preferential-lite
shadow

จับยกแก๊ง ฆ่าโหดนายจ้าง ตัดหัว-เผานั่งยาง ขุดหลุมฝังกลางเขาเมืองกาญจน์

วันที่ 29 ส.ค. พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. สั่งการให้ พ.ต.อ.จรูญเกรียติ ปานแก้ว รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธ์ม่วง ผกก.5 บก.ป. พ.ต.ท.อภิสัณฐ์ ไชยรัตน์ รอง ผกก.5 บก.ป. พ.ต.ต.มนต์ชัย เพ็งเลิศ สว.กก.5 บก.ป. พร้อมเจ้าหน้าที่กก.5บก.ป. เข้าจับกุม นายภูผาทอง หรือใหญ่ ผาทองภูมิ อายุ 36 ปี ชาว จ.กาญจนบุรี, นายโซนี อายุ 25 ปี สัญชาติเมียนมา, นายนิวอ่อง หรือโอม อายุ อายุ 36 ปี สัญชาติเมียนมา, นายณัฐพล หรือกลอ์ฟ วิวัฏฏ์กุลธร อายุ 27 ปี ชาวจ.นครปฐม และนายมนตรี หรืออิม สูนคำ อายุ 22 ปี ทั้งหมดเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดกาญจนบุรี ในข้อหา ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพ, ร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย ซ้อนเร้น ซึ่งพยานหลักฐานในการกระทำความผิด

พ.ต.อ.ภูมินทร์ เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากนายภิเษก สัจธรรมภิวัตน์ อายุ 21 ปี ลูกชายของนายนวพงศ์ สัจธรรมภิวัตน์ อายุ 56 ปี ชาวจ.กาญจนบุรี ผู้ตายเป็นเจ้าของไร่เเห่งหนึ่งเเละเป็นเจ้านายหน้ารับจัดซื้อเครื่องปั๊มไดคัท เครื่องพิมพ์กล่องกระดาษจากต่างประเทศ ว่าเมื่อช่วงต้นเดือน ส.ค.58 นายนวพงศ์ ได้หายไปจากบ้านอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งคาดว่าน่าจะถูกนายใหญ่ ซึ่งเป็นคนงานในไร่ของนายนวพงศ์ และพวกวางแผนสังหารเพื่อเอาทรัพย์สิน โดยมีนายใหญ่ เป็นผู้บงการ นอกจากนี้ก่อนการหายตัวไป ทราบว่านายใหญ่ ได้เข้ามาอยู่ที่ไร่ของนายนวพงศ์ ใน อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ตั้งแต่ปี 2555 หลังจากสึกจากการบวชเป็นพระลูกวัดพวงมะเดื่อ ต่อมาให้หลังประมาณ 1 ปี นายใหญ่ มีพฤติกรรมแอบเป็นชู้กับภรรยาของนายนวพงศ์

พ.ต.อ.ภูมินทร์ กล่าวอีกว่า ในขณะที่นายใหญ่ อยู่ที่ไร่ของผู้ตายได้พยายามใส่ร้ายผู้ตายให้กับภรรยาและลูกทั้ง 3 คน ว่าผู้ตายมีพฤติกรรมเล่นมนต์ดำไสยศาสตร์กับครอบครัว จนทำให้เกิดอาการป่วยต่างๆ อีกทั้งยังอ้างว่าตนสามารถช่วยแก้ไขมนต์ดำได้ จึงทำให้ภรรยาของผู้ตายและลูกเชื่อ จนกระทั่งต่อมานายใหญ่ ได้มีการวางแผนที่จะฆ่าผู้ตายเพื่อจะยึดสมบัติและภรรยา

พ.ต.อ.ภูมินทร์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับแผนการสังหารครั้งนี้เริ่มจากนายใหญ่ ได้ติดต่อลูกน้องคนสนิทคือนายโซนี ให้ช่วยไปสั่งการโดยการใช้ไม้และมีดเป็นอาวุธ ซึ่งก่อนจะถึงเวลาลงมือนายโซนี ได้พานายโอม, นายอิม และ นายกอล์ฟ เพื่อนที่รู้จักกันมาช่วยในการสังหาร โดยให้นายโซนี และ นายโอม ขี่รถจยย.พร้อมด้วยอาวุธ ไปหาผู้ตายที่บ้านในวังกระแจะ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี โดยนายโซนี ทำทีเข้าไปขอข้าวกิน ส่วนนายโอม รออยู่ด้านนอก จากนั้นนายใหญ่ ใช้จังหวะเผลอใช้ไม้ที่เตรียมมากระหน่ำตีที่ไปที่ศีรษะผู้ตายจนล้มลง แล้วใช้มีดแทงอีก 3 ครั้ง จนเสียชีวิต ส่วนนายโอม เข้ามาตีซ้ำหลังจากผู้ตายถูกแทงไปแล้ว

“หลังจากนายโซนี และ นายโอม ฆ่าผู้ตายแล้ว นายโอม ได้ขับรถกะบะของผู้ตายไปรับผู้ร่วมขบวนการประกอบด้วย นายอิม นายกอล์ฟมาที่บ้านเกิดเหตุ เพื่อช่วยกันยกศพไปเผาทำร้ายที่กลางป่าไร่มันห่างจากที่เกิดเหตุ 10 กิโลเมตร โดยนำที่นอนของผู้ตายและยางรถยนต์ 1 เส้น ไปเป็นเชื้อเพลิง ทั้งนี้ในระหว่างการเผาทำลายศพเชื้อเพลิงหมดจึงทำให้ศพไหม้ไม่หมด จึงตัดสินใจช่วยกันขุดหลุมเพื่อฝังอำพราง และนายโซนี ยังใช้จอบตัดหัวของผู้ตายก่อนที่จะฝัง” พ.ต.อ.ภูมินทร์ กล่าว

พ.ต.อ.ภูมินทร์ กล่าวอีกด้วยว่า หลังจากผ่านไป 3 วัน หลังฝังศพผู้ตาย นายโซนี ได้กลับมาขุดเอาศีรษะของผู้ตายไปเผาและนำกระดูกไปลอยน้ำเนื่องจากสำนึกผิด ก่อนที่ผู้ต้องหาทั้งหมดจะแยกย้ายกันหลบหนี ส่วนประเด็นในการสังหารครั้งนี้จากการสืบสวนทราบว่าผู้ตายมีทรัพย์สินเป็นที่ดินหลายแปลงและนำไปขายได้เงินมากว่า 10 ล้านบาท โดยผู้ตายนำเงินไปใช้หนี้สินจำนวน 5.8 ล้านบาท ส่วนเงินที่เหลือได้ไปซื้อที้ดินไว้ 2 แปลง เพื่อทำไรและกิจการบ้านพักใน จ.กาญจนบุรี ซึ่งในจุดนี้คาดว่าเป็นปมในการสังหารเพื่อเอาทรัพย์ ประกอบกับนายใหญ่ต้องการคบกับภรรยาผู้ตายอย่างเปิดเผย

