำหมายค้นศาลจังหวัดชลบุรี ที่ 209/2564 ลงวันที่ 15 พ.ย.2564 เข้าตรวจค้นบ้านพักใกล้ร้านจำหน่าย ถุงฝาเกลียว ซองฝาเกลียว ต.บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

โดยคดีนี้ ตำรวจ บก.สอท.2 ได้ติดตาม เฝ้าฟัง การกระทำผิดผ่านสื่อออนไลน์ พบว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ยี่ห้อ มิลค์ ซีเคร็ท บอดี้ โลชั่น ได้โฆษณาทางสื่อออนไลน์ โดยใช้คำหรือข้อความที่ อย. ไม่อนุญาตให้ใช้ในการโฆษณาขายสินค้า อันมีเจตนาให้บุคคลทั่วไปหลงเชื่อโดยไม่สมควร และเมื่อได้ทดสอบกับชุดทดสอบสเตียรอยด์ในเครื่องสำอาง พบการปนเปื้อนของสารห้ามใช้ เข้าข่ายเป็นความผิดตามพ.ร.บ.เครื่องสำอางๆและพ.ร.บ.อื่นๆที่เกี่ยวข้อง

ครีม

จากการตรวจสอบ พบนายพงศกร อายุ 46 ปี แสดงตัวเป็นเจ้าบ้านนำตรวจค้น พบผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ยี่ห้อ มิลค์ ซีเคร็ท บอดี้ โลชั่นจำนวน 3,870 ขวด ขวดละ 490 บาท รวมมูลค่า 1,896,300 บาท โดยนายพงศกร ระบุ เป็นตัวแทนจำหน่ายที่ใหญ่ที่สุดของแบรนด์นี้ เจ้าของแบรนด์ให้ช่วยระบายสินค้าให้ตัวแทนจำหน่าย สั่งผลิตจากโรงงานชื่อดังของ จ.สงขลา

ปนเปื้อนสเตียรอยด์

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตรวจยึดของกลางพร้อมแจ้งข้อกล่าวหาผลิตหรือจำหน่าย เครื่องสำอาง ที่ไม่ปลอดภัยในการใช้, นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน ดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะได้เรียกผู้เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์มาสอบสวนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ญาติรับศพ “ส.จ.ดำ” ฆ่ายกครัว 4 ศพ เชื่อฟางเส้นสุดท้ายเพราะถูกเร่งรัดหนี้ 10 ล้าน

ญาติรับศพ "ส.จ.ดำ" ฆ่ายกครัว 4 ศพ เชื่อฟางเส้นสุดท้ายเพราะถูกเร่งรัดหนี้ 10 ล้าน

ญาติรับศพ ส.จ.ดำ ฆ่ายกครัว 4 ศพ ยอดหนี้สินรวมหลายสิบล้าน เชื่อฟางเส้นสุดท้ายเพราะถูกเร่งรัดหนี้ 10 ล้าน รักลูกมากเลยต้องตายด้วยกัน

(11 พ.ย.64) เวลา 13.40 น. ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ พร้อมด้วย นายกำชัย สังข์ประไพ เดินทางมารับศพ นายธวัชชัย ทองอ่อน หรือ สจ.ดำ อดีต ส.อบจ.นครศรีธรรมราช ซึ่งก่อเหตุยิง น.ส.ภัทรณัฐ สังข์ประไพ ภรรยา และลูกสาวอีก 2 คน เสียชีวิต ภายในบ้านพัก ใกล้ร้านจำหน่าย ถุงห่อมะม่วง ถุงห่อผลไม้ ซอยกรุงเทพ-กรีฑา ซ.7 แยก 10 เมื่อช่วงเย็นวันที่ 10 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

พล.ต.ต.วิชัย กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ติดใจเบื้องหลังอะไร หลักๆ น่าจะเป็นเรื่องหนี้สินของนายธวัชชัย ที่มีจำนวนมาก และไม่รู้ว่าไปมีหนี้สินกับใครบ้าง แต่ทราบว่ามีหนี้สินเรื่องรับเหมา ประมูลงาน ไปกู้เงินเขามา และลงเล่นการเมือง จึงเป็นหนี้สินผูกพันมาเรื่อยๆ คาดว่ายอดเงินหลายสิบล้านบาท และคงแก้ปัญหาไม่ได้ ตนคิดว่าเขาคงเต็มที่แล้ว ไม่อยากปล่อยภาระไว้ให้ลูกต้องลำบาก เพราะเขารักลูกมาก และคาดว่าฟางเส้นสุดท้ายอาจมาจากการถูกเร่งรัดหนี้ลอตเตอรี่ 10 ล้านบาท เนื่องจากทราบว่าวันเกิดเหตุมีการนัดจ่ายหนี้ เบื้องต้น 2,500,000 บาท แต่นายธวัชชัยตัดสินใจก่อเหตุก่อนที่จะพบหน้านายสมรักษ์ เพื่อใช้หนี้

