shadow

เจ้าของโรงเเรมดังโคราช พร้อมให้รัฐบาลใช้เป็น “รพ.สนาม” 500 เตียง สู้โควิด-19

วันที่ 19 มี.ค. นายสมชัย ฉัตรพัฒนศิริ เป็นอดีต ส.ส.นครราชสีมา และเจ้าของโรงหนังไฟว์สตาร์-โรงแรมปัญจดารา โรงงานผลิต ถุงแก้วเทปกาว,ถุงแก้วฝากาว อ.เมือง จ.นครราชสีมา โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อเสนอแนวทางช่วยเหลือจังหวัดนครราชสีมา กรณีมีผู้ป่วยหรือสงสัยติดเชื้อไวรัสโควิด-19

โดยระบุข้อความว่า “ประเทศจีนสร้าง โรงพยาบาลสนามขนาด 1,000 เตียงภายใน 10 วัน โคราชบ้านเรา สามารถมีโรงพยาบาลสนามภายใน 2 วัน โดยเราจะเปลี่ยนแปลงสถานที่ของเราให้เป็นโรงพยาบาลสนามขนาด 500 เตียง จนกว่าภารกิจ “โควิด 2019″ จะแล้วเสร็จ ถ้าหากทางราชการต้องการและมาหารือร่วมกัน”

จากการสอบถาม นายสมชัย ได้รับการเปิดเผยว่า เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ขณะนี้น่าเป็นห่วงมาก ประเทศไทยเริ่มพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากภายในไม่กี่วัน ขณะที่ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ก็ตรวจพบผู้ติดเชื้อแล้วจำนวน 3 ราย

นายสมชัย กล่าวว่า ตนเชื่อว่าหากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้อยู่ ก็คงจะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ จนยากที่จะแก้ไขได้ แต่เมื่อนำบทเรียนจากประเทศจีน ที่มีการสร้างโรงพยาบาลสนามขึ้นมา 1,000 เตียง เพื่อรองรับการรักษาของผู้ติดเชื้อโดยเฉพาะ จนสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว ตนคิดว่าประเทศไทยน่าจะทำบ้าง หากกรณีที่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ก็จำเป็นที่จะต้องมีโรงพยาบาลสนามขึ้นมาเป็นการเฉพาะ

แต่ถ้าจะให้มาสร้างใหม่ก็คงจะสิ้นเปลืองงบประมาณของประเทศ ดังนั้นตนเองในฐานะผู้บริหารโรงแรมปัญจาดารา จึงเห็นว่าถ้าหากจะมีอะไรช่วยได้ก็ควรช่วย โดยพร้อมที่จะให้รัฐบาลนำโรงแรมของตนเองปรับเป็นโรงพยาบาลสนาม ขนาด 500 เตียงได้ทันที

ซึ่งโรงแรมปัญจดารานั้น มีห้องประชุมใหญ่ 1 ห้อง ที่สามารถจุคนได้ 300 คน ห้องประชุมเล็กอีก 4 ห้อง จุคนได้ห้องละ 150 คน ห้องพักจำนวน 79 ห้อง ที่มีเตียงคู่ และเตียงเดี่ยว ห้องน้ำ เครื่องปรับอากาศ ตู้เสื้อผ้า และเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน เมื่อรวมแล้วก็สามารถทำเป็นโรงพยาบาลสนามขนาด 500 เตียงได้อย่างสบายๆ

ทั้งนี้หากรัฐบาลต้องการที่จะใช้ทำโรงพยาบาลสนามจริง ก็สามารถมาพูดคุยในรายละเอียดได้ ตนพร้อมที่จะให้ความร่วมมือทุกอย่าง และไม่เคยกลัวว่าจะมีเชื้อไวรัสโควิด-19 ตกค้างอยู่ในโรงแรมเลย เพราะมั่นใจว่าระบบสุขอนามัยทางการแพทย์ของไทย มีมาตรฐานสูงไม่น้อยกว่าชาติใดในโลก




รถบรรทุกชนสะพานลอยสุทธิสาร แผ่นปูนร่วงขวางถนน ทำรถติดยาวถึงประชาชื่น

รถบรรทุกชนสะพานลอย / เมื่อเวลา 04.00 น. วันที่ 3 มี.ค. เจ้าหน้าที่จราจร สน.สุทธิสาร รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถบรรทุกขนแผ่นปูนขนาดใหญ่ พุ่งชนสะพานลอยคนข้าม บนถนนรัชดาภิเษกขาเข้า เชิงทางขึ้นอุโมงค์สุทธิสารก่อนถึงหน้าโรงงาน ถุงแก้วเทปกาว,ถุงแก้วฝากาว จึงรุดไปตรวจสอบ พร้อมประสานนำรถยกมาเคลื่อนย้าย