จากการสอบสวน นายใหญ่ ให้การรับสารภาพโดยอ้างว่า ได้สั่งให้ลูกน้องคนสนิทไปลงมือฆ่าผู้ตาย มีการเตรียมการมากกว่า 1 เดือน เนื่องจากถูกผู้ตายทำมนต์ดำไสยศาสตร์ใส่ และยังมีเรื่องทะเลาะกับผู้ตายเนื่องจากถูกจับได้ชู้กับภรรยาผู้ตาย แต่ไม่เคยหวังในทรัพย์สินสมบัติแต่อย่างใด ด้าน นายโซนี ให้การว่า ตนนับถือผู้ตายเป็นอย่างมากเนื่องจากเป็นคนดี แต่มาถูกนายใหญ่ พูดเป่าหูจนเชื่อว่าผู้ตายเป็นคนเล่นของทำมนต์ดำใส่ครอบครัวเปลี่ยนเป็นคนไม่ดี ตนหลงเชื่อจึงรับงานเป็นมือสังหาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้คุมตัวผู้ต้องหา ไปขุดหาศพที่กลางไร่มันบนเขา โดยมี พ.ต.อ.จรูญเกรียติ ปานแก้ว รองผบก.ป. ร่วมในการขุดศพครั้งนี้ โดยมีการประสานรถแบคโฮ 1 คัน สนับสนุนในการขุด ซึ่งระหว่างการขุดนั้นมีสายฝนตกลงมาตลอดทั้งวัน อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ใช้เวลากว่า 9 ชม. ในการค้นหาศพที่คาดว่าถูกฝั่งไว้ในไร่มันดังกล่าวตามคำรับสารภาพของผู้ต้องหา โดยในวันพรุ่งนี้จะมีการขุดค้นต่อ และจะทำแผนประกอบคำรับสารภาพในช่วงบ่ายพรุ่งนี้

จับแล้ว! หนุ่มโรคจิต บุกหอพักสไลด์หนอนโชว์ นศ.สาว แม่ เผยลูกป่วยมานานแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

บุกรวบ หนุ่มโรคจิต คาบ้านเช่า หลังตระเวนสำเร็จความใคร่โชว์ นศ.สาวตามหอพักทั่วอุบลราชธานี พบมีอาการป่วยทางจิต ต้องรับยารักษาจากโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง แม่ เผยลูกมีอาการป่วยแบบนี้มาหลายปีแล้ว แต่ไม่เคยรู้เลยว่าลูกไปก่อเหตุอะไรไว้บ้าง

จากกรณีนักศึกษาสาว ปวส.2 วิทยาลัยแห่งหนึ่งในตัวเมืองอุบลราชธานี ได้ร้องเรียนและนำคลิปวงจรปิดภายในหอพักแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่บริเวณหลังโรงงานผลิตซองกันกระแทกมีจ่าหน้า ซองเอกสารกันกระแทกติดเรือนจำกลางอุบลราชธานี ที่สามารถจับภาพ ชายโรคจิต อายุประมาณ 20-30 ปี สวมหมวกกันน็อกปิดบังใบหน้า สวมเสื้อคลุมสีเทา กางเกงยีนส์ขายาว ขี่จยย. ฮอนด้าเวฟ สีแดง-ดำ มองเห็นทะเบียนไม่ชัดเจนมาจอดหน้าหอพักก่อนบุกขึ้นมาที่ห้องพักของนักศึกษาสาวรายนี้ ที่อยู่ชั้นสอง และใช้มือซ้ายผลักประตูจะเข้าไปในห้อง ส่วนมือขวากำอวัยวะเพศช่วยเหลือตัวเองอยู่

ล่าสุดเมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 23 ส.ค. พ.ต.อ.ทวี กิติวิริยกุล ผกก.สภ.เมืองอุบลราชธานี พร้อมด้วย พ.ต.ท.ศิริพงษ์ สุดา รอง ผกก.สส. และพ.ต.ท.ณัฐกร พลภักดี สว.สส.สภ.เมืองอุบลราชธานี พร้อมชุดสืบสวนนอกเครื่องแบบเข้าตรวจค้นที่บ้านเช่าชั้นเดียวตั้งอยู่ในหมู่บ้านดงเก่า ต.ขามใหญ่ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี หลังได้เบาะแสของหนุ่มโรคจิตตระเวนสำเร็จความใคร่โชว์นักศึกษาสาวตามหอพักในตัวเมืองอุบลราชธานีหลายแห่ง และมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่รวม 3 ราย โดยผู้ต้องสงสัยได้มาพักอาศัยอยู่กับนางมี (นามสมมติ) มารดา อายุ 43 ปี

ที่ห้องเช่าพบมีการปิดล็อกกุญแจไว้ ส่วนนายแก้ว (นามสมมติ) อายุ 19 ปี หนุ่มโรคจิตนอนพักอยู่ในห้อง ต่อมานางมี ที่นั่งเล่นอยู่ในบริเวณนั้น ได้นำกุญแจมาเปิดให้เจ้าหน้าที่ พร้อมนำเข้าตรวจค้นภายในห้องเช่า พบเสื้อคลุมแขนยาวสีน้ำตาลสภาพเก่า กางเกงยีนส์ขายาว หมวกกันน็อค รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ สีแดงดำ ทะเบียน 1กฮ-8622 ชลบุรี ที่นายแก้วใช้สวมใส่และขับขี่เข้าไปก่อเหตุภายในหอพักในวันเกิดเหตุ

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบยาคลอร์โปรมาซีน ซึ่งใช้รักษาผู้ป่วยที่มีอาการผิดปกติด้านจิตใจและอารมณ์ หรือมีอาการทางจิตเภท รวมทั้งยาอีกหลายชนิดของโรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์อุบลราชธานี ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางรักษาผู้ป่วยโรคจิต และนายแก้ว เพิ่งไปรับยาชุดใหม่มากินแทนของเก่าที่หมดเมื่อวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา

จากการสอบถามนายแก้ว ได้ยอมรับเป็นบุคคลในภาพที่เข้าไปก่อเหตุสำเร็จความใคร่และพยายามบุกเข้าไปในห้องพักของ น.ส.เอ นักศึกษาสาวจริง ส่วนไปก่อเหตุเพราะอะไรนั้น นายแก้วไม่ขอให้รายละเอียด โดยเอาแต่ก้มหน้าไม่ยอมพูดอะไร

สอบถามนางมี กล่าวว่า ปกติครอบครัวของตนเป็นชาวจ.อุดรธานี ไปทำงานรับจ้างตามร้านอาหารในเมืองพัทยา จ.ชลบุรี ส่วนนายแก้วก็ไปช่วยทำงานด้วย แต่ต่อมามีปัญหากับนายจ้างจึงถูกออกจากงาน ส่วนตนก็มีอาการป่วยเป็นไขสันหลังเคลื่อน ต้องใส่เครื่องบล็อกหลัง ทำงานไม่ได้ จึงย้ายมาอยู่ที่ จ.อุบลราชธานี กับลูกชายคนโต ที่ทำงานเป็นลูกจ้างรายวันของบริษัทรับเหมาก่อสร้างรายหนึ่งเมื่อประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา

นางมี กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ ลูกชายคนโตได้พานายแก้วไปฝากทำงานที่บริษัทด้วย แต่อยู่ได้ไม่นานก็ถูกหัวหน้างานให้ออกจากงาน เนื่องจากมีปัญหากับหัวหน้า ทั้งนี้ นายแก้ว มีอาการป่วยทางจิตมาหลายปี และต้องรับยาจากโรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์อุบลราชธานี มากินตามแพทย์สั่งทุกวัน โดยไม่ทราบว่าลูกชายไปก่อเหตุอะไรไว้บ้าง

จากการตรวจสอบประวัติของนายแก้ว พบว่าเมื่อปี 2560 เคยก่อเหตุกระทำอนาจาร และบุกรุกทำนองนี้มาแล้ว จึงเป็นเบาะแสให้ชุดสืบสวนใช้เป็นหลักฐานไล่ตามดูกล้องวงจรปิดตามถนนที่นายแก้วขี่รถจักรยานยนต์เข้าไปก่อเหตุตามหอพัก กระทั่ง ได้รูปพรรณสัณฐานของคนร้ายชัดเจน จึงเข้ามาตรวจค้นจับกุมในวันนี้