พล.ต.ต.วิชัย กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุเพื่อนบ้านสังเกตเห็น ส.จ.ดำ มีอาการเครียดอย่างเห็นได้ชัด จากการสูบบุหรี่จัด ที่ผ่านมาตนเคยเจอกับ ส.จ.ดำ แต่เขาก็ไม่เคยมาขอความช่วยเหลือเรื่องคดีความต่างๆ ซึ่งส่วนตัวได้พบกันครั้งสุดท้ายที่รัฐสภา แต่ไม่พบสิ่งผิดปกติ ทั้งนี้ หลานสาวตนเคยเป็นอาจารย์อยู่ ม.รามคำแหง แต่ถูกหางเลขจากสามีไปเป็นหนี้สิน จึงถูกข้อหาล้มละลายไปด้วย และเพิ่งกลับมาเริ่มบรรจุเป็นอาจารย์อีกครั้ง แต่ต้องมาจบชีวิตลง เรื่องที่เกิดขึ้นไม่โกรธใคร เพราะคนทำเสียชีวิตไปแล้ว ตนถือว่าเป็นกรรม ซึ่งที่ผ่านมาหลานสาวไม่เคยมาปรึกษาเรื่องเงินทอง

ด้านนายกำชัย น้องชาย น.ส.ภัทรณัฐ ยอมรับว่าทราบปัญหาของครอบครัวพี่สาวมาตลอด เพราะมีการโทรศัพท์พูดคุยกับพี่สาวประจำ โดยปรึกษากันสองคนพี่น้อง พ่อแม่ไม่ได้รับทราบปัญหา และที่ผ่านมาเคยให้ความช่วยเหลือพี่สาวยืมเงิน จำนวนหลักล้านบาท ซึ่งการพูดคุยครั้งสุดท้ายไม่มีสัญญาณบอกเหตุว่าจะเกิดเหตุกับพี่สาวและหลานๆ โดยตนคุยกับหลานครั้งสุดท้ายเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ซึ่งทุกอย่างเป็นปกติ

มีรายงานว่าสำหรับผลการชันสูตรทั้ง 4 ศพ ถูกกระสุนปืนทำลายสมองเป็นเหตุให้เสียชีวิต ส่วนหลังจากนี้ ทางญาติจะนำไปประกอบพิธีทางศาสนาที่ ศาลา 2 วัดเทพลีลา ย่านรามคำแหงโดยมีกำหนดสวดพระอภิธรรม 3 คืน

วิสามัญ โจรชิงทรัพย์2สาวร้านซักผ้า คาห้องเช่าหลังยิงสู้ตร. พบประวัติสุดโชกโชน

วิสามัญ โจรชิงทรัพย์2สาวร้านซักผ้า คาห้องเช่าหลังยิงสู้ตร. พบประวัติสุดโชกโชน

วิสามัญ โจรชิงทรัพย์2สาวร้านซักผ้า คาห้องเช่า แถวโรงงานผลิต กล่องเบเกอรี่ กล่องเค้ก หลังยิงสู้ตร. ตรวจสอบพบประวัติสุดโชกโชน เพิ่งพ้นโทษยังไม่ทันข้ามปี ก่อเหตุซ้ำ

จากกรณีที่คนร้ายใช้ปืนจี้ชิงทรัพย์หญิง 2 คน ที่กำลังนั่งรอซักผ้าหยอดเหรียญ ที่ซ.รังสิต-นครนายก 16 ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี หลังก่อเหตุได้ทรัพย์สินเป็นเงินสด กระเป๋า มือถือรวม 10 รายการแล้วหลบหนีไป เมื่อวันที่ 28 ต.ค.2564 เวลา 23.00 น. ต่อมาตำรวจทราบว่าผู้ก่อเหตุคือนายเฉลิม อายุ 46 ปี จึงรวบรวมพยานหลักฐานต่อศาลจังหวัดธัญบุรีออกหมายจับ ในข้อหาชิงทรัพย์ผู้อื่นในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 9 พ.ย.2564 พ.ต.ท.พูนสุข เตชะประเสริฐพร รอง ผกก.สส.1 บก.สส.ภ.1 พ.ต.ท.พุฒิพงศ์ อินธาระ รอง ผกก.สส.2 บก.สส.ภ.1 นำกำลังเข้าจับกุม นายเฉลิมชัย หลังสืบทราบว่า หลบซ่อนตัวอยู่ที่ห้องเช่าแห่งหนึ่งในหมู่ 10 ต.คลองข่อย อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี โดยขณะเข้าจับกุมนั้น นายเฉลิมยิงต่อสู้