ที่เกิดเหตุพบรถบรรทุก 10 ล้อขนแผ่นปูนสำเร็จรูปจำนวน 3 แผ่นขนาดใหญ่ ซึ่งมีความสูงเกินระดับที่กำหนดไว้ จอดติดคาอยู่ใต้สะพานลอยคนข้าม โดยมีแผ่นปูนขนาดใหญ่ 1 แผ่นล้มขวางถนน ส่วนอีก 2 แผ่นติดอยู่กับสะพาน ทำให้บริเวณหน้ารถบรรทุกลอยขึ้นจากพื้นถนน

เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร จึงปิดการจราจรทั้งทางลงอุโมงค์และช่องทางคู่ขนานอุโมงค์ ส่งผลให้การจราจรติดขัดจำนวนมาก รถติดยาวหลายกิโลเมตร จึงประสานสานงานไปยังเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร ให้นำรถยกขนาดใหญ่ มาเคลื่อนย้ายรถบรรทุกคันเกิดเหตุ

กระทั่งเวลา 06.00 น. รถยกขนาดใหญ่ พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ฯ เข้ามาเร่งเคลื่อนย้ายรถบรรทุกคันเกิดเหตุ แต่ก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก ทำให้การจราจรในช่วงเช้าติดขัดเป็นอย่างมาก โดยท้ายแถวสะสมเลยแยกรัชโยธินไปถึงถนนประชาชื่น

ล่าสุดเวลา 08.00 น. เจ้าหน้าที่สามารถนำแผ่นปูนขนาดใหญ่ที่ล้มอยู่บนพื้นถนน ออกจากจุดดังกล่าวพร้อมกับเร่งเคลื่อนย้ายรถบรรทุก โดยการถอยรถกลับเข้าไปภายในอุโมงค์ และเปิดการจราจรตามปกติ



ญาติเศร้า รับศพ สาวคลินิก พี่แฉ ผัวโหด ก็มีเมียใหม่ แต่ยังตามตื๊อน้องสาว ลั่นไม่ให้อภัย

จากกรณีนายดนุสรณ์ หรือเจ อายุ 28 ปี พนักงานขายโรงงานผลิต ถุงแก้วเทปกาว,ถุงแก้วฝากาว ที่ก่อเหตุยิง น.ส.ปิยานุช อดีตภรรยา จนเสียชีวิต ที่คลินิก ชั้น 4 ห้างสรรพสินค้าย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ต่อมาตำรวจ สามารถตามจับกุมตัวนายดนุสรณ์ เอาไว้ได้ที่บ้านของพ่อแม่ผู้ก่อเหตุใน ต.ห้วยแม่เพียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 19 ก.พ. ที่นิติเวชฯ ร.พ.รามาธิบดี นางนารีรัตน์ อายุ 38 ปี ลูกพี่ลูกน้อง และน.ส.นิศาชล อายุ 27 ปี ลูกพี่ลูกน้อง พร้อมด้วยญาติของนางสาวปิยานุช เข้าติดต่อขอรับร่างของผู้เสียชีวิต ท่ามกลางบรรยากาศความโศกเศร้าเสียใจ เพื่อนำกลับไปบำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิด ในพื้นที่หมู่ 3 ท่าไผ่ ต.ยกระบัตร อ.สามเงา จ.ตาก โดยจะมีการฌาปนกิจในวันที่ 22 ก.พ.