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหานายแก้ว คือ บุกรุกเคหะสถานในยามวิกาล กระทำการลามกอนาจาร และก่อความเดือดร้อนรำคาญทำให้ผู้อื่นตกใจกลัว ส่วนจะมีอาการป่วยทางจิตในระดับใดนั้น จะส่งตัวนายแก้วให้แพทย์ตรวจและลงความเห็น เพื่อใช้ประกอบสำนวนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ต่อไป

ลูกชี้ให้จับ! พ่อ84ปีหัวร้อน ถือมีดตามแม่กลับบ้าน ก่อนฉุนโหดฟันแสกหน้าแม่ดับคาที่

 

 

 

 

 

 

 

ผัววัย 84 ปี หัวร้อน ถือมีดอีโต้ยาว 69 เซนติเมตร เดินไปตามเมียกลับบ้าน หลังทะเลาะหนักจนหนีออกจากบ้าน ก่อนมีปากเสียงอีกรอบ บันดาลโทสะใช้มีที่พกมา ฟันแสกหน้า เสียชีวิตคาที่ ลูกสาวชี้ตัวให้ตำรวจจับเอง

เมื่อวันที่ 23 ส.ค. ตำรวจ สภ.บ้านกรวด เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้รับแจ้งเหตุมีคนฆ่ากันเสียชีวิต ที่ม.15 ต.บ้านกรวด อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบพร้อมหน่วยกู้ภัย

ที่เกิดเหตุพบศพนางงอน ขันประโคน อายุ 80 ปี สภาพนอนหงายเสียชีวิตอยู่ข้างแคร่ใต้ต้นไม้หน้าบ้านเลขที่ 42 ม.15 ต.บ้านกรวด อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ สภาพถูกของมีคมฟันแสกหน้าเป็นแผลฉกรรจ์ตั้งแต่หน้าผากถึงปากและคาง ตรวจสอบตามร่างกายยังมีแผลบริเวณหน้าอกและท้ายทอยอีก 2 แผล

ใกล้กับศพพบนางสำเรียม เสาเปรีย ลูกสาวผู้เสียชีวิตพนักงานโรงงานนำเข้าเครื่องปั๊มไดคัท เครื่องพิมพ์กล่องกระดาษลูกฟูกจากต่างประเทศ โดยชี้ให้จับกุมนายจร ขันประโคน อายุ 84 ปี พ่อของตัวเองและเป็นสามีผู้ตาย ตำรวจจึงเข้าจับกุมพร้อมมีดขนาดความยาว 69 เซนติเมตร โดยรับสารภาพว่า เป็นคนฟันภรรยาตัวเองจนเสียชีวิตจริง

จากการสอบสวนเบื้องต้นนายจร ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุได้ทะเลาะกับภรรยา แล้วภรรยาหนีออกจากบ้านไปนอนบ้านญาติ กระทั่งรุ่งเช้าตนไปตามภรรยาแต่ไม่ยอมกลับ จึงเกิดมีปากเสียงกัน ก่อนตนจะบันดาลโทสะ ใช้มีดที่ถือไปด้วยฟันบริเวณท้ายทอย 1 ครั้ง แล้วภรรยาล้มลง จึงฟันเข้าใบหน้า 1 ครั้ง และหน้าอกอีก 1 ครั้ง ก่อนจะเดินกลับบ้าน

ส่วนสาเหตุของการก่อเหตุตำรวจจะทำการสอบสวนหาข้อเท็จจริงอีกครั้ง ซึ่งจากการสอบถามครอบครัวและชาวบ้านทราบว่า นายจร ผู้ต้องหาเป็นคนอารมณ์ร้อน และมักจะหึงหวงภรรยา

จับหลวงตา โหด! ตีเณรโคม่า อ้างโมโหดื้อ-ซน คว้าไม้หวดน่วม ตร.หิ้วสึกทันควัน

 

 

 

 

 

 

 

 

จับหลวงตา วัย 64 กลางวัดดังที่อยู่เเถวโรงงานผลิตน้ำสลัด ชีสดิปหลากรสรายใหญ่ในจ.กาญจนบุรี หลังทำร้ายร่างกายสามเณรวัย 9 ขวบจนโคม่า ต้องนอนไอซียู พบแขนหัก 2 ท่อนเลือดคั่งในสมอง ตร.จับสึก ก่อนพาตัวมา สอบปากคำ เจ้าตัวสารภาพเป็นพระพี่เลี้ยงของสามเณร อ้างโมโหเณรดื้อ ชอบแอบไปเล่น คว้าไม้ฟาดจนน่วม หมอแจ้งญาติให้ทำใจ

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 19 ส.ค. น.ส. สุกัญญา ตุ้นฮิ้น อายุ 33 ปี รวมทั้งญาติเดินทางมาเฝ้าดูอาการของสามเณรเอ (นามสมมติ) อายุ 9 ขวบ ที่หน้าห้องไอซียู ร.พ.พหลพลพยุหเสนา อ.เมืองกาญจนบุรี หลังจากเมื่อช่วงค่ำวานนี้ (18 ส.ค.) เจ้าหน้าที่มูลนิธิวัดดอนขมิ้น ไปรับตัวมาจากวัดดอนขมิ้นเเถวโรงงานผลิตน้ำสลัด ชีสดิปหลากรส ต.ลูกแก อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ไปส่งโรงพยาบาลมะการักษ์ เนื่องจากครั้งแรกได้รับแจ้งว่าไม่สบาย และเกิดอาการเกร็งจนหมดสติ แต่กลับพบว่าตามร่างกายมีร่องรอยถูกทำร้าย คางแตก หัวบวมปูด ซึ่งภายหลังเอกซเรย์พบว่าแขนและข้อมือขวาหัก 2 ท่อน รวมถึงมีเลือดคั่งในสมอง ก่อนเคลื่อนย้ายเข้าห้องไอซียู ร.พ.พหลพลพยุหเสนา เนื่องจากอาการสาหัส

ขณะที่ ร.ต.อ.อำนาจ จันทร์บุตร รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.ลูกแก จ.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังรวบรวมพยานหลักฐานอย่างละเอียด ส่วนอาการของสามเณรจะต้องรอการยืนยันเป็นเอกสารจากแพทย์ผู้รักษา ว่าเกิดจากอะไร แต่แนวโน้มคาดว่าน่าจะเกิดจากการถูกทำร้าย ส่วนพระต้องสงสัยทำร้ายคือหลวงตาศุภชัย สุทธิญาโน อายุ 64 ปี พระลูกวัดดอนขมิ้น หลังก่อเหตุก็ไม่ได้หลบหนีไปไหน

ต่อมาเมื่อเวลา 14.00 น.วันเดียวกัน ร.ต.อ. อำนาจ พร้อม น.ส.สุกัญญา และครอบครัว ได้เดินทางไปวัดดอนขมิ้น พร้อมควบคุมตัวหลวงตาศุภชัย ซึ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัยมาสอบปากคำ โดยบรรยากาศภายในวัดมีประชาชนที่ทราบเรื่องต่างเดินทางไปเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