ทำให้เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องยิงตอบโต้เพื่อป้องกันตัว หลังเสียงปืนสงบจึงเข้าไปตรวจสอบภายในห้องพบคนร้ายนอนเสียชีวิต โดยมีปืนดัดแปลง ขนาด .380 ตกอยู่ข้างตัว จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชา และแจ้ง สภ.ชัยพฤกษ์ พื้นที่เกิดเหตุทราบ

สำหรับประวัติผู้ต้องหารายนี้ ในปี พ.ศ.2552 ได้กระทำความผิดต่อเนื่องหลายคดีในเขต จ.ปทุมธานี จว.นนทบุรี ในข้อหาร่วมกันชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะ, ร่วมกันชำเรา พรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปีเพื่ออนาจาร ขืนใจโดยทำให้กลัว โดยมีอาวุธปืน อาวุธมีด เครื่องชอร์ตไฟฟ้าในการกระทำความผิด ศาลได้พิพากษาจำคุก และเพิ่งพ้นโทษออกมาเมื่อเดือนธันวาคม 2563 หลังจากพ้นโทษได้มาก่อคดีอีก โดยพฤติการณ์ของคนร้ายจะพกพาอาวุธติดตัวปืนติดตัวตลอด

กวาดจับแก๊งยาบ้า! ตร.เมืองลำปางลุยล็อกวันเดียว 3 ราย เค้นขยายผลล้างบาง

กวาดจับแก๊งยาบ้า! ตร.เมืองลำปางลุยล็อกวันเดียว 3 ราย เค้นขยายผลล้างบาง

ตำรวจเมืองลำปาง ลุยกวาดจับแก๊งยาบ้า แถวโรงงานผลิต ตัวตัดเทป ที่ตัดเทป วันเดียวได้ 3 รายทั้งซื้อมาขาย รับจ้างชาวไทยภูเขาขนมาเก็บรอเอเย่นต์มารับ เค้นสอบขยายผลล้างบางเครือข่ายนี้ต่อไป

วันที่ 5 พ.ย.2564 พ.ต.อ.ศราวุธ วะเท ผกก.สภ.เมืองลำปาง จ.ลำปาง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.ประสิทธิ์ หล้าสมศรี รอง ผกก.สส. พ.ต.ต.ธานี ตันจันทร์กูล สว.สส. ร.ต.อ.ศรศักดิ์ ใจโพธิ์ รอง สว.สส. นำกำลังตำรวจชุสืบสวน และชุดปส.สภ.เมืองลำปาง บุกจับกุมผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่หลังได้รับแจ้งจากสายข่าวเครือข่ายภาคประชาชน

รายแรกเข้าจับกุม นายศุภกิจ อายุ 37 ปี ชาว ต.เวียงเหนือ อ.เมืองลำปาง พร้อมของกลางยาบ้า 16 เม็ด พร้อมอุปกรณ์การเสพ ซึ่งรายนี้เคยถูกจับกุมคดียาเสพติดมาแล้วแต่ไม่เข็ดหลาบ รายที่ 2 จับกุม นายณัฐพล อายุ 37 ปี ชาว ต.บ่อแฮ้ว ของกลางยาบ้า 253 เม็ด รับสารภาพสั่งซื้อยาบ้ามาเมื่อวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา 2 ถุง 400 เม็ด ราคา 8 พันบาท คนขายเอาของมาวางไว้ห้ริมถนนลำปาง-ห้างฉัตรสายเก่า เอาไปขายและเสพ เหลืออยู่เท่าที่เห็น

ลุยจับยาบ้า

รายที่ 3 จับกุบ นายปรีชา อายุ 40 ปี ชาว ต.บ้านเป้า พร้อมของกลางยาบ้า 20,202 เม็ด สารภาพมีนายอาชา ชาวไทยภูเขาให้ไปรับยาบ้าที่ฝายบ้านเป้า ลำน้ำแม่ตุ๋ย นำมาเก็บไว้ที่บ้านแล้วจะมีคนมารับยาบ้าไป ได้ค่าจ้างครั้งละ 5,000 บาท ทำเป็นครั้งแรกก็ถูกจับ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้สอบสวนขยายผลกวาดล้างเครือข่ายต่อไป

ผัวเมียตีกันหนัก สาวสุดเครียด ปีนหน้าต่างขู่โดดชั้น 3 กู้ภัยบุกชาร์จระทึก

ผัวเมียตีกันหนัก สาวสุดเครียด ปีนหน้าต่างขู่โดดชั้น 3 กู้ภัยบุกชาร์จระทึก

ระทึกกลางดึก หลังสามีภรรยา ชาวกัมพูชา ทะเลาะกันหนัก ก่อนฝ่ายหญิงจะทุบบานเกล็ด ออกมายืนนอกหน้าต่างชั้น 3 ขู่จะโดด กู้ภัยอาศัยจังหวะ บุกชาร์จตัวไว้ได้

เมื่อเวลา 22.50 น. วันที่ 2 พ.ย. 2564 พ.ต.อ.ภัสพงษ์ บุตรไทย ผกก.สน.ราษฎร์บูรณะ รับแจ้งเหตุหญิงพยายามทำร้ายตนเองด้วยการจะกระโดดจากที่สูง ที่บ้านหลังหนึ่ง ใกล้โรงงานผลิต แอร์บับเบิ้ล บับเบิ้ล ถนนประชาอุทิศ 33 แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมกำลังตำรวจสายตรวจ และเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

ที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์ สูง 4 ชั้น จากการตรวจสอบด้านหลังห้องเช่าชั้น 3 สูงจากพื้นที่ราว 10 เมตร พบน.ส.แนน อายุ 22 ปี แรงงานกัมพูชา เกิดอาการคลุ้มคลั่งทุบกระจกบานเกล็ดหน้าต่างห้องพักตัวเองแล้วออกมายืนตรงระเบียง โดยที่มือทั้ง 2 ข้าง ถือเศษกระจกบานเกล็ดพยายามจี้คอข่มขู่จะทำร้ายตัวเอง และร้องไห้ตลอดเวลา

ตำรวจจึงช่วยกันเกลี้ยกล่อมให้สงบสติอารมณ์ และเบี่ยงเบนความสนใจมาที่ผู้คนด้านล่าง เปิดโอกาสให้หน่วยกู้ภัยมุดตัวเข้าไปในห้องพักจากด้านในใช้เวลา 20 นาที จึงฉวยจังหวะเข้าชาร์จช่วยเหลือน.ส.แนน กลับเข้าห้องพักได้อย่างปลอดภัย

จากการสอบสวนนายสำลี อายุ 24 ปี พี่สามีของน.ส.แนน เปิดเผยว่า น.ส.แนน เป็นภรรยาของ นายปิง อายุ 22 ปี น้องชายตน ซึ่งเป็นแรงงานกัมพูชาเช่นกัน เข้าประเทศไทยมารับจ้างเป็นคนงานร้านรับซื้อของเก่าในละเเวกนี้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ก่อนหน้านี้ทราบว่าน้องชายและน.ส.แนน มีปากเสียงลงมือทุบตีกันบ่อย ๆ ต่อหน้าลูกสาว ที่ยังเล็กอีก 2 คน จนชาวบ้านเอือมระอา

กระทั่งวันนี้ก็เกิดขึ้นอีก โดยน.ส.แนน อาละวาดทุบกระจกบานเกล็ด ใช้เศษกระจกแทงน้องชายตน จนได้รับบาดเจ็บที่แขน ต่อมาน.ส.แนน ก็ออกไปยืนที่ระเบียงหลังห้องขู่จะทำร้ายตัวเอง ทำให้ต้องรีบแจ้งตำรวจและกู้ภัยมาระงับเหตุให้การช่วยเหลือ

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรอให้น.ส.แนน สงบสติอารมณ์ลง โดยติดตามญาติและเพื่อนแรงงานชาวกัมพูชามาช่วยปลอบประโลม จากนั้นได้มอบหมายให้นายสำลี ติดต่อ นายปิง น้องชายให้รีบไปรักษาอาการบาดเจ็บกระจกบาดที่แขน และรีบกลับมาเจรจากับภรรยาเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายต่อไป