น.ส.นิศาชล เปิดเผยว่า ช่วงเกิดเหตุวานนี้ ตนก็ยังไม่เชื่อว่าจะเป็นลูกพี่ลูกน้องที่จะถูกอดีตสามียิงเสียชีวิต ทีแรกคิดว่าเป็นคนที่ชื่อคล้ายกันเท่านั้น แต่ญาติคนอื่นๆก็สงสัย จึงได้ให้ตนมาตรวจสอบดูว่าใช่ญาติเรามั้ย ซึ่งญาติทุกคนไม่เชื่อว่าพี่จะโดนขนาดนี้ ตนก็รับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตกใจเนื้อตัวสั่นไปหมด ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงอารมณ์รุนแรงขนาดนี้ แต่ตนก็รู้อยู่ว่าผู้ชายคนนี้ตบตีพี่ตนมาตลอด ล่าสุดก็มีการแจ้งความเนื่องจากพี่สาวตนถูกอดีตสามีบีบคอ ซึ่งผู้ชายคนนี้มักจะออกอุบายหลายวิธีในการหลอกให้พี่สาวตนไปพบ

นางนารีรีตน์ เปิดเผยว่า สาเหตุการหย่าร้างของน้องสาวหลังอยู่กินกับนายดนุสรณ์ อดีตสามีจนมีลูก 1 คนมานานกว่า 10 ปี เนื่องจากฝ่ายชายเป็นคนอารมณ์ร้อน หึงหวง ชอบลงไม้ลงมือ หนักสุดถึงขั้นข่มขู่ พ่อกับแม่ของผู้ตาย มาประมาณ 4-5 ปีที่ผ่านมา จนผู้ตายทนไม่ไหวต้องตัดขาดจากครอบครัว เพื่อไม่ให้ผู้ต้องหาตามมาข่มขู่ได้อีก จนต้องหลบหนีไปขออาศัยอยู่กับเพื่อน แต่ฝ่ายชายยังตามตื๊อ และออกอุบายขอหย่า เพื่อหลอกล่อให้ผู้เสียชีวิตออกมาพบ จนทำเรื่องหย่าร้าง และกระทั่งมาก่อเหตุยิงน้องสาวจนเสียชีวิต

นางนารีรีตน์ เผยต่อว่า ก่อนหน้านี้อดีตสามีของผู้เสียชีวิต ก็มีภรรยาใหม่เช่นกันแต่ก็ยังมาตามตื๊อน้องสาวตนอยู่ ส่วนน้องตนก็มีคนใหม่หลังจากที่หย่าร้างกันและเพิ่งคบหากันได้ 1 สัปดาห์ ซึ่งเรื่องดังกล่าวครอบครัวผู้ตายก็รู้เรื่องมาตลอด อีกทั้งตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ผู้ต้องหาไม่เคยส่งเสียเลี้ยงดูลูกเลย ปล่อยให้อยู่กับตายาย ที่จ.ตาก โดยอ้างว่า ตายายเลี้ยงได้ ขณะนี้ทางพ่อแม่ และลูกชายของผู้เสียชีวิตทราบเรื่องและยังทำใจไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเชื่อว่าญาติทั้งหมดคงไม่ให้อภัย แม้จะสำนึกผิดและมาขอขมา

นางนารีรัตน์ เผยอีกว่า ส่วนกรณีแช็ตเฟซบุ๊ก ระหว่างผู้ต้องหากับเพื่อนชายคนใหม่ ญาติยอมรับว่าเพิ่งทราบเรื่องพร้อมกับสื่อมวลชน เนื่องจาก 2 ปีที่ผ่านมา ผู้ตายบล็อกเฟซบุ๊กของญาติทุกคน จึงไม่มีใครรู้ความเคลื่อนไหว ส่วนน้องสาวเป็นคนเรียบร้อย ร่าเริง จนกระทั่งเริ่มมีปัญหากับอดีตสามี ก็เริ่มเป็นคนเก็บตัวไม่สุงสิงกับใคร รวมถึงปัญหาทั้งหมด ไม่ได้เล่าให้ใครฟังก่อนเสียชีวิต ญาติจึงไม่ทราบรายละเอียด ว่าผู้ตายมีเพื่อนชายหรือเพื่อนสนิทอีกหรือไม่ ตนอยากถามผู้ต้องหาว่าทำไมต้องโหดร้ายอำมหิต เนื่องจากได้หย่าร้างแยกทางกันไปแล้ว

อริซิ่งจยย. ประกบยิง เด็กเทคนิค เพื่อนสาวลั่น! จำชื่อแม่น แฉมีเรื่องมานานกว่า 2ปี

อริซิ่งจยย. ประกบยิง เด็กเทคนิค เพื่อนสาวลั่น! จำชื่อแม่น แฉมีเรื่องมานานกว่า 2ปี