จากการสอบสวนหลวงตาศุภชัย ให้การโดยอ้างว่า ตนเป็นพระพี่เลี้ยงของสามเณรเอ ซึ่งสามเณรเป็นเด็กซุกซนห้ามก็ไม่ค่อยเชื่อฟัง วันเกิดเหตุสั่งห้ามไม่ให้ไปเล่นแต่สามเณรไม่เชื่อฟังจึงเกิดความโมโหคว้าไม้ตีจนได้รับบาดเจ็บ จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวไปสึก พร้อมนำตัวมาสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินคดีต่อไป เบื้องต้นได้แจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส และอาจแจ้งข้อหาเพิ่มเติมหากพบความผิดอื่นอีก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับอาการของสามเณรเอนั้นทรุดลงเป็นอย่างมาก คณะแพทย์ได้พยายามยื้อชีวิตอย่างเต็มความสามารถแต่ก็ยังไม่ดีขึ้น และทางแพทย์ก็ได้แจ้งให้ผู้ปกครองเตรียมทำใจ และรอให้พ่อของสามเณรเอ เดินทางมาถึงโรงพยาบาล เพื่อให้ทันดูใจลูกชายเท่านั้น

แม่ใจสลาย! โชเฟอร์ลืมหนูน้อยอนุบาลในรถรับส่ง พบอีกทีเป็นศพดับสลด

 

 

 

 

 

 

 

สุดสลด โชเฟอร์รับส่งนักเรียน ลืมหนูน้อยอนุบาลในรถ แม่มารับหลังเลิกเรียน ครูบอกวันนี้ลูกไม่มา ก่อนเอะใจ พากันไปตามหาที่รถ เปิดรถถึงเข่าทรุด พบลูกนอนเสียชีวิตอยู่ที่เบาะหลัง ตำรวจคุมตัวคนขับไปดำเนินคดีตามกฎหมาย เผยไม่ส่งสัยว่ามีเด็กหลงอยู่ในรถอีก

เมื่อวันที่ 16 ส.ค. พ.ต.อ.มนตรี คงวัดใหม่ ผกก.สภ.สายบุรี จ.ปัตตานี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้รับแจ้งเหตุมีเด็กเสียชีวิตภายในรถตู้รับส่งนักเรียน ของโรงเรียนแห่งหนึ่งที่อยู่เเถวโรงงานผลิตเเละจำหน่ายสายรัดพลาสติกหรือสายรัดกล่องในต.ตะบิ้ง อ.สายบุรี จ.ปัตตานี หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

ที่เกิดเหตุพบรถตู้ส่วนตัว ยี่ห้อโตโยต้า สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน นข1612 นราธิวาส ซึ่งเป็นรถรับส่งนักเรียนในอ.สายบุรี พบศพเด็กหญิงวัย 3 ขวบ สภาพเสื้อผ้าเลอะทั้งตัว คล้ายอาการดิ้นทุรนทุราย มีเลือดไหลออกทางจมูก นอนเสียชีวิตอยู่ที่เบาะนั่งแถวหลังสุด เจ้าหน้าที่จึงนำศพส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสายบุรี

จากการชันสูตรศพเบื้องต้นพบว่า เด็กเสียชีวิตเนื่องจากขาดอากาศหายใจ ซึ่งสร้างความโศกเศร้าให้กับครอบครัวเป็นอย่างมาก โดยผู้เสียชีวิตเป็นเด็กหญิงวัย 3 ขวบ กำลังเรียนอยู่ชั้นอนุบาล 1 หลังจากนั้น ทางโรงพยาบาลได้มอบศพให้ญาตินำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

ล่าสุดเมื่อช่วงเช้าวันนี้ พ.ต.อ.มนตรี พร้อมด้วย พ.ต.ท.วีระ เทพเวียง รอง ผกก.(สอบสวน) และร.ต.ท.วีระศักดิ์ สุวรรณนาคม รอง สว.(สอบสวน) ได้เดินทางไปที่โรงเรียนเพื่อตรวจสอบและสอบสวนพยานเพิ่มเติม พร้อมกับตรวจยึดรถตู้คันเกิดเหตุมาทำการตรวจสอบที่สภ.สายบุรี จากนั้น ได้เชิญตัวนายอาหะมะ สารอเอง อายุ 23 ปี คนขับรถ มาแสดงตัวเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาว่า กระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย พร้อมทำการสอบปากคำเพื่อดำเนินคดีต่อไป

พ.ต.อ.มนตรี กล่าวว่า จากการสอบปากคำทราบว่า เมื่อช่วงเช้าวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา นายอาหะมะซึ่งเป็นคนขับรถรับส่งนักเรียน โดยภรรยาเป็นครูผู้ช่วยอยู่ที่โรงเรียนดังกล่าว ทุกๆวันภรรยาของนายอาหะมะจะนั่งมาในรถด้วย แต่วันเกิดเหตุไม่ได้มาและหลังจากที่รับนักเรียนในพื้นที่มาส่งที่โรงเรียน ก่อนจะขับรถไปจอดไว้ริมถนนหน้าโรงเรียน และขับรถจักรยานยนต์กลับบ้าน โดยไม่สงสัยว่าจะมีนักเรียนติดอยู่ในรถ

จากการสอบสวนทราบอีกว่า กระทั่งช่วงเย็นวันเกิดเหตุ แม่ของเด็กได้เดินทางมารับลูก หลังจากรับปากว่าจะมารับหลังเลิกเรียน เมื่อแม่เดินทางมาถึงที่ห้องเรียน ครูบอกว่าลูกไม่ได้มาโรงเรียน ทำให้แม่และครูเอะใจจึงโทรศัพท์ไปสอบถามภรรยาของผู้ต้องหาเพื่อจะไปดูที่รถตู้ และเมื่อเปิดประตูก็พบว่าลูกนอนเสียชีวิตในรถแล้ว

เบื้องต้นคาดว่าเด็กอาจจะนอนหลับและในช่วงที่ทุกคนกำลังลงจากรถก็ยังหลับอยู่ โดยที่คนขับไม่ได้ตรวจสอบว่ามีใครอยู่ในรถหรือไม่ พนักงานสอบสวนจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาและนำตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

หนุ่มคอหักดับคาฟอร์จูนเนอร์! ขับฝ่าฝนเสียหลักชนอัดเสาไฟฟ้าหัก รถพังยับ

 

 

 

 

 

 

 

สลด หนุ่มเจ้าของกิจการร้านจำหน่ายม้วน EPE โฟม โฟมกันรอยและพลาสติกกันกระแทกราคาถูกแห่งหนึ่งขับฟอร์จูนเนอร์ฝ่าสายฝน ถนนลื่นเสียหลักพุ่งชนอัดติดเสาไฟฟ้ารถพังยับ คอหัก ดับสยอง ผู้เห็นเหตุการณ์ เผยรถคันดังกล่าว ขับออกจากปั้มน้ำมันมาอย่างรวดเร็ว ก่อนประสบอุบัติเหตุดังกล่าว

เมื่อเวลา 00.15น. วันที่ 9 ส.ค. ร.ต.ท.ขุมทรัพย์ หอมบุตร รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองสงขลา รับแจ้งเหตุรถเก๋งชนเสาไฟฟ้าและเสาไฟส่องสว่างหัก บนถนนสาย สงขลา-นาทวี พื้นที่ ม.2 บ้านสวนใต้ ต.ทุ่งหวัง อ.เมือง จ.สงขลา ฝั่งขาเข้าเมืองสงขลา จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมหน่วยกู้ภัยมิตรภาพสามัคคีทงเซียงเซี๊ยตึ๊งหาดใหญ่

