shadow

หนุ่มพิการ แขน-ขา เดินกะเผลกเกือบ 50 กม. ไปเยี่ยมญาติ พ่อเผยสาเหตุที่ออกไป

หนุ่มพิการ วันที่ 26 ม.ค. ผู้สื่อข่าวได้พบกับหนุ่มพิการแขน-ขาคนหนึ่ง กำลังเดินอยู่กลางถนนสายบ้านเข้าไม้แก้ว-วังท่าช้าง อ.กบิทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เดินลักษณะกะเผลกไปตามถนน ระหว่างนั้นได้มีหญิง 2 คนขี่รถจยย.ผ่านมา จึงได้จอดสอบถาม ทราบว่า ชายคนดังกล่าวกำลังเดินกลับบ้านที่บ้านคลองตามั่น ซึ่งลักษณะการพูดไม่ค่อยชัด และยังระบุว่าตนเดินมาจากกบินทร์บุรี เป็นระยะทางกว่า 20 กิโลเมตร และต้องเดินต่อไปอีก 10 กิโลเมตรจึงจะถึงบ้าน เมื่อสอบถามว่าไปทำอะไรที่กบินทร์บุรี ก็ได้รับคำตอบว่า เพิ่งกลับจากเยี่ยมญาติ จากนั้นหญิง 2 คนก็ควักเงินให้ 20 บาท เพื่อไว้ซื้อน้ำกินระหว่างท่าง

จากนั้นผู้สื่อข่าวจึงได้สอบถามพลเมืองดีคนดังกล่าว ทราบชื่อคือ นางหอมหวาน เสนดำ ชาวบ้านสันดันอาชีพพนักงานร้านจำหน่าย กระดาษลูกฟูก,กระดาษลูกฟูกม้วน แห่งหนึ่ง หมู่ 5 ต.เขาไม้แก้ว อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ซึ่ง นางหอมหวาน กล่าวว่า ตนให้ลูกสะใภ้พาไปล้างแผลที่รงพยาบาล เนื่องจากถูกหมากัดที่ขาขวา ขณะนั่งรถจยย.ผ่านมา ก็มองเห็นชายหนุ่มเดินขากะเผลกๆ มา ด้วยความสงสารและเห็นว่าไม่ใช่คนละแวกนี้จึงจอดรถถาม

และจากการสอบถามชายหนุ่มคนนี้ทราบว่าชื่อ นายวิชัย หงษ์มัง อายุ 39 ปี ชาวบ้านหมู่ 8 ต.เขาไม้แก้ว อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี นายวิชัย กล่าวว่า เมื่อวานนี้เดินจากบ้านไปหาญาติที่เทศบาลตำบลกบินทร์ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ตั้งแต่วานนี้ระยะทางจากบ้าน 46 กม. ไปเยี่ยมญาติด้วยตัวเอง และขากลับบอกญาติไม่ต้องมาส่งจะเดินเองเกรงใจญาติที่ต้องไปทำงาน

หลังจากนั้นผู้สื่อข่าวจึงได้พา นายวิชัย ไปส่งที่บ้าน พบว่าเป็นบ้านชั้นเดียวปลูกติดพื้น และได้สอบถามพูดคุยกับ นายวิชัย ถึงเรื่องที่ออกจากบ้านมาว่าได้ทะเลาะกับพ่อแม่หรือไม่ นายวิชัย ก็บอกว่า ไม่ได้ทะเลาะกับพ่อหรือคนในบ้าน ตนออกจากบ้านมาเอง ไม่มีใครบังคับหรือขับไล่

ขณะที่ นายบรรจง หงษ์มัง อายุ 59 ปี พ่อของ นายวิชัย ซึ่งก็พิการไม่มีแขนขาว กล่าวว่า ที่ตนแขนขาดนั้นเนื่องจากเมื่อหลายปีก่อน ถูกงูกัดแขนจึงต้องตัดแขนขวาทิ้งเพื่อรักษาชีวิต โดยตนมีลูก 4 คน นายวิชัย เป็นลูกคนรอง ลูกคนโตทำงานหาเลี้ยงครอบครัวกับน้องคนที่ 3 ตนอยู่บ้านก็มีออกไปรับจ้างเพื่อนบ้านเพื่อหาเงินบ้าง ส่วน นายวิชัย มักจะแอบหนีไปหาญาติแบบนี้นานๆ ครั้ง โดยไม่บอกใครให้รู้ และก็จะกลับมาเอง ตนไม่ว่าอะไรไม่เคยว่าและรักลูกทุกคน