ที่เกิดเหตุพบผู้บาดเจ็บชื่อ นายบี (นามสมมติ) อายุ 17 ปี นักศึกษาอาชีวะแห่งหนึ่งในพื้นที่จ.บุรีรัมย์ สภาพถูกยิงแต่ยังรู้สึกตัวอยู่ข้างร้านจำหน่าย ถุงแก้วเทปกาว,ถุงแก้วฝากาว เจ้าหน้าที่เร่งให้การช่วยเหลือ ก่อนนำส่งโรงพยาบาลห้วยราช นอกจากนี้ ยังพบ น.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 17 ปี นักศึกษาอาชีวะแห่งเดียวกัน ยืนรอพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ

จากการสอบถาม น.ส.เอ กล่าวว่า ตนกับนายบีซ้อนรถจักรยานยนต์กันมาเพื่อจะเดินทางไปเรียนในตัวเมืองบุรีรัมย์ ถึงที่เกิดเหตุมีรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ ไม่ทราบทะเบียน นั่งซ้อนท้ายกันมา 2 คน ขับมาประกบ โดยคนซ้อนได้ชักปืนจ่อยิ่ง นายบี ซึ่งเป็นคนขับ 1 นัด ทำให้นายบีร้องเสียงดัง แล้วประคองรถจอดข้างทาง ก่อนโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาช่วยเหลือ ส่วนคนยิงตนจำได้แม่นคือ “จ๊อด” ซึ่งเป็นคู่อริกับนายบีมานานกว่า 2 ปี

ด้าน นายบี กล่าวว่า มือปืนที่ยิงตนคือ นายจ๊อด ซึ่งเคยมีเรื่องกันมาโดยตลอด ครั้งสุดท้ายได้เกิดการชกต่อยกันที่งานว่าวเมื่อกลางเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้รุนแรงสุดถึงขั้นใช้ปืนมายิงตนจนบาดเจ็บดังกล่าว

ทั้งนี้ ตำรวจชุสืบสวน สภ.ห้วยราช รู้ที่อยู่ของผู้ก่อเหตุแล้ว โดยอยู่ระหว่างการติดตามตัวนายจ๊อดมาสอบสวนเพื่อหาสาเหตุหรือแรงจูงใจที่มาก่อเหตุต่อไป โดยคาดว่าจะสามารถจับกุมตัวได้เร็ว ๆ นี้


โจรย่องขึ้นบ้าน แหวนเพชร-พระเลี่ยมทองไม่หาย เชื่อวิญญาณแม่วัย 90 บังตาไว้

(25 ธ.ค.62) เวลา 11.00 น. ร.ต.ท.แทน  นุ่มเจริญ รองสารวัตร สอบสวน สภ.โนนสูง อ.เมืองอุดรธานี ได้แจ้งมีคนร้ายเข้าไปก่อเหตุงัดบ้านพักหลังหนึ่งติดกับโรงงานผลิต ถุงแก้วเทปกาว,ถุงแก้วฝากาว หมู่ 5 บ้านอีเลี่ยน ตำบลหนองขอนกว้าง จากนั้นพร้อมด้วย  ร.ต.อ.สถาพร อำนาจเจริญ รองสวป. และตำรวจชุดสืบสวน รุดไปตรวจสอบ

ในที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ปูน 2 ชั้น พบ นางบุญครอง ชัยพรมมา อายุ 67 ปี และลูกสาว ได้พาไปชี้จุด กระปุกออมสิน ที่บนตู้ชั้นวางทีวี กระปุกออมสินทั้งสองกระปุก ถูกทุบแตก ข้างในมีเงินจำนวน 2,000 กว่าบาท ซึ่งเป็นของหลานสาว หลังจากเลิกเรียนมาแล้ว ก็จะหยอดเงินใส่กระปุกออมสิน  โดยที่หน้าต่างหน้าห้องพระชั้นล่าง โดนงัดใช้เป็นช่องทางเข้ามาในบ้าน   

ส่วนภายในห้องพระ โดนรื้อค้นกระเป๋าสะพายสีเขียว ข้างในมีเงินสดจำนวน 3,000 บาท ได้หายไป โดยมีโฉนดที่ดินและแหวนเพชร ที่อยู่ในกระเป๋า ตกหล่นอยู่ที่พื้น ส่วนพระเหลี่ยมทองน้ำหนัก 1 สลึง พร้อมกับสร้อยทองชุบ ที่อยู่ในกล่องพลาสติกบนโต๊ะบูชาพระ ไม่ได้หายไป คาดว่าแหวนเพชรและพระเลี่ยม คนร้ายอาจจะไม่เห็น หรือว่ามีอะไรบังตาเอาไว้ จึงไม่ได้เอาไป ซึ่งมีเถ้ากระดูกของแม่เจ้าของบ้าน อยู่ข้างในห้องพระ

นางบุญครอง ชัยพรมมา ให้การว่า บ้านหลังนี้ ตนอยู่กับลูกสาวคนเล็กและหลานอีก 1 คน รวมด้วยกัน 3 คน โดยเมื่อเช้าลูกสาวออกไปทำงาน ส่วนหลานสาวก็ไปโรงเรียน แล้วตนก็ไปทำบุญที่วัดให้กับแม่ที่เสียชีวิต เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 62 ที่ผ่านมา  ในตอนนั้นแม่อายุ 90 ปี  หลังจากนั้นตนกลับมาเห็นกระปุกออมสิน ที่อยู่บนตู้ชั้นวางทีวีถูกทุบแตก จึงได้สำรวจทรัพย์มีอะไรหายไปบ้าง ก่อนโทรศัพท์ไปบอกลูกสาวกลับมาบ้าน ซึ่งห้องนอนลูกสาวก็ถูกรื้อค้น มีธนบัตรสะสม จำนวนหนึ่งหายไป

ส่วนห้องพระก็โดนรื้อค้น เงินในกระเป๋าสะพายหายไป ในตอนแรกตกใจมากคิดว่าแหวนเพชรหายไปด้วย ที่ลูกสาวคนโต ที่ทำงานอยู่ต่างประเทศซื้อให้วันแม่เมื่อ 5 ปี ที่แล้ว ในราคา 3 หมื่นบาท โดยตนได้บ่นแม่ที่เสียชีวิต ทำไมแม่ไม่ช่วยปกป้องรักษา ทรัพย์สินภายในบ้านให้กับลูกด้วย อุตส่าห์ไปทำบุญให้   


แต่พอตำรวจมาถึงแล้วตรวจดูภายในห้องพระ จึงมาเจอแหวนเพชร ตกหล่นอยู่ที่พื้น และพระเลี่ยมทองก็ยังอยู่ไม่ได้หายไป  ทำให้ตนขนหัวลุกขึ้นมาเลย  คิดว่าดวงวิญญาณของแม่ จะมาบังตาคนร้ายเอาไว้ ทำให้ไม่เห็น หรือไม่ก็คนร้ายอาจจะวางเพชรเอาไว้ แล้วลืมไม่ได้เอาไปด้วย  แล้วนางบุญครอง ชัยพรมมา ได้ทำการกราบไหว้เถ้ากระดูกของแม่ ที่ช่วยปกป้องรักษาแหวนเพชร และพระเลี่ยมทอง ที่มีคุณค่าทางจิตรใจ ไม่ให้ถูกคนร้ายขโมยเอาไป  ทำให้รู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก

ร.ต.ท.แทน  นุ่มเจริญ  เปิดเผยว่า คาดว่าคนร้ายอาจจะมาดูลาดเลา เอาไว้ก่อน ทำให้รู้ว่าเจ้าของบ้านไม่อยู่ ในช่วงเวลาไหนที่ออกจากบ้าน จึงได้ทำการงัดหน้าต่างข้างบ้าน เป็นช่องทางเข้ามาในบ้านได้ ก่อนที่จะรื้อค้นหาทรัพย์สินภายในบ้านทุกห้อง โดยคนร้ายได้เงินไปประมาณ 5,000 บาท ในกระปุกออมสินจำนวน 2 กระปุก และเงินในกระเป๋าสะพาย ในห้องพระ


ส่วนแหวนเพชร และพระเหลี่ยมทอง คนร้ายไม่ได้เอาไปนั้น เป็นไปได้ว่าคนร้ายอาจจะไม่เห็นหรือเร่งรีบค้นหาทรัพย์สินที่มีค่าแต่ละห้อง แล้วจะรีบออกไป โดยจะให้ตำรวจชุดสืบสวน ทำการตรวจสอบบริเวณใกล้เคียงหากล้องวงจรปิด รวมถึงกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ มีพฤติกรรมก่อเหตุงัดบ้าน จะได้ติดตามตัว มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


ยายไม่เอาเรื่องสาวใหญ่ใช้แบงก์กาโม่ซื้อข้าว ตร.เผยเพิ่งพ้นคุก-สุดแสบพ่นเปลี่ยนสีรถ

จากกรณีโลกโซเชียลแห่แชร์ด่าประณาม คนร้ายเป็นหญิงใช้แบงก์กาโม่ซื้อข้าวแกงจากร้านของ นางสมพิศ อายุ 70  ปี บ้านอยู่หมู่ 5 ต.ท่าระหัด อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นรถเข็นขายข้าวผัดกระเพรา ข้าวไข่เจียว ลูกชิ้น อยู่หน้าโรงเรียนสุพรรณภูมิติดกับร้านจำหน่าย ถุงแก้วเทปกาว,ถุงแก้วฝากาว ริมถนนหมื่นหาญ เขตเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี

ความคืบหน้าล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (24 ธ.ค.) เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ลงพื้นที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดและสืบหาเบาะแสของคนร้ายที่ก่อเหตุ กระทั่งสามารถติดตามจับ น.ส.เดือนเพ็ญ (นามสมมติ) อายุ 53 ปี คนร้ายที่ก่อเหตุได้ ขณะขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้า เวฟ สีน้ำเงิน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน อยู่ในพื้นที่ อ.อู่ทอง จึงควบคุมตัวมาสอบสวนที่ สภ.เมืองสุพรรณบุรี

จากการสอบสวนทราบชื่อ น.ส.เดือนเพ็ญ ให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุจริง และอ้างว่าวันเกิดเหตุได้ขับรถออกมาหางานทำแต่น้ำมันหมด เมื่อมาถึงที่คุณยายยืนขายข้าวเห็นว่าคุณยายมีอายุมากแล้วน่าจะหลอกได้ง่ายๆ จึงคิดอุบายแวะเข้าไปหาสั่งซื้อข้าวและลูกชิ้นกับคุณยาย

โดยนำแบงก์กาโม่ที่นำติดตัวมายื่นให้และคุณยาย ส่งเงินทอนให้โดยไม่ได้ตรวจสอบแบงก์กาโม่ ที่ยื่นให้จึงรีบขี่รถหนีไปทันที หลังก่อเหตุได้กลับไปอยู่ที่บ้านในพื้นที่ อ.เมืองสุพรรณบุรี และ อ.อู่ทอง เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นกระทั่งมาถูกจับได้ในที่สุด

พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี เปิดเผยว่า หลังจับตัวได้แล้ว ได้เชิญคุณยายมาดูตัวว่าใช่คนเดียวกันหรือไม่ โดยคุณยายยืนยันว่าเป็น น.ส.เดือนเพ็ญ แต่ไม่ประสงค์จะเอาเรื่อง ขอยกโทษและอโหสิกรรมให้ และยังบอกกับคนร้ายด้วยว่าหากไม่ข้าวกินจริงๆ ก็ให้มาขอยาย ยายไม่ใจร้าย ดีกว่ามาทำแบบนี้

แต่ถึงแม้คุณยายไม่เอาความ แต่ตนไม่ยอมปล่อยให้คนร้ายลอยนวลไปได้ง่ายๆ ได้สั่งการ พ.ต.อ.วรพจน์ วีเปลี่ยน ผกก.สภ.เมืองสุพรรณบุรี ให้ฝ่ายสืบสวนตรวจสอบประวัติอาชญากรรมอย่างละเอียดอีกครั้งว่า น.ส.เดือนเพ็ญ เป็นผู้ต้องหามีหมายจับหรือไม่ เนื่องจากมีประวัติเคยถูกจับคดีฉ้อโกงติดคุกหลายเดือน หลังพ้นโทษได้มาทำงานของขายอยู่ที่ อ.อู่ทอง

เบื้องต้น ยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การ เนื่องจากพฤติกรรมการก่อเหตุคนร้ายรายนี้มีการเตรียมการมาเป็นอย่างดี ปกติรถจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุเป็นสีน้ำเงินแต่วันที่ก่อเหตุคนร้ายได้ใช้สีสเปรย์พ่นเป็นสีแดง หลังก่อเหตุได้กลับไปเปลี่ยนสีรถเป็นสีน้ำเงินตามเดิม ทำให้เจ้าหน้าที่หลงประเด็นไประยะหนึ่ง สุดท้ายไม่รอดเงื้อมมือกฎหมายทำให้เชื่อว่าคนร้ายต้องเคยก่อเหตุมาแล้วอย่างโชกโชน