ที่เกิดเหตุพบรถเก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ทะเบียน ขพ-5368 สงขลา สภาพด้านหน้าและด้านข้างฝั่งซ้ายเสียหาย โดยฝั่งซ้ายชนติดอยู่กับเสาไฟฟ้าและทำให้เสาไฟฟ้าหักแต่ยังไม่ล้ม เนื่องจากมีรถคันเกิดเหตุค้ำอยู่ ส่วนช่วงท้ายชนกับเสาไฟส่องสว่างเอียงเสียหายอีก 1 ต้น พบศพนายณรงค์ คงแก้ว อายุ 48 ปี เป็นเจ้าของกิจการร้านจำหน่ายม้วน EPE โฟม โฟมกันรอย พลาสติกกันกระแทก คนขับร่างกระเด็นมาติดอยู่กับเบาะหลังฝั่งซ้าย สภาพคอหักศีรษะข้างซ้ายยุบ เจ้าหน้าที่กู้จึงใช้อุปกรณ์ตัดถ่างนำร่างผู้เสียชีวิตออกมา โดยใช้เวลาประมาณ 20นาที

จากการสอบถามจากผู้ที่เห็นเหตุการณ์ทราบว่า รถคันดังกล่าวขับออกมาจากปั้มน้ำมันแห่งหนึ่งซึ่งห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 500 เมตรอย่างรวดเร็ว และช่วงเวลาเกิดเหตุถนนเปียกมีฝนตกลงมาเล็กน้อย ถึงจุดเกิดจึงทำให้รถเสียหลักพุ่งชนเกิดเหตุดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำตรวจสอบสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุที่แน่ชัดอีกครั้งหนึ่ง

จับเดือด! เมายาคว้ามีดจี้คอเด็ก จับเป็นตัวประกันพร้อมหนุ่มวิน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หนุ่มเมายาคว้ามีดจี้คอเด็ก! จับเป็นตัวประกันพาขึ้นวินหนี ระทึกที่ปทุมฯ

จากกรณีเกิดเหตุ นายทนงศักดิ์ ชวนชม อายุ 27 ปี เมายาใช้อาวุธมีดจี้คอเด็กจับเป็นตัวประกัน บริเวณสะพานคู่ ใกล้เคียงโรงงานผลิตน้ำสลัดครีมเเละชีสซอส ถนนเสมา-ฟ้าคราม ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ต่อมาใช้มีดจี้ขู่บังคับหนุ่มวินรถจักรยานยนต์รับจ้างที่ขับขี่ผ่านมาแล้วบังคับเด็กขึ้นรถพาหนี แต่หนุ่มวินรถรับจ้างตัดสินใจทิ้งรถวิ่งหลบหนี ทำให้นายทนงศักดิ์กระโดดลงไปในคลองรังสิตประยูรศักดิ์ ช่วงบริเวณด้านหน้าหมู่บ้านธงชัย ก่อนถูกจับกุมตัวไว้ได้

โดยนายมงคล กิ่งเกษม อายุ 35 ปี วินรับจ้าง เบอร์ 17 ซอยอุตสาหะ เปิดเผยว่า ขณะที่ตนขับรถรับจ้างตามปกติออกมาจากท้ายซอย มีคนร้ายและเด็กชายโบกรถก่อนที่จะให้ไปส่งที่ปากทาง แต่เมื่อมาถึงปากทางกลับบอกว่าให้ไปส่งที่ห้างฟิวเจอร์พาร์รังสิต และบอกว่าให้บิดแรงๆ ถ้าหยุดจะแทงให้ทะลุทั้ง 2 คน ซึ่งในตอนแรกตนไม่เห็นว่าคนร้ายมีมีด ก็พยายามมองกระจกข้างจนเห็นมีดที่คนร้ายถือ จึงได้ขับไปตามที่คนร้ายบอก

“แต่เมื่อขับมาถึงคลองหนึ่ง คนร้ายกลับบอกว่าให้เลี้ยวขึ้นสะพาน และพาย้อนมาเส้นเลียบคลอง จังหวะนั้นแฟนสาวโทรมาพอดี แต่คนร้ายกลับบอกว่าให้เอาโทรศัพท์มา ซึ่งผมคิดในใจว่าถ้าคนร้ายให้ไปใช้เส้นทางที่เปลี่ยว จะต้องทำอะไรสักอย่าง จนกระทั้งย้อนมาถึงตรงโรงงานผลิตน้ำสลัดครีมเเละชีสซอสรายใหญ่ จังหวะนั้นรถคนงานเลิกพอดี ผมจึงชะลอรถ แต่คนร้ายบอกว่าให้บิดไปเลย ผมจึงตัดสินใจดับเครื่องแล้วทิ้งรถพร้อมกับหยิบกุญแจรถมาด้วย แล้วรีบวิ่งไปขอความช่วยเหลือจาก เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้ช่วยแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ และก็มีพลเมืองดีขับรถผ่านมาและเข้ามาช่วยตามคนร้ายไปจนเจ้าหน้าที่ตำรวจมาและจับกุมได้”

เมียโดด2ชั้นหนีตาย! ‘ดต.’ฉุนโหด กราดยิงทั่วบ้าน แม่ยายเจ็บ ก่อนระเบิดสมองฆ่าตัว

 

 

 

 

 

 

 

 

ดต.ทะเลาะกับเมียอย่างรุนแรง ก่อน กราดยิง ภายในบ้าน กระสุนถูกแม่ยายเจ็บสาหัส เมียกระโดดชั้น2 หนีตาย ก่อนปิดประตูห้องระเบิดหัวฆ่าตัว ตำรวจเร่งเข้าช่วยนำส่งโรงพยาบาล แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตได้และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

เมื่อวันที่ 6 ส.ค. พ.ต.ท.ประสิทธิ์ แก้วกิ้ม สว.สอบสวน สภ.ขุนทะเล เปิดเผยว่า เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ได้รับแจ้งเหตุยิงกันที่บ้านเลขที่ 82/20 ม.9 ต.ขุนทะเล อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี หลังรับแจ้งจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและรุดไปตรวจสอบพร้อมพ.ต.อ.วิชอบ เกิดเกลี้ยง รอง ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี พ.ต.อ.นิวัติ สุวรรณสิงค์ ผกก.สภ.ขุนทะเล เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน 8 สุราษฎร์ธานี และมูลนิธิกุศลศรัทธา

ที่เกิดเหตุเป็นอาคารพานิชย์2 คูหา 2 ชั้น ที่อยู่เเถวร้านจำหน่ายกล่องใส่เมล่อน รับสกรีนกล่องเมล่อนราคาถูก โดยชั้นล่างเปิดเป็นร้านขายของชำ ส่วนด้านบนเป็นที่อยู่อาศัย ขณะเจ้าหน้าที่เข้าถึงที่เกิดเหตุยังคงได้ยินเสียงปืนดังเป็นระยะๆ และทราบว่ามีผู้บาดเจ็บเป็นหญิง 1 ราย แต่กู้ภัยไม่สามารถเข้าไปนำคนเจ็บส่งโรงพยาบาลได้ เนื่องจากยังได้ยินเสียงปืนอยู่

ต่อมาเมื่อเหตุการณ์สงบ เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบภายในบ้านพบนางราตรี ล้อมลิ้ม อายุ 70 ปี ถูกยิงด้วยอาวุธปืนเข้าที่สะโพก 1 นัด ได้รับบาดเจ็บ และบริเวณห้องนอนชั้น 2 พบผู้บาดเจ็บเป็นชาย 1 ราย ทราบชื่อคือ ด.ต.ฐานันต์ มีสาย อายุ 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 80/20 ม.9 ต.ขุนทะเล อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี ตำแหน่ง ผบ.หมู่ (จร.) ทำหน้าที่สายตรวจ สภ.ขุนทะเล จ.สุราษฎร์ธานี

สภาพนอนเลือดท่วมหน้าอยู่บนที่นอน มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนเข้าที่ขมับด้านขวา ภายในที่เกิดเหตุพบอาวุธปืนพกสั้น ชนิด 9 มม. ของทางราชการ 1 กระบอก พร้อมซองบรรจุกระสุนภายในปืน 1 อัน ซองบรรจุกระสุน อีก 2 อัน ปลอกกระสุน 16 ปลอก และหัวกระสุนอีกจำนวนหนึ่ง จึงเร่งนำส่งโรงพยาบาลก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อ เนื่องจากทนพิษบาดแผลไม่ไหว

จากการสอบสวนทราบว่า ด.ต.ฐานันต์ได้มีปากเสียงกับนางวนิดา มีสาย อายุ 40 ปี อาชีพค้าขาย ซึ่งเป็นภรรยา จนนางวนิดาได้หนีเข้าไปอยู่ภายในห้องนอนของลูกสาววัย 10 ขวบ ด.ต.ฐานันท์จึงใช้อาวุธปืนพกสั้น ชนิด 9 มม.กระหน่ำยิงใส่ที่ลูกบิดประตู จนสามารถพังประตูเข้าไปได้ แต่ไม่พบนางวนิดาแล้ว เนื่องจากได้ตัดสินใจกระโดดจากหน้าต่างชั้น 2 ตกลงมาจนบาดเจ็บ

สอบสวนทราบอีกว่า จากนั้น ด.ต.ฐานันต์คิดว่านางวนิดาอยู่ในห้องของนางราตรี ซึ่งเป็นแม่ยาย จึงได้ยิงใส่จนกระสุนถูกนางราตรีบาดเจ็บ ก่อนที่ด.ต.ฐานันท์ได้ใช้ปืนดังกล่าวยิงภายในบ้านอีกหลายนัด และเก็บตัวอยู่ในห้องนอนของตัวเอง และตัดสินใจใช้ปืนดังกล่าวจ่อยิงขมับตัวเองเพื่อฆ่าตัวตาย

ทหาร-ตำรวจ ปิดซอยไล่ล่า กลุ่มโจ๋วัยใส ตั้งก๊วนดูดกัญชาข้างโรงเรียนชื่อดัง!

 

 

 

 

 

 

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร สนธิกำลัง ไล่ล่ากลุ่มโจ๋วัยรุ่น ยึดตรอกข้างโรงเรียนเอกชนชื่อดังเเถวร้านจำหน่ายน้ำสลัดครีม ชีสดิปหลาสรสปลีก-ส่งรายใหญ่กลางเมืองฉะเชิงเทรา ทำการมั่วสุมดูดกัญชา!

เมื่อเวลา 23.20 น. ของคืนวันที่ 1 สิงหาคม 2561 พ.ต.ต.ภูเบศร์ เขจรลัย สารวัตรป้องกันและปราบปรามสถานีตำรวจภูธรเมืองฉะเชิงเทรา พร้อมด้วย ร.ต.อ.อัณณพ จันทร์ภักดี รองสารวัตรป้องกันและปราบปรามสถานีตำรวจภูธรเมืองฉะเชิงเทรา และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร ชุดรักษาความสงบเรียบร้อย กองพลทหารราบที่ 11 ซึ่งนำโดย ร.อ.อนุกูล วงษ์แม่น้อย ทำการปิดตรอกไม่มีชื่อ ติดกับรั้วของโรงเรียนเอกชนชื่อดังของจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยตรอกแห่งนี้มีลักษณะคล้ายใยแมงมุม มีแหล่งชุมชนพักอาศัย มีทางเข้าออกหลายทาง ซึ่งเชื่อมโยงกับถนนสรรค์ประศาสน์ ถนนศุภกิจ ถนนวัชรา และถนนศุภกิจ ซอย 2 เพื่อทำการลาดตระเวนและตรวจสอบกลุ่มวัยรุ่นขาโจ๋ ที่หลบหนีการตรวจของเจ้าหน้าที่ทหาร

โดยก่อนหน้านี้ได้มีชาวบ้านเข้าร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่ หลังสุดทนพฤติกรรมกลุ่มวัยรุ่นต่างถิ่นที่นำรถจักรยานยนต์ท่อดังนับสิบคันมาจอดปิดกีดขวางทางเข้าออก และ นั่งรวมกลุ่มมั่วสุมดูดยา กันบริเวณหน้าร้านขายน้ำสลัดครีม ชีสดิปหลาสรสภายในตรอกแห่งนี้เป็นประจำเกือบทุกวัน มีตั้งแต่ 5 คนไปจนถึง 20 คน ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับสังคมในชุมชนดังกล่าว

ด้าน ร.อ.อนุกูล วงษ์แม่น้อย หัวหน้าชุดรักษาความสงบเรียบร้อย กองพลทหารราบที่ 11 จึงได้ออกลาดตระเวนเข้ามาในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อมุ่งหน้าไปทางวัดแหลมใต้ แต่ช่วงที่ผ่านตรอกแห่งนี้ก็พบกลุ่มวัยรุ่นมากกว่า 5 คน กำลังนั่งมั่วสุมกันอยู่ภายในตรอกดังกล่าว จึงได้จอดรถเพื่อลงไปตรวจสอบ

แต่เมื่อกลุ่มวัยรุ่นเห็นเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาจึงวิ่งหลบหนีบางส่วนและบางส่วนได้ขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปออกตามจุดที่เชื่อมโยกกับถนนสายต่างๆ โดยทิ้งรถจักรยานยนต์ไว้ 2 คัน ซึ่งภายหลังทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดไว้ที่สถานีตำรวจเพื่อตรวจสอบหลักฐาน นอกจากนี้เมื่อทำการตรวจสอบในบริเวณที่กลุ่มวัยรุ่นนั่งมั่วสุมกันอยู่พบมีดจำนวน 2 เล่ม และอุปกรณ์การดูดกัญชา 1 อัน ทางเจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจยึดไว้เป็นหลักฐาน ในขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารเข้าเตือนร้านขายของชำในบริเวณนั้น หลังสืบทราบว่ามีการลักลอบจำหน่ายบุหรี่แบบแบ่งขายให้กับกลุ่มวัยรุ่นที่มานั่งมั่วสุมในบริเวณนี้ ว่ามีความผิดตามกฎหมายให้หยุดกระทำ ทั้งในส่วนของการแบ่งจำหน่ายบุหรี่ และ ขายบุหรี่ให้กับเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี

ลูกน้องแฉ อ้วน ลั่นไกเอง จากจะอุ้ม-เป็นฆ่า หึงเห็น สปาย-ฟอส สนิทเกิน

 

 

 

 

 

 

 

ลูกน้องแฉสิ้น “เสี่ยอ้วน” ลั่นไกเอง จากเดิมจะแค่อุ้ม แต่ไปเห็นภาพบาดตา”สปาย-ฟอส”จู๋จี๋กัน เลยรัวไม่ยั้ง ตร.รวบโชเฟอร์พาหนีไปส่งที่ชายแดน จากนั้นเปลี่ยนเป็นรถกระบะขับกลับสระแก้ว แล้วจอดทิ้งข้างทางลวงตำรวจ “บิ๊กอวบ” คุมตัวไปชี้จุดทิ้งปืนไม่ไกลจุดเกิดเหตุ ส่วนไอ้แม็กที่ถูกออกหมายจับขอมอบตัวที่ภูเก็ต เหลือต้องล่าอีก 2 คน แม่ร่ำไห้เผาศพน้องสปาย ส่วนป้าน้องฟอสเผยอีกไม่กี่วันหลานมีกำหนดจะไปอยู่ด้วยกันที่ญี่ปุ่นแต่มาถูกยิงตายเสียก่อน

จากคดีกลุ่มคนร้ายลอบสังหารโหด น.ส.ปวีณา หรือสปาย นาเมืองรักษ์ และนายอนันตชัย หรือฟอส จริตรัมย์ เพื่อนสาวนะยะ เสียชีวิตบริเวณลานจอดรถฝั่งตรงข้ามพระพุทธรูปแกะสลักหน้าผาเขาชีจรรย์ที่อยู่เเถวร้านจำหน่ายน้ำสลัดและชีสดิปหลากรสรายใหญ่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 29 ก.ค. ต่อมาตำรวจจับคนชี้เป้าได้และให้การซัดทอดถึงผู้บงการคือ นายปัญญา ยิ่งดัง หรือฉายา “เสี่ยอ้วน บางลา” คนดังวงการสถานบันเทิงใน จ.ภูเก็ต สาเหตุจากเรื่องชู้สาว ต่อมาศาลจังหวัดพัทยาออกหมายจับเสี่ยอ้วนพร้อมพวก โดยพบเบาะแสหนีข้ามชายแดนไปกบดานที่ประเทศเพื่อนบ้าน ตามข่าวที่เสนอไปแล้ว

ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 2 ส.ค. พล.ต.ต. สุรจิต ชิงนวรรณ์ ผบก.ตร.ภ.จว.สระแก้ว พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบ บช.ภาค 2 เข้าปิดล้อมที่บ้านหนองนกกระเรียน ต.ท่าเกษม อ.เมืองสระแก้ว หลังทราบว่า นายเกียรติศักดิ์ หรือเจมส์บอนด์ หรือบอนด์ สุรางแสงมีบุญ อายุ 35 ปี 1 ในทีมผู้ต้องหาฆ่าน.ส.ปวีณาและนายอนันตชัย หลบมากบดานอยู่ภายในบ้านของแม่ตัวเอง กระทั่งผู้ต้องหายอมมอบตัวในที่สุด

สอบสวนนายเกียรติศักดิ์ให้การว่า ไม่ได้มีส่วนร่วมก่อเหตุฆาตกรรมดังกล่าวด้วย ทำหน้าที่เพียงคนขับรถเท่านั้น หลังเกิดเหตุขับรถพานายปัญญาไปส่งที่บ้านคลอง 13 ต.เขาสามสิบ อ.เขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว จากนั้นมีคนมารับตัวพาหนีไปต่อ โดยนายปัญญามอบเงินให้ 1 แสนบาท เพื่อใช้ในการหลบหนี แต่ระหว่างทางรถกระบะโตโยต้า วีโก้ สีบรอนซ์ ทะเบียน บท 3631 ภูเก็ต ที่ขับมาเกิดอุบัติเหตุตกถนนบริเวณด้านหลัง อบจ.สระแก้ว จึงหลบมาซ่อนตัวที่บ้านแม่กระทั่งถูกตำรวจบุกเข้าจับกุมตัวในที่สุด เจ้าหน้าที่จึงคุมตัวไปสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้งที่ บช.ภาค 2 จ.ชลบุรี

ต่อมาเวลา 15.30 น. ที่สภ.นาจอมเทียน จ.ชลบุรี พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผบ.ตร. พร้อมด้วยพล.ต.ท.จิตติ รอดบางยาง ผบช.ภ. 2 พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผบก.ภ.จว.ชลบุรี พ.ต.อ.อาทร ชิ้นทอง ผกก.สภ.นาจอมเทียนเ ได้ร่วมกันติดตามความคืบหน้าคดี และสอบปากคำนายเกียรติศักดิ์ สุรางแสงมีบุญ อายุ 35 ปี หรือเจมส์บอนด์ ผู้ต้องหาตามหมายจับข้อหา ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร หลังถูกจับกุมได้เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา ที่บ้านพัก จ.สระแก้ว และสามารถยึดรถฮอนด้า ซีอาร์วี ทะเบียน กล 9444 ภูเก็ต ได้ที่อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ รถของนายปัญญา ยิ่งดัง หรือเสี่ยอ้วน และเป็นรถคันที่ใช้ก่อเหตุยิงผู้เสียชีวิตทั้ง 2 คน รวมถึงรถกระบะ สีบรอนซ์ ทะเบียน บท 3631 ภูเก็ต ที่กลุ่มคนร้ายสับเปลี่ยนในการหลบหนี แต่เกิดอุบัติเหตุในจ.สระแก้ว

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ เปิดเผยว่า ภายหลังจับกุมนายเกียรติศักดิ์ได้รับสารภาพว่าเป็นคนขับรถพาทีมสังหารก่อเหตุและหลบหนี ที้งนี้ยังพบแผ่นป้ายทะเบียนป้ายแดง ที่คนร้ายใช้สวมทับเพื่ออำพรางป้ายรถฮอนด้าซีวิคขณะก่อเหตุ พร้อมปืน ขนาด 9 ม.ม.ได้ 2 กระบอก ขนาด.38 ได้ 1 กระบอก และ.357 จำนวน 1 กระบอก พร้อมกระสุนปืน 129 นัด ทั้งหมดถูกโยนทิ้งที่ป่าละเมาะ ข้างทางรถไฟ หลังสภ.พลูตาหลวง จ.ชลบุรี นำส่งเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานให้ตรวจสอบ

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ เปิดเผยต่อว่า คาดว่ามีผู้ร่วมขบวนการนี้ ไม่ต่ำกว่า 3 คน หลังก่อเหตุเสร็จคนร้ายทั้งหมดก็มุ่งมายังจุดนี้พร้อมกับทิ้งอาวุธปืน ลูกกระสุนปืน และถอดป้ายทะเบียนรถไว้ที่นี่เลย จากการสอบสวนก็ทราบว่าเสี่ยอ้วนก็อยู่ในรถด้วย

“ส่วนเส้นทางการหลบหนีก็มีอยู่เส้นทางเดียว คือเส้นทางมุ่งหน้าไปทางจังหวัดจันทบุรี และมุ่งหน้าไปยังด่านอ.สระแก้วเลย ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ ส่วนรถกระบะที่พบที่อ.สระแก้วก็เป็นรถอีกคันหนึ่งที่ใช้ในการก่อเหตุ ซึ่งบางช่วงเสี่ยอ้วนก็ไปกับรถกระบะด้วย เป็นการสลับเปลี่ยนรถ คือเสี่ยอ้วนก่อนลงมือก่อเหตุได้อยู่บนรถยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีอาร์วี ก่อนจะมีการสลับรถมานั่งที่รถกระบะ ก่อนที่นายบอนด์จะขับรถฮอนด้า ซีอาร์วีหลบหนี และก็ทำทีว่ารถนั้นเกิดอุบัติเหตุ แต่เป็นการขับที่นายบอนด์ตั้งใจขับรถลงข้างทางเอง แล้วน่าเชื่อว่าจะมีรถอีกคันมารับ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบ ” รองผบ.ตร.กล่าว

ด้านพล.ต.ท.จิตติ เปิดเผยว่า นายบอนด์ได้รับสารภาพว่าค่าจ้างในการขับรถจากภูเก็ต มาที่จังหวัดชลบุรีครั้งนี้ 1 แสนบาท นายบอนด์ไม่รู้มาก่อนว่าการมาชลบุรีครั้งนี้ จะมาทำอะไร แต่หลังจากเสร็จงานเสี่ยอ้วนเป็นคนให้เงินเองกับมือ หลังจากที่นายบอนด์ได้ไปส่งเสี่ยอ้วนที่ชายแดน ในขณะนี้เหลือผู้ร่วมขบวนการอีกเพียง 2 คนเท่านั้น ส่วนนายจิรศักดิ์ อุนัยบัน อายุ 34 ปี ชาวภูเก็ต ผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับในคดีเดียวกัน ได้ติดต่อเข้ามอบตัวกับตำรวจแล้วในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งตำรวจจะนำตัวเดินทางมาที่ สภ.นาจอมเทียน พื้นที่เกิดเหตุ คาดว่าจะเดินทางมาถึงในคืนนี้เวลาประมาณ 22.00 น.

ส่วนกรณีที่รถกระบะเกิดอุบัติเหตุจนต้องจอดทิ้งไว้ในพื้นที่สระแก้ว จะเป็นแผนลวงเจ้าหน้าที่หรือไม่นั้น พล.ต.ท.จิตติกล่าวว่า มีความเป็นไปได้ เบื้องต้นทราบว่า กลุ่มผู้ร่วมก่อเหตุทั้งหมดเป็นลูกน้องของนายปัญญาที่ทำงานในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ก่อนก่อเหตุนายเกียรติศักดิ์เป็นผู้ขับรถซีอาร์วีมาจาก จ.ภูเก็ต ส่วนนายปัญญานั่งเครื่องบินมา

“สำหรับพฤติการณ์ของกลุ่มคนร้าย มีการขับรถตามกันมา 2 คัน โดยนายจิรศักดิ์ หรือแม็ก เป็นคนขับรถโตโยต้า ยาริส สีขาว เป็นรถนำรถและคอยดูลาดเลา ขณะที่นายเกียรติศักดิ์ หรือบอนด์ ที่เพิ่งถูกจับกุมวันนี้ เป็นคนขับรถฮอนด้า ซีอาร์วี ตามมา เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุ คนร้ายขับรถฮอนด้า ซีอาร์วี จอดต่อท้าย รถผู้เสียชีวิต ก่อนที่คนร้ายจะลงจากรถมา 2 คน พร้อมประกบยิงนายอนันตชัย และน.ส.ปวีณา ก่อนขึ้นรถหลบหนีไปขณะเสี่ยอ้วนนั้นขณะนี้อยู่ระหว่างหลบหนีและยังไม่ได้ติดต่อเข้ามามอบตัวแต่อย่างใด โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ” ผบช.ภาค 2 กล่าว

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่อีกชุด นำรถยนต์ฮอนด้า ซีอาร์วี สีขาว ทะบียน กล 9444 ภูเก็ต ของนายปัญญาที่นำไปจอดทิ้งไว้ที่บ้านเกิดใน อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ และรถกระบะโตโยต้า วีโก้ สีบรอนซ์ ทะเบียน บท 3631 ภูเก็ต ที่ตกถนนในพื้นที่ จ.สระแก้ว ไปยังสภ.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ท้องที่เกิดเหตุ เพื่อให้เจ้าหน้าที่พฐ. ตรวจหารอยนิ้มมือแฝงของกลุ่มคนร้านเป็นหลักฐานในการดำเนินคดี

รายงานข่าวจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนแจ้งว่า จากการสอบปากคำผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมให้การว่า ก่อนเกิดเหตุนายปัญญาถือปืนลงจากรถ และตั้งใจจะอุ้มน.ส.ปวีณา แต่มาเจอภาพบาดตาบาดใจที่สนิทสนมกับนายอนันตชัย จนเกิดมีปากเสียงกับน.ส.ปวีณา กระทั่งบานปลายจนกระหน่ำยิงผู้เสียชีวิตทั้งคู่แล้วหลบหนีไป จ.สุรินทร์ เพื่อที่จะผ่านด่านช่องจอม แต่ไม่สามารถออกไปได้ จึงหลบหนีกลับออกมาทางช่องทางธรรมชาติที่ จ.สระแก้ว จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตรวจพบสัญญาณโทรศัพท์มือถือของนายปัญญาโผล่อยู่ฝั่งประเทศกัมพูชา

วันเดียวกันที่เมรุวัดป่านาตาล ต.นาตาล อ.ท่าคันโท จ.กาฬสินธุ์ ครอบครัว ญาติพี่น้อง และชาวบ้าน ช่วยกันเคลื่อนศพน.ส.ปวีณาไปประกอบพิธีฌาปนกิจ ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า

นางวันเพ็ญ นาเมืองรักษ์ อายุ 41 ปี แม่ของน.ส.ปวีณาที่ยังอยู่ในอาการเศร้าโศกเสียใจเป็นลมล้มพับหลายรอบจนญาติพี่น้องต้องมาช่วยประคับประคอง เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า ตั้งแต่เด็กจนโตลูกสาวเป็นคนเลี้ยงง่าย ไม่ดื้อ ไม่ซน แม้ว่าจะเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นไม่เคยประพฤติตัวเสียหายและเพื่อนฝูงที่คบส่วนใหญ่เป็นสาวประเภทสอง แม้จะหน้าตาดีได้ตำแหน่งเป็นธิดาท่าคันโท ธิดาวังสามหมอ และรองชนะเลิศการประกวดธิดาแพรวาของ จ.กาฬสินธุ์ แต่ไม่เคยมีปัญหาเรื่องคนมาติดพัน โดยครอบครัวหวังให้ได้เรียนสูงๆ จบปริญญา ซึ่งลูกสาวเลือกเรียนคณะนิติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี แต่เรียนได้เพียง 1 ปี ก็หยุดเรียนเพราะต้องการหาเงินมาดูแลครอบครัว โดยมักพูดอยู่เสมอว่าอยากให้พ่อแม่สบายไม่อยากให้ลำบาก แต่วันนี้ลูกสาวไม่อยู่แล้ว ครอบครัวเหมือนขาดเสาหลักไป ทุกๆ คนยังเสียใจ เรื่องอนาคตยังไม่คิดอะไร คิดไม่ออก

นางวันเพ็ญกล่าวว่า ตั้งแต่ไปรับร่างไร้วิญญาณของลูกสาวกลับมาบ้าน ตลอดระยะเวลาเดินทางจาก อ.สัตหีบ มาที่ อ.ท่าคันโท จะได้ยินเสียงสะอื้นร้องไห้อยู่เป็นระยะๆ และยังคล้ายกับมีคนมาสวมกอด นอกจากนี้หลังการตั้งศพบำเพ็ญกุศลช่วงกลางดึกยังได้ยินเสียงสะอื้นไม่หยุด จะทำอะไรก็จะได้ยินเสียงตลอดเวลา จนเวลาตีสามจึงตัดสินใจเคาะโลงศพบอกลูกให้เข้มแข็ง อย่าร้องไห้ ไม่ได้สอนให้อ่อนแอ เสียงนั้นจึงเงียบไป ขณะที่น้องชายและลูกหลานหลายคน บอกว่าเห็นภาพใบหน้าของสปายชุ่มไปด้วยเลือดเดินวนเวียนอยู่รอบบ้าน ญาติพี่น้องเชื่อว่าวิญญาณของลูกสาวยังคงอาฆาตและแค