สุดทรมานมานาน13ปี! สาวป่วยลำไส้อยู่หน้าท้อง วอนหมอช่วย รายได้ไม่พอรักษา

วันที่ 22 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสุภารัตน์ ทิมมา อายุ 48 ปี ชาวบ้านหมู่บ้านหนองสังข์ ม.3 ต.บ้านนา อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ป่วยมีลำไส้ใหญ่ออกมาอยู่หน้าท้องยาวประมาณ 20 ซม. ใช้ชีวิตอยู่อย่างทรมานมากว่า 13 ปี โดยใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วห่อหุ้มไว้ เพื่อป้องกันมดกับแมลงมากัด

นางสุภารัตน์ กล่าวว่า เมื่อ 10 ปี ที่ผ่านมา หลังจากที่สามีเสียชีวิต ก็รับภาระเลี้ยงดูลูก 2 คน และต้องไปทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวที่ รพ.แห่งหนึ่ง จ.ชลบุรี ต่อมาได้ผ่าตัดลำไส้ด้านซ้ายทิ้ง หมอบอกว่าต้องเอาลำไส้ที่เหลือไว้ด้านนอกหากเอาไว้ข้างในจะเกิดอันตรายถึงชีวิต

นางสุภารัตน์ กล่าวต่อว่า หลังจากผ่าตัดก็ยังคงออกรับจ้างทำงานต่อไป ลูก ๆ ก็ไปมีครอบครัวหมด ตนอยู่กับน้องชายที่พิการตั้งแต่เล็ก ออกไปรับจ้างตามห้างต่าง ๆ ในพื้นที่ โดยไม่มีใครรู้ว่าตัวเธอไม่เหมือนคนปกติทั่วไปเมื่องานหนักร่างกายรับไม่ไหวก็เปลี่ยนงานอีก 1-3 แห่ง แต่ละแห่งจะทำได้แค่ 4-6 เดือนเท่านั้น กระทั่งทางโรงงานผลิต กระดาษลูกฟูก,กระดาษลูกฟูกม้วน เปิดโอกาสให้คนพิการเข้าทำงาน น้องชายจึงเข้าทำงานมีรายได้ 8,000 กว่าบาท เป็นค่าใช่จ่ายประจำบ้าน และได้ทำบ้านอยู่ใหม่เมื่อปีที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้บ้านที่อยู่ผุพังไปตามกาลเวลา

นางสุภารัตน์ กล่าวต่อว่า การใช้ชีวิตแบบนี้ยอมรับว่าทรมานมาก กลัวคนรู้จะรังเกียจ นอนได้ท่าเดียวต้องคอยระวังแมลงสัตว์ต่าง ๆ มากัดหรือต่อยไส้ ตอนนั้นนอนเตียงไม้เคยถูกแมงป่องต่อยยังดีที่ไม่ต่อยถูกไส้ การใช้ชีวิตในแต่ละวันก็จะเปลี่ยนถุงพลาสติกใหม่หลังใช้แอลกอฮอล์กับน้ำเกลือทำความสะอาดบริเวณรอบขอบแผล

“ตอนนี้ออกไปรับจ้างทำงานไม่ไหวแล้วต้องอยู่บ้านเฉย ๆ ได้ 2 เดือนแล้ว ถ้าเป็นไปได้ อยากให้หมอเอาลำไส้เข้าไปไว้ข้างในเหมือนเดิม แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ที่ผ่านมา 13 ปีกว่า ยอมรับว่าทรมานมากร้องไห้คนเดียวทุกวัน ลูกนาน ๆ จะมาดู และให้เงินใช้บาง ครั้งละ 500-1,000 บาท” นางสุภารัตน์ กล่าว

