shadow

2 หนุ่มสาวควบเก๋งหมุนฟาดเสา ไฟลุกท่วมหนีตายไร้รอยขีดข่วน เชื่อปาฏิหาริย์พระที่แม่ให้

วันที่ 24 ก.พ. พ.ต.ท.วุฒิพงษ์ สมใจ รองผกก.ป.สภ.หนองปรือ จ.ชลบุรี พ.ต.ต.เก่งศาสตร์ นวลพงศ์ สวป. รับแจ้งอุบัติเหตุรถเก๋งเสียหลักตกร่องกลางถนน เหตุเกิดหน้าสถานีน้ำมัน ปตท. บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 36 สายกะทิงลาย–ปลวก เกตุ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยา

ที่เกิดเหตุในร่องกลางถนนพบรถเก๋งเชฟโรเลต สีบรอนซ์ หมายเลขทะเบียน งข-6997 ชลบุรี ถูกเพลงลุกไหม้ เจ้าหน้าที่ให้สารเคมีฉีดสกัดก่อนจะลุกลาม สภาพตัวรถได้รับความเสียหายยับเยิน บนถนนยังพบร่องรอยชิ้นส่วน น้ำมันเครื่อง กระจัดกระจายเต็มพื้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงช่วยกันคลี่คลายการจราจร ส่วนผู้ขับขี่คือ นายพายุ พิมพ์ดี อายุ 31 ปี พนักงานโรงงานน้ำสลัด และชีสซอสรายใหญ่แห่งหนึ่ง และ น.ส.วิชุดา ปัตถา อายุ 25 ปี ไม่มีร่อยรอยได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด อยู่ในอาการตกใจ

จากการสอบถาม นายพายุ เล่าว่า ขณะที่เดินทางกลับจาก จ.ระยองมุ่งหน้า จ.ชลบุรี ระหว่างที่กำลังจะเปลี่ยนช่องจราจร ได้มีรถยนต์เปลี่ยนเลนเข้ามาพอดีเช่นกัน จึงต้องตัดสินใจหักหลบทำให้รถเสียหลักหมุนฟาดเสา แล้วตกร่องกลางถนน จนเกิดเพลิงลุกไหม้ ตนและแฟนสาวพยายามหนีเอาตัวรอดออกมาจากรถได้อย่างปลอดภัย ส่วน น.ส.วิชุดา ยังเปิดเผยอีกว่า การที่ตนและแฟนรอดตายมาได้โดยไม่ร่องรอยได้รับบาดเจ็บนั้น เชื่อว่าเป็นปาฏิหารย์ของพระเครื่องที่แม่ให้ไว้ติดรถอย่างแน่นอน

แกะกล้องวงจรปิด หาเบาะแสคนร้ายยิง เจ๊ยุ เขียงเนื้อ คุมตัว “วุฒิ” น้องผัว ฝากขังศาล

จากกรณีมีคนร้าย 2 คน ก่อเหตุบุกยิงนางยุพาพร บุราญรัตน์ อายุ 44 ปี หรือเจ๊ยุเขียงเนื้อ เพื่อทำการชิงทรัพย์ เหตุเกิดภายในบ้านพักเลขที่ 162 ม. 4 บ้านโนนข่า ต.หัวหนอง อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ติดกับร้านจำหน่าย ส่งออกนำ้สลัด ชีสดิป แช่แข็งรายใหญ่ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 15 ธ.ค. ที่ผ่านมา ตามข่าวที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้น

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 17 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนยังคงลงพื้นที่ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อหาเบาะแสของคนร้าย รวมทั้งรถต้องสงสัยที่ใช้ก่อเหตุ โดยไล่ตรวจสอบภาพตั้งแต่บริเวณบ้านของเจ๊ยุ ไปตามเส้นทางต่างๆ ที่คาดว่าคนร้ายจะใช้ในการหลบหนีหลังก่อเหตุ รวมทั้งการสืบสวนสอบสวนพยานทั้งหมดที่อยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุอย่างละเอียด

หลังจากที่ช่วงบ่ายวานนี้ (16 ธ.ค.) เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ลงพื้นที่ตรวจสอบภายในบ้านของนายวุฒิชัย บุราญรัตน์ น้องชายของนายวรวิทย์ บุราญรัตน์ สามีของเจ๊ยุผู้บาดเจ็บ โดยพบเสื้อทหารภายในบ้านหลายตัว จึงยึดมาตรวจสอบ พร้อมกันนี้ ภรรยาของนายวุฒิชัย ยืนยันว่าในช่วงเวลาเกิดเหตุตนและสามียังนอนหลับอยู่ภายในบ้าน ก่อนที่นายวุฒิชัยจะตื่นและออกไปทำงานตามปกติในเวลาประมาณ 07.00 น. โดยมีพยานหลายคนยืนยันว่า พบนายวุฒิชัยเดินทางไปทำงานตามปกติในช่วงเวลา 07.00 น. – 08.00 น.

อย่างไรก็ตามตำรวจสภ.บ้านไผ่ จะควบคุมตัวนายวุฒิชัย ผู้ต้องหาในคดีส่งฟ้องศาลจังหวัดพล ในข้อหากันพยายามฆ่าผู้อื่น ร่วมกันชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ในเคหะสถานเวลากลางคืน โดยมีและใช้อาวุธปืนโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม โดยแปลงตัวหรือปลอมตัวเป็นผู้อื่น มอมหน้าหรือทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่มีเหตุอันสมควร ยิงปืนโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน

ป.รวบผัวเมียแสบ เปิดเพจหลอกจ้างแยกสีลูกปัด-หนังยาง เสียหาย 4 ล้านบาท

 

 

 

 

 

 

 

 

รวบผัวเมียแสบ – เมื่อวันที่ 12 ต.ค. ที่ กองปราบปราม พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช รรท.ผบก.ป.สั่งการ พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม ผกก.4 บก.ป. พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช รอง ผบก.ป.รรท.ผบก.ป., พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว, พ.ต.อ.สันติ ชัยนิรามัย รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม ผกก.4 บก.ป.

นำกำลังจับกุม นายชลิต แก้วน้อย อายุ 27 ปี ชาว จ.นนทบุรี และ น.ส.วรรณวิภา สังข์พรรณ อายุ 23 ปี ชาว จ.นครสวรรค์ สองสามีภรรยา ตามหมายจับศาลเชียงใหม่ จ.670และ673/2561 ลงวันที่ 5 ต.ค.2561 ข้อหา”ฉ้อโกงประชาชน”

โดยจับกุมนายชลิต ได้ที่หน้าบ้านเลขที่ 43/3 หมู่ 3 ที่อยู่เเถวร้านจำหน่ายน้ำสลัดครีมเเละชีสซอสหลากรสเเห่งหนึ่งต.ไทรน้อย อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี ส่วน น.ส.วรรณวิภา จับกุมได้ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ หรือสายใต้ใหม่ แขวงฉิมพลี เขตตลิ่ง กทม.

พ.ต.อ.แมน กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ น.ส.ลีน่า จังจรรจา พาผู้เสียหายจำนวนมากมาร้องเรียนว่าถูก นายชลิต และ น.ส.วรรณวิภา ตั้งเพจเฟซบุ๊กชื่อ “บ้านริบบิ้น”

โดยโพสต์เชิญชวนให้ทำงานแยกลูกปัด หนังยาง หรือตัดริบบิ้นเป็นชุดๆ ตามที่สั่ง ได้ค่าตอบแทนครั้งละ 650 บาท แต่ต้องมัดจำสินค้าที่จะส่งมาให้ทำ 350 บาท

เมื่อผู้เสียหายได้รับงานซึ่งส่งมาทางไปรษณีย์และทำงานตามที่สั่งมาแล้วก็ส่งงานกลับไปให้ ปรากฏว่าผู้เสียหายไม่ได้รับเงินค่าจ้างและไม่ได้รับเงินวางมัดจำคืน

จึงรวมตัวกันเข้าแจ้งความ กระทั่งเจ้าหน้าที่ตามจับกุมตัวได้ เบื้องต้นพบผู้เสียหายจากทั่วประเทศหลายพันคน มูลค่าความเสียหาย 4 ล้านบาท

สอบสวน น.ส.วรรณวิภา รับสารภาพว่าทำเพจหลอกลวงผู้เสียหายจริง โดยใช้บัญชีของสามีหลอกลวง ก่อเหตุมากว่า 1,300 ครั้ง และอยู่ระหว่างกำลังหาเงินชดใช้คืนให้กับผู้เสียหาย

ส่วน นายชลิต รับว่าได้ร่วมกับ น.ส.วรรณวิภา ทำธุรกิจในการนำหนังยาง ลูกปัดต่างๆ ส่งสินค้าให้ลูกค้าทำงานตามออเดอร์จริง และใช้บัญชีของตนในการรับโอนเงินแต่ไม่ทราบเรื่องในการหลอกลวง

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำตัวผู้ต้องหาทั้งสองนำส่ง สภ.ช้างเผือก ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จับหลวงตา โหด! ตีเณรโคม่า อ้างโมโหดื้อ-ซน คว้าไม้หวดน่วม ตร.หิ้วสึกทันควัน

 

 

 

 

 

 

 

 

จับหลวงตา วัย 64 กลางวัดดังที่อยู่เเถวโรงงานผลิตน้ำสลัด ชีสดิปหลากรสรายใหญ่ในจ.กาญจนบุรี หลังทำร้ายร่างกายสามเณรวัย 9 ขวบจนโคม่า ต้องนอนไอซียู พบแขนหัก 2 ท่อนเลือดคั่งในสมอง ตร.จับสึก ก่อนพาตัวมา สอบปากคำ เจ้าตัวสารภาพเป็นพระพี่เลี้ยงของสามเณร อ้างโมโหเณรดื้อ ชอบแอบไปเล่น คว้าไม้ฟาดจนน่วม หมอแจ้งญาติให้ทำใจ

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 19 ส.ค. น.ส. สุกัญญา ตุ้นฮิ้น อายุ 33 ปี รวมทั้งญาติเดินทางมาเฝ้าดูอาการของสามเณรเอ (นามสมมติ) อายุ 9 ขวบ ที่หน้าห้องไอซียู ร.พ.พหลพลพยุหเสนา อ.เมืองกาญจนบุรี หลังจากเมื่อช่วงค่ำวานนี้ (18 ส.ค.) เจ้าหน้าที่มูลนิธิวัดดอนขมิ้น ไปรับตัวมาจากวัดดอนขมิ้นเเถวโรงงานผลิตน้ำสลัด ชีสดิปหลากรส ต.ลูกแก อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ไปส่งโรงพยาบาลมะการักษ์ เนื่องจากครั้งแรกได้รับแจ้งว่าไม่สบาย และเกิดอาการเกร็งจนหมดสติ แต่กลับพบว่าตามร่างกายมีร่องรอยถูกทำร้าย คางแตก หัวบวมปูด ซึ่งภายหลังเอกซเรย์พบว่าแขนและข้อมือขวาหัก 2 ท่อน รวมถึงมีเลือดคั่งในสมอง ก่อนเคลื่อนย้ายเข้าห้องไอซียู ร.พ.พหลพลพยุหเสนา เนื่องจากอาการสาหัส

ขณะที่ ร.ต.อ.อำนาจ จันทร์บุตร รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.ลูกแก จ.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังรวบรวมพยานหลักฐานอย่างละเอียด ส่วนอาการของสามเณรจะต้องรอการยืนยันเป็นเอกสารจากแพทย์ผู้รักษา ว่าเกิดจากอะไร แต่แนวโน้มคาดว่าน่าจะเกิดจากการถูกทำร้าย ส่วนพระต้องสงสัยทำร้ายคือหลวงตาศุภชัย สุทธิญาโน อายุ 64 ปี พระลูกวัดดอนขมิ้น หลังก่อเหตุก็ไม่ได้หลบหนีไปไหน

ต่อมาเมื่อเวลา 14.00 น.วันเดียวกัน ร.ต.อ. อำนาจ พร้อม น.ส.สุกัญญา และครอบครัว ได้เดินทางไปวัดดอนขมิ้น พร้อมควบคุมตัวหลวงตาศุภชัย ซึ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัยมาสอบปากคำ โดยบรรยากาศภายในวัดมีประชาชนที่ทราบเรื่องต่างเดินทางไปเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

จากการสอบสวนหลวงตาศุภชัย ให้การโดยอ้างว่า ตนเป็นพระพี่เลี้ยงของสามเณรเอ ซึ่งสามเณรเป็นเด็กซุกซนห้ามก็ไม่ค่อยเชื่อฟัง วันเกิดเหตุสั่งห้ามไม่ให้ไปเล่นแต่สามเณรไม่เชื่อฟังจึงเกิดความโมโหคว้าไม้ตีจนได้รับบาดเจ็บ จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวไปสึก พร้อมนำตัวมาสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินคดีต่อไป เบื้องต้นได้แจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส และอาจแจ้งข้อหาเพิ่มเติมหากพบความผิดอื่นอีก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับอาการของสามเณรเอนั้นทรุดลงเป็นอย่างมาก คณะแพทย์ได้พยายามยื้อชีวิตอย่างเต็มความสามารถแต่ก็ยังไม่ดีขึ้น และทางแพทย์ก็ได้แจ้งให้ผู้ปกครองเตรียมทำใจ และรอให้พ่อของสามเณรเอ เดินทางมาถึงโรงพยาบาล เพื่อให้ทันดูใจลูกชายเท่านั้น

จับเดือด! เมายาคว้ามีดจี้คอเด็ก จับเป็นตัวประกันพร้อมหนุ่มวิน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หนุ่มเมายาคว้ามีดจี้คอเด็ก! จับเป็นตัวประกันพาขึ้นวินหนี ระทึกที่ปทุมฯ

จากกรณีเกิดเหตุ นายทนงศักดิ์ ชวนชม อายุ 27 ปี เมายาใช้อาวุธมีดจี้คอเด็กจับเป็นตัวประกัน บริเวณสะพานคู่ ใกล้เคียงโรงงานผลิตน้ำสลัดครีมเเละชีสซอส ถนนเสมา-ฟ้าคราม ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ต่อมาใช้มีดจี้ขู่บังคับหนุ่มวินรถจักรยานยนต์รับจ้างที่ขับขี่ผ่านมาแล้วบังคับเด็กขึ้นรถพาหนี แต่หนุ่มวินรถรับจ้างตัดสินใจทิ้งรถวิ่งหลบหนี ทำให้นายทนงศักดิ์กระโดดลงไปในคลองรังสิตประยูรศักดิ์ ช่วงบริเวณด้านหน้าหมู่บ้านธงชัย ก่อนถูกจับกุมตัวไว้ได้

โดยนายมงคล กิ่งเกษม อายุ 35 ปี วินรับจ้าง เบอร์ 17 ซอยอุตสาหะ เปิดเผยว่า ขณะที่ตนขับรถรับจ้างตามปกติออกมาจากท้ายซอย มีคนร้ายและเด็กชายโบกรถก่อนที่จะให้ไปส่งที่ปากทาง แต่เมื่อมาถึงปากทางกลับบอกว่าให้ไปส่งที่ห้างฟิวเจอร์พาร์รังสิต และบอกว่าให้บิดแรงๆ ถ้าหยุดจะแทงให้ทะลุทั้ง 2 คน ซึ่งในตอนแรกตนไม่เห็นว่าคนร้ายมีมีด ก็พยายามมองกระจกข้างจนเห็นมีดที่คนร้ายถือ จึงได้ขับไปตามที่คนร้ายบอก

“แต่เมื่อขับมาถึงคลองหนึ่ง คนร้ายกลับบอกว่าให้เลี้ยวขึ้นสะพาน และพาย้อนมาเส้นเลียบคลอง จังหวะนั้นแฟนสาวโทรมาพอดี แต่คนร้ายกลับบอกว่าให้เอาโทรศัพท์มา ซึ่งผมคิดในใจว่าถ้าคนร้ายให้ไปใช้เส้นทางที่เปลี่ยว จะต้องทำอะไรสักอย่าง จนกระทั้งย้อนมาถึงตรงโรงงานผลิตน้ำสลัดครีมเเละชีสซอสรายใหญ่ จังหวะนั้นรถคนงานเลิกพอดี ผมจึงชะลอรถ แต่คนร้ายบอกว่าให้บิดไปเลย ผมจึงตัดสินใจดับเครื่องแล้วทิ้งรถพร้อมกับหยิบกุญแจรถมาด้วย แล้วรีบวิ่งไปขอความช่วยเหลือจาก เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้ช่วยแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ และก็มีพลเมืองดีขับรถผ่านมาและเข้ามาช่วยตามคนร้ายไปจนเจ้าหน้าที่ตำรวจมาและจับกุมได้”

ทหาร-ตำรวจ ปิดซอยไล่ล่า กลุ่มโจ๋วัยใส ตั้งก๊วนดูดกัญชาข้างโรงเรียนชื่อดัง!

 

 

 

 

 

 

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร สนธิกำลัง ไล่ล่ากลุ่มโจ๋วัยรุ่น ยึดตรอกข้างโรงเรียนเอกชนชื่อดังเเถวร้านจำหน่ายน้ำสลัดครีม ชีสดิปหลาสรสปลีก-ส่งรายใหญ่กลางเมืองฉะเชิงเทรา ทำการมั่วสุมดูดกัญชา!

เมื่อเวลา 23.20 น. ของคืนวันที่ 1 สิงหาคม 2561 พ.ต.ต.ภูเบศร์ เขจรลัย สารวัตรป้องกันและปราบปรามสถานีตำรวจภูธรเมืองฉะเชิงเทรา พร้อมด้วย ร.ต.อ.อัณณพ จันทร์ภักดี รองสารวัตรป้องกันและปราบปรามสถานีตำรวจภูธรเมืองฉะเชิงเทรา และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร ชุดรักษาความสงบเรียบร้อย กองพลทหารราบที่ 11 ซึ่งนำโดย ร.อ.อนุกูล วงษ์แม่น้อย ทำการปิดตรอกไม่มีชื่อ ติดกับรั้วของโรงเรียนเอกชนชื่อดังของจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยตรอกแห่งนี้มีลักษณะคล้ายใยแมงมุม มีแหล่งชุมชนพักอาศัย มีทางเข้าออกหลายทาง ซึ่งเชื่อมโยงกับถนนสรรค์ประศาสน์ ถนนศุภกิจ ถนนวัชรา และถนนศุภกิจ ซอย 2 เพื่อทำการลาดตระเวนและตรวจสอบกลุ่มวัยรุ่นขาโจ๋ ที่หลบหนีการตรวจของเจ้าหน้าที่ทหาร

โดยก่อนหน้านี้ได้มีชาวบ้านเข้าร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่ หลังสุดทนพฤติกรรมกลุ่มวัยรุ่นต่างถิ่นที่นำรถจักรยานยนต์ท่อดังนับสิบคันมาจอดปิดกีดขวางทางเข้าออก และ นั่งรวมกลุ่มมั่วสุมดูดยา กันบริเวณหน้าร้านขายน้ำสลัดครีม ชีสดิปหลาสรสภายในตรอกแห่งนี้เป็นประจำเกือบทุกวัน มีตั้งแต่ 5 คนไปจนถึง 20 คน ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับสังคมในชุมชนดังกล่าว

ด้าน ร.อ.อนุกูล วงษ์แม่น้อย หัวหน้าชุดรักษาความสงบเรียบร้อย กองพลทหารราบที่ 11 จึงได้ออกลาดตระเวนเข้ามาในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อมุ่งหน้าไปทางวัดแหลมใต้ แต่ช่วงที่ผ่านตรอกแห่งนี้ก็พบกลุ่มวัยรุ่นมากกว่า 5 คน กำลังนั่งมั่วสุมกันอยู่ภายในตรอกดังกล่าว จึงได้จอดรถเพื่อลงไปตรวจสอบ

แต่เมื่อกลุ่มวัยรุ่นเห็นเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาจึงวิ่งหลบหนีบางส่วนและบางส่วนได้ขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปออกตามจุดที่เชื่อมโยกกับถนนสายต่างๆ โดยทิ้งรถจักรยานยนต์ไว้ 2 คัน ซึ่งภายหลังทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดไว้ที่สถานีตำรวจเพื่อตรวจสอบหลักฐาน นอกจากนี้เมื่อทำการตรวจสอบในบริเวณที่กลุ่มวัยรุ่นนั่งมั่วสุมกันอยู่พบมีดจำนวน 2 เล่ม และอุปกรณ์การดูดกัญชา 1 อัน ทางเจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจยึดไว้เป็นหลักฐาน ในขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารเข้าเตือนร้านขายของชำในบริเวณนั้น หลังสืบทราบว่ามีการลักลอบจำหน่ายบุหรี่แบบแบ่งขายให้กับกลุ่มวัยรุ่นที่มานั่งมั่วสุมในบริเวณนี้ ว่ามีความผิดตามกฎหมายให้หยุดกระทำ ทั้งในส่วนของการแบ่งจำหน่ายบุหรี่ และ ขายบุหรี่ให้กับเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี

ลูกน้องแฉ อ้วน ลั่นไกเอง จากจะอุ้ม-เป็นฆ่า หึงเห็น สปาย-ฟอส สนิทเกิน

 

 

 

 

 

 

 

ลูกน้องแฉสิ้น “เสี่ยอ้วน” ลั่นไกเอง จากเดิมจะแค่อุ้ม แต่ไปเห็นภาพบาดตา”สปาย-ฟอส”จู๋จี๋กัน เลยรัวไม่ยั้ง ตร.รวบโชเฟอร์พาหนีไปส่งที่ชายแดน จากนั้นเปลี่ยนเป็นรถกระบะขับกลับสระแก้ว แล้วจอดทิ้งข้างทางลวงตำรวจ “บิ๊กอวบ” คุมตัวไปชี้จุดทิ้งปืนไม่ไกลจุดเกิดเหตุ ส่วนไอ้แม็กที่ถูกออกหมายจับขอมอบตัวที่ภูเก็ต เหลือต้องล่าอีก 2 คน แม่ร่ำไห้เผาศพน้องสปาย ส่วนป้าน้องฟอสเผยอีกไม่กี่วันหลานมีกำหนดจะไปอยู่ด้วยกันที่ญี่ปุ่นแต่มาถูกยิงตายเสียก่อน

จากคดีกลุ่มคนร้ายลอบสังหารโหด น.ส.ปวีณา หรือสปาย นาเมืองรักษ์ และนายอนันตชัย หรือฟอส จริตรัมย์ เพื่อนสาวนะยะ เสียชีวิตบริเวณลานจอดรถฝั่งตรงข้ามพระพุทธรูปแกะสลักหน้าผาเขาชีจรรย์ที่อยู่เเถวร้านจำหน่ายน้ำสลัดและชีสดิปหลากรสรายใหญ่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 29 ก.ค. ต่อมาตำรวจจับคนชี้เป้าได้และให้การซัดทอดถึงผู้บงการคือ นายปัญญา ยิ่งดัง หรือฉายา “เสี่ยอ้วน บางลา” คนดังวงการสถานบันเทิงใน จ.ภูเก็ต สาเหตุจากเรื่องชู้สาว ต่อมาศาลจังหวัดพัทยาออกหมายจับเสี่ยอ้วนพร้อมพวก โดยพบเบาะแสหนีข้ามชายแดนไปกบดานที่ประเทศเพื่อนบ้าน ตามข่าวที่เสนอไปแล้ว

ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 2 ส.ค. พล.ต.ต. สุรจิต ชิงนวรรณ์ ผบก.ตร.ภ.จว.สระแก้ว พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบ บช.ภาค 2 เข้าปิดล้อมที่บ้านหนองนกกระเรียน ต.ท่าเกษม อ.เมืองสระแก้ว หลังทราบว่า นายเกียรติศักดิ์ หรือเจมส์บอนด์ หรือบอนด์ สุรางแสงมีบุญ อายุ 35 ปี 1 ในทีมผู้ต้องหาฆ่าน.ส.ปวีณาและนายอนันตชัย หลบมากบดานอยู่ภายในบ้านของแม่ตัวเอง กระทั่งผู้ต้องหายอมมอบตัวในที่สุด

สอบสวนนายเกียรติศักดิ์ให้การว่า ไม่ได้มีส่วนร่วมก่อเหตุฆาตกรรมดังกล่าวด้วย ทำหน้าที่เพียงคนขับรถเท่านั้น หลังเกิดเหตุขับรถพานายปัญญาไปส่งที่บ้านคลอง 13 ต.เขาสามสิบ อ.เขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว จากนั้นมีคนมารับตัวพาหนีไปต่อ โดยนายปัญญามอบเงินให้ 1 แสนบาท เพื่อใช้ในการหลบหนี แต่ระหว่างทางรถกระบะโตโยต้า วีโก้ สีบรอนซ์ ทะเบียน บท 3631 ภูเก็ต ที่ขับมาเกิดอุบัติเหตุตกถนนบริเวณด้านหลัง อบจ.สระแก้ว จึงหลบมาซ่อนตัวที่บ้านแม่กระทั่งถูกตำรวจบุกเข้าจับกุมตัวในที่สุด เจ้าหน้าที่จึงคุมตัวไปสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้งที่ บช.ภาค 2 จ.ชลบุรี

ต่อมาเวลา 15.30 น. ที่สภ.นาจอมเทียน จ.ชลบุรี พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผบ.ตร. พร้อมด้วยพล.ต.ท.จิตติ รอดบางยาง ผบช.ภ. 2 พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผบก.ภ.จว.ชลบุรี พ.ต.อ.อาทร ชิ้นทอง ผกก.สภ.นาจอมเทียนเ ได้ร่วมกันติดตามความคืบหน้าคดี และสอบปากคำนายเกียรติศักดิ์ สุรางแสงมีบุญ อายุ 35 ปี หรือเจมส์บอนด์ ผู้ต้องหาตามหมายจับข้อหา ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร หลังถูกจับกุมได้เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา ที่บ้านพัก จ.สระแก้ว และสามารถยึดรถฮอนด้า ซีอาร์วี ทะเบียน กล 9444 ภูเก็ต ได้ที่อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ รถของนายปัญญา ยิ่งดัง หรือเสี่ยอ้วน และเป็นรถคันที่ใช้ก่อเหตุยิงผู้เสียชีวิตทั้ง 2 คน รวมถึงรถกระบะ สีบรอนซ์ ทะเบียน บท 3631 ภูเก็ต ที่กลุ่มคนร้ายสับเปลี่ยนในการหลบหนี แต่เกิดอุบัติเหตุในจ.สระแก้ว

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ เปิดเผยว่า ภายหลังจับกุมนายเกียรติศักดิ์ได้รับสารภาพว่าเป็นคนขับรถพาทีมสังหารก่อเหตุและหลบหนี ที้งนี้ยังพบแผ่นป้ายทะเบียนป้ายแดง ที่คนร้ายใช้สวมทับเพื่ออำพรางป้ายรถฮอนด้าซีวิคขณะก่อเหตุ พร้อมปืน ขนาด 9 ม.ม.ได้ 2 กระบอก ขนาด.38 ได้ 1 กระบอก และ.357 จำนวน 1 กระบอก พร้อมกระสุนปืน 129 นัด ทั้งหมดถูกโยนทิ้งที่ป่าละเมาะ ข้างทางรถไฟ หลังสภ.พลูตาหลวง จ.ชลบุรี นำส่งเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานให้ตรวจสอบ

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ เปิดเผยต่อว่า คาดว่ามีผู้ร่วมขบวนการนี้ ไม่ต่ำกว่า 3 คน หลังก่อเหตุเสร็จคนร้ายทั้งหมดก็มุ่งมายังจุดนี้พร้อมกับทิ้งอาวุธปืน ลูกกระสุนปืน และถอดป้ายทะเบียนรถไว้ที่นี่เลย จากการสอบสวนก็ทราบว่าเสี่ยอ้วนก็อยู่ในรถด้วย

“ส่วนเส้นทางการหลบหนีก็มีอยู่เส้นทางเดียว คือเส้นทางมุ่งหน้าไปทางจังหวัดจันทบุรี และมุ่งหน้าไปยังด่านอ.สระแก้วเลย ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ ส่วนรถกระบะที่พบที่อ.สระแก้วก็เป็นรถอีกคันหนึ่งที่ใช้ในการก่อเหตุ ซึ่งบางช่วงเสี่ยอ้วนก็ไปกับรถกระบะด้วย เป็นการสลับเปลี่ยนรถ คือเสี่ยอ้วนก่อนลงมือก่อเหตุได้อยู่บนรถยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีอาร์วี ก่อนจะมีการสลับรถมานั่งที่รถกระบะ ก่อนที่นายบอนด์จะขับรถฮอนด้า ซีอาร์วีหลบหนี และก็ทำทีว่ารถนั้นเกิดอุบัติเหตุ แต่เป็นการขับที่นายบอนด์ตั้งใจขับรถลงข้างทางเอง แล้วน่าเชื่อว่าจะมีรถอีกคันมารับ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบ ” รองผบ.ตร.กล่าว

ด้านพล.ต.ท.จิตติ เปิดเผยว่า นายบอนด์ได้รับสารภาพว่าค่าจ้างในการขับรถจากภูเก็ต มาที่จังหวัดชลบุรีครั้งนี้ 1 แสนบาท นายบอนด์ไม่รู้มาก่อนว่าการมาชลบุรีครั้งนี้ จะมาทำอะไร แต่หลังจากเสร็จงานเสี่ยอ้วนเป็นคนให้เงินเองกับมือ หลังจากที่นายบอนด์ได้ไปส่งเสี่ยอ้วนที่ชายแดน ในขณะนี้เหลือผู้ร่วมขบวนการอีกเพียง 2 คนเท่านั้น ส่วนนายจิรศักดิ์ อุนัยบัน อายุ 34 ปี ชาวภูเก็ต ผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับในคดีเดียวกัน ได้ติดต่อเข้ามอบตัวกับตำรวจแล้วในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งตำรวจจะนำตัวเดินทางมาที่ สภ.นาจอมเทียน พื้นที่เกิดเหตุ คาดว่าจะเดินทางมาถึงในคืนนี้เวลาประมาณ 22.00 น.

ส่วนกรณีที่รถกระบะเกิดอุบัติเหตุจนต้องจอดทิ้งไว้ในพื้นที่สระแก้ว จะเป็นแผนลวงเจ้าหน้าที่หรือไม่นั้น พล.ต.ท.จิตติกล่าวว่า มีความเป็นไปได้ เบื้องต้นทราบว่า กลุ่มผู้ร่วมก่อเหตุทั้งหมดเป็นลูกน้องของนายปัญญาที่ทำงานในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ก่อนก่อเหตุนายเกียรติศักดิ์เป็นผู้ขับรถซีอาร์วีมาจาก จ.ภูเก็ต ส่วนนายปัญญานั่งเครื่องบินมา

“สำหรับพฤติการณ์ของกลุ่มคนร้าย มีการขับรถตามกันมา 2 คัน โดยนายจิรศักดิ์ หรือแม็ก เป็นคนขับรถโตโยต้า ยาริส สีขาว เป็นรถนำรถและคอยดูลาดเลา ขณะที่นายเกียรติศักดิ์ หรือบอนด์ ที่เพิ่งถูกจับกุมวันนี้ เป็นคนขับรถฮอนด้า ซีอาร์วี ตามมา เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุ คนร้ายขับรถฮอนด้า ซีอาร์วี จอดต่อท้าย รถผู้เสียชีวิต ก่อนที่คนร้ายจะลงจากรถมา 2 คน พร้อมประกบยิงนายอนันตชัย และน.ส.ปวีณา ก่อนขึ้นรถหลบหนีไปขณะเสี่ยอ้วนนั้นขณะนี้อยู่ระหว่างหลบหนีและยังไม่ได้ติดต่อเข้ามามอบตัวแต่อย่างใด โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ” ผบช.ภาค 2 กล่าว

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่อีกชุด นำรถยนต์ฮอนด้า ซีอาร์วี สีขาว ทะบียน กล 9444 ภูเก็ต ของนายปัญญาที่นำไปจอดทิ้งไว้ที่บ้านเกิดใน อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ และรถกระบะโตโยต้า วีโก้ สีบรอนซ์ ทะเบียน บท 3631 ภูเก็ต ที่ตกถนนในพื้นที่ จ.สระแก้ว ไปยังสภ.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ท้องที่เกิดเหตุ เพื่อให้เจ้าหน้าที่พฐ. ตรวจหารอยนิ้มมือแฝงของกลุ่มคนร้านเป็นหลักฐานในการดำเนินคดี

รายงานข่าวจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนแจ้งว่า จากการสอบปากคำผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมให้การว่า ก่อนเกิดเหตุนายปัญญาถือปืนลงจากรถ และตั้งใจจะอุ้มน.ส.ปวีณา แต่มาเจอภาพบาดตาบาดใจที่สนิทสนมกับนายอนันตชัย จนเกิดมีปากเสียงกับน.ส.ปวีณา กระทั่งบานปลายจนกระหน่ำยิงผู้เสียชีวิตทั้งคู่แล้วหลบหนีไป จ.สุรินทร์ เพื่อที่จะผ่านด่านช่องจอม แต่ไม่สามารถออกไปได้ จึงหลบหนีกลับออกมาทางช่องทางธรรมชาติที่ จ.สระแก้ว จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตรวจพบสัญญาณโทรศัพท์มือถือของนายปัญญาโผล่อยู่ฝั่งประเทศกัมพูชา

วันเดียวกันที่เมรุวัดป่านาตาล ต.นาตาล อ.ท่าคันโท จ.กาฬสินธุ์ ครอบครัว ญาติพี่น้อง และชาวบ้าน ช่วยกันเคลื่อนศพน.ส.ปวีณาไปประกอบพิธีฌาปนกิจ ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า

นางวันเพ็ญ นาเมืองรักษ์ อายุ 41 ปี แม่ของน.ส.ปวีณาที่ยังอยู่ในอาการเศร้าโศกเสียใจเป็นลมล้มพับหลายรอบจนญาติพี่น้องต้องมาช่วยประคับประคอง เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า ตั้งแต่เด็กจนโตลูกสาวเป็นคนเลี้ยงง่าย ไม่ดื้อ ไม่ซน แม้ว่าจะเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นไม่เคยประพฤติตัวเสียหายและเพื่อนฝูงที่คบส่วนใหญ่เป็นสาวประเภทสอง แม้จะหน้าตาดีได้ตำแหน่งเป็นธิดาท่าคันโท ธิดาวังสามหมอ และรองชนะเลิศการประกวดธิดาแพรวาของ จ.กาฬสินธุ์ แต่ไม่เคยมีปัญหาเรื่องคนมาติดพัน โดยครอบครัวหวังให้ได้เรียนสูงๆ จบปริญญา ซึ่งลูกสาวเลือกเรียนคณะนิติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี แต่เรียนได้เพียง 1 ปี ก็หยุดเรียนเพราะต้องการหาเงินมาดูแลครอบครัว โดยมักพูดอยู่เสมอว่าอยากให้พ่อแม่สบายไม่อยากให้ลำบาก แต่วันนี้ลูกสาวไม่อยู่แล้ว ครอบครัวเหมือนขาดเสาหลักไป ทุกๆ คนยังเสียใจ เรื่องอนาคตยังไม่คิดอะไร คิดไม่ออก

นางวันเพ็ญกล่าวว่า ตั้งแต่ไปรับร่างไร้วิญญาณของลูกสาวกลับมาบ้าน ตลอดระยะเวลาเดินทางจาก อ.สัตหีบ มาที่ อ.ท่าคันโท จะได้ยินเสียงสะอื้นร้องไห้อยู่เป็นระยะๆ และยังคล้ายกับมีคนมาสวมกอด นอกจากนี้หลังการตั้งศพบำเพ็ญกุศลช่วงกลางดึกยังได้ยินเสียงสะอื้นไม่หยุด จะทำอะไรก็จะได้ยินเสียงตลอดเวลา จนเวลาตีสามจึงตัดสินใจเคาะโลงศพบอกลูกให้เข้มแข็ง อย่าร้องไห้ ไม่ได้สอนให้อ่อนแอ เสียงนั้นจึงเงียบไป ขณะที่น้องชายและลูกหลานหลายคน บอกว่าเห็นภาพใบหน้าของสปายชุ่มไปด้วยเลือดเดินวนเวียนอยู่รอบบ้าน ญาติพี่น้องเชื่อว่าวิญญาณของลูกสาวยังคงอาฆาตและแค้นที่ถูกฆ่า

นางสุภาพร โมริ อายุ 46 ปี ป้าของนายอนันตชัยที่มาร่วมพิธีฌาปนกิจด้วย กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ตำรวจจับกุมตัวคนร้ายได้บางส่วนแล้ว แต่ยังเสียใจที่ต้องสูญเสียหลานทั้งสองคน โดยเฉพาะนายอนันตชัยที่กำลังจะเดินทางไปอยู่ด้วยที่ประเทศญี่ปุ่นในวันที่ 7 ส.ค.นี้ ในส่วนของบทลงโทษขอให้เป็นไปตามกระบวน การตามกฎหมาย และไม่ขอจองเวรจองกรรมกับคนร้ายอีก

น.ส.ปิติศิริ กุหลาบวงษ์ เพื่อนร่วมวงการประกวดนางงาม กล่าวว่า เป็นเพื่อนสนิทกับน.ส.ปวีณาและเป็นกลุ่มที่เดินสายไปร่วมประกวดในหลายเวที แต่ก็ไม่คิดว่าเพื่อนรักต้องมาจบชีวิตแบบนี้ รู้สึกเสียใจมากเพราะเป็นคนนิสัยดี ไม่เอาเปรียบใคร ขอให้ตำรวจดำเนินคดีกับคนที่ลงมือฆ่าเพื่อนด้วย และขอให้เพื่อนไปเป็นนางฟ้าบนสวรรค์