ด้าน นายจำเนียร ผาวันดี น้องชายนางสุภารัตน์ กล่าวว่า ตนพิการตั้งแต่เกิดพอมีความรู้บ้างได้เข้าทำงานบริษัทแห่งหนึ่งมีรถรับส่ง ที่ผ่านมาตนกับพี่สาวลำบากมากบ้านแทบไม่มีอยู่ แต่พอได้ทำงานพอมีเงินมาทำบ้านใหม่ ได้อยู่กับพี่สาว จะดูแลพี่สาวตลอดไป เพราะมีกันแค่สองพี่น้องพ่อแม่เสียชีวิตหมดแล้ว อยากเห็นพี่สาวใช้ชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไป แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ เคยคุยกันอยู่ถ้าไปหาหมอจะมีค่าใช้จ่ายมากน้อยแค่ไหนหมอจะผ่าตัดให้ได้หรือไม่ พี่สาวบอกว่าเป็นไปได้ขอแค่เอาไส้กลับเข้าไปไว้ข้างในเหมือนเดิม

ต่อมา ทางพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ศูนย์คนไร้ที่พึ่ง (พมจ.) ,องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ,โรงพยาบาลประจำตำบล (รพสต.) ลงพื้นที่ เพื่อหาทางช่วยเหลือในเบื้องต้นแล้ว

สำหรับผู้ใดอยากจะช่วยเหลือด้านเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดรักษา สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ นางสุภารัตน์ ทิมมา โทรศัพท์ 065-615-4794 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) สาขากบินทร์บุรีหมายเลขบัญชี 020045082300







สินค้าของเราไม่มีขั้นต่ำในการสั่ง แจ้งจำนวน และปลายทางในการจัดส่งสินค้าได้เลยครับ ทางเราจะคิดคำนวณรายการสินค้า+ค่าส่งให้นะครับ

เมื่อวันที่ 17 ม.ค. พ.ต.ท.วินัย ตระกูลไทย สารวัตร(สอบสวน) สภ.บ้านบึง พร้อมอาสาสมัครกู้ภัยศีลธรรมสมาคมบ้านบึง รับแจ้งมีรถชนกันบนถนนสายบ้านบึง-หนองบอนแดง บริเวณหน้าร้านจำหน่าย กระดาษลูกฟูก,กระดาษลูกฟูกม้วน ต.บ้านบึง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี

ที่เกิดเหตุพบผู้บาดเจ็บสาหัสเป็นหญิง 1 ราย ทราบชื่อ น.ส.วราภรณ์ ดวงแก้ว อายุ 31 ปี จึงปฐมพยาบาล ก่อนรีบนำส่ง รพ.บ้านบึงทาง เจ้าหน้าที่ได้ขอตรวจสอบภาพกล้องหน้ารถยนต์เก๋งฮอนด้า ซีวิค สีเหลือง หมายเลขทะเบียน งต 1700 ชลบุรี ที่ขับตามหลังรถจักรยานยนต์ฮอนด้า เวฟ สีขาว-ดำ หมายเลขทะเบียน 1 กฐ 3117 ชลบุรี ของ น.ส.วราภรณ์

พบว่า ขณะ น.ส.วราภรณ์ ขี่รถจักรยานยนต์มาในเลนซ้าย รถกระบะเชฟโรเลต สีขาว หมายเลขทะเบียน ยก 3056 นครราชสีมา ที่จอดอยู่ริมถนน ได้เปิดประตูรถออกมา ทำให้ น.ส.วราภรณ์ พุ่งชนอย่างจัง และถูกรถเก๋งฮอนด้าที่ตามหลังมาชนซ้ำ จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ศีรษะแตก มีเลือดออกในช่องท้อง บาดเจ็บสาหัส

นายสมพงษ์ รานอก อายุ 32 ปี เป็นคนขับรถยนต์กระบะ ยืนรอให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กล่าวว่า ตนกำลังเอาผ้ามาซักที่ตู้หยอดเหรียญตรงจุดเกิดเหตุ ขณะกำลังเปิดประตูก็มีรถจักรยานยนต์ ขับมาชนพอดี ทำให้รถจักรยานยนต์ล้มกระเด็นไปกลางถนน จังหวะนั้นก็มีรถเก๋งฮอนด้าขับตามหลังมาชนซ้ำ

ด้านนายนนทชัย ว่องไว อายุ 41 ปี คนขับรถเก๋ง ยืนรอให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมนำคลิปกล้องหน้ารถส่งมอบให้เจ้าที่ตำรวจตรวจสอบอีกครั้งด้วย

ทางด้าน พ.ต.ท.วินัย ตระกูลไทย รองสารวัตรเวรสอบสวน ได้เชิญผู้ขับขี่รถยนต์ทั้ง 2 คันไปให้ปากคำที่โรงพักเบื้องต้น โดยจะรอให้ผู้ได้รับบาดเจ็บรักษาตัวให้หายดีก่อน เพื่อจะเชิญมาสอบปากคำอีกครั้ง จึงจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ฉุนไม่ได้ทรัพย์สินหลังแม่ตาย หนุ่มไล่ฟันพ่อเลี้ยงพิการ เจ็บสาหัส ชาวบ้านผวาวอนจับตัว

วันที่ 13 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ชุมชนศาลเจ้า ภายในซอยศาลเจ้า 6 ต.ในเมือง อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ชาวบ้านในชุมชนร้องขอเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เร่งจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุปาระเบิดขวดใส่คนพิการ พร้อมทั้งใช้อาวุธมีดทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บสาหัส แล้วหลบหนีไป ซึ่งชาวบ้านในชุมชนเกรงว่า คนร้ายจะย้อนกลับมาทำลายทรัพย์สิน ในบ้านเช่าที่อยู่ติดกับร้านจำหน่าย กระดาษลูกฟูก,กระดาษลูกฟูกม้วน ในชุมชนดังกล่าว

ที่เกิดเหตุพบคนในครอบครัวของผู้ได้รับบาดเจ็บ นำอาวุธมีดที่เก็บได้ โดยเป็นมีดขอและเคียวเกี่ยวข้าวที่มัดติดกัน รวมถึงระเบิดขวดที่ผู้ก่อเหตุทำขึ้นเอง โดยใช้ขวดเครื่องดื่มบรรจุน้ำมัน เจาะฝาขวดใส่ชนวนอีก 2 ขวด ซึ่งชาวบ้านในชุมชนยืนยันว่า เป็นของนายเบียร์ ที่ดูดเอาน้ำมันในรถจักรยานยนต์ใส่ในขวด ทำเป็นระเบิดขวดที่โยนใส่พ่อเลี้ยง จนไฟลุกท่วม และชาวบ้านก็เกรงว่า นายบียร์จะนำมาปาใส่บ้านเช่าพ่อเลี้ยง ทำให้ชาวชุมชนเดือดร้อน

นางคำนาง จุลศรี อายุ 69 ปี กล่าวว่า เมื่อช่วงเย็นวันที่ 12 ม.ค. ที่ผ่านมา นายอนุศักดิ์ ปะกะตัง หรือเบียร์ อายุ 35 ปี ได้ปาระเบิดขวดใส่ นายสุรศักดิ์ สนองเดช อายุ 50 ปี เป็นพ่อเลี้ยงนายเบียร์ และเป็นลูกชายของตนเอง จนไฟลุกท่วม แล้วใช้อาวุธมีดที่มัดรวมกันหลายเล่มฟันที่ศีรษะและตามร่างกายจนบาดเจ็บสาหัส จากนั้นก็หลบหนีไป

นางคำนาง กล่าวต่อว่า จากนั้นช่วงกลางดึกนายเบียร์ย้อนกลับมาในชุมชนอีกครั้ง มางัดเอากุญแจรถยนต์ของพ่อเลี้ยงที่จอดอยู่ในบ้านแล้วก็หนีไป ซึ่งนายเบียร์เป็นลูกติดของ นางอัมพร และเป็นลูกเลี้ยงของ นายสุรศักดิ์ ซึ่งนางอัมพรกับนายสุรศักดิ์อยู่กินแบบสามีภรรยากันตั้งแต่ นายเบียร์และน้องสาวอายุได้ประมาณ 8-9 ขวบ แต่เมื่อประมาณ 4 เดือน ที่ผ่านมา นางอัมพร ได้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปากมดลูก

นางคำนาง กล่าวต่อว่า หลังจากมารดาตาย นายเบียร์ ก็มาทวงเอาทรัพย์สินต่าง ๆ จากพ่อเลี้ยงทั้งเงินและรถยนต์ ซึ่งพ่อเลี้ยงก็บอกมาตลอดว่า เงินไม่มีเหลือแล้ว อยากมีเงินก็ต้องหาทำงาน ส่วนรถยนต์นั้น อยู่ระหว่างที่บริษัทรถดำเนินการให้ เพราะรถเป็นชื่อของผู้เสียชีวิต และยังผ่อนอยู่ ไฟแนนซ์กำลังดำเนินการให้แต่ยังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากมี รถยนต์ 3 คัน เป็นรถกระบะ 2 คัน และรถเก๋ง 1 คัน โดยรถเก๋งนั้นพ่อเลี้ยงจะให้ลูกสาว ส่วนรถกระบะจะให้ลูกชาย 1 คัน แต่ลูกชายไม่พอใจ คอยตามทวงอยู่ทุกวันกระทั่งเกิดเหตุขึ้น

นางคำนาง กล่าวต่อว่า ก่อนเกิดเหตุ เห็นนายเบียร์ถือมีดหลายชนิด มัดรวมกันนั่งอยู่ที่หน้าบ้านเช่าของพ่อเลี้ยง ตั้งแต่ช่วงบ่ายวานนี้พร้อมทั้งบ่นออกมาว่า วันนี้มึงไม่ตายก็กูตาย แต่ตนไม่ได้สนใจ เพราะคิดว่าคงหงุดหงิด จึงบ่นไปตามประสา แต่ช่วงที่พ่อเลี้ยงกำลังขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาในซอยใกล้ถึงบ้าน นายเบียร์ ได้โยนระเบิดขวดใส่ จนไฟลุก จากนั้นก็วิ่งเข้าไปใช้มีดที่มัดรวมกันฟันตามร่างกาย 3 ครั้ง จนพ่อเลี้ยงเลือดท่วมตัว แต่ยังมีสติวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน

“ซึ่งเพื่อนบ้านต่างช่วยกันขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่กู้ชีพ รพ.บ้านไผ่มารับตัวส่งที่รพ. ขณะนี้ยังรักษาตัวในรพ. จึง อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตามจับกุม นายเบียร์ โดยเร็ว เพราะตอนนี้ไม่กล้านอนในบ้านและชาวบ้านในชุมชนก็หวาดผวา กลัวว่า นายเบียร์ จะอาละวาดปาระเบิดขวดใส่บ้านเช่าของพ่อเลี้ยง เพื่อเผาทำลายข้าวของในบ้านและรถยนต์ที่จอดอยู่ กลายเป็นเรื่องที่จะมาสร้างความเดือดร้อนให้ชาวชุมชน” นางคำนาง กล่าว

ด้าน ด.ช.เอ (นามสมมติ) อายุ 12 ปี หลานชายของผู้บาดเจ็บ กล่าวว่า ลุงเบียร์มาที่บ้านเช่าที่ผมกับตาอยู่ด้วยกัน ลุงมาถามหาตา แต่ตาไม่อยู่ ตาออกไปซื้อกับข้าว ลุงได้ไปยืนดักรอที่โรงจอดรถข้างบ้าน ขณะที่ตากำลังขี่รถเข้าบ้าน ลุงก็โยนระเบิดขวดใส่จนไฟลุก แล้วลุงก็ใช้มีดฟันตา 3 ครั้ง พอตาวิ่งหนีลุงก็ยิงหนังสติ๊กตามหลัง จนก้อนหินไปโดนบ้านพักของชาวบ้านในชุมชน ตอนกลางคืน ลุงเบียร์ ก็มาตามหาตาอีก แต่ตามไปรพ.แล้ว ลุงจึงมางัดรถ รื้อค้นเอากุญแจรถและของในรถไป ตอนนี้ผมไม่กล้านอนในบ้าน เพราะกลัวลุงจะมาเผาบ้าน อยากให้ตำรวจตามจับลุงเร็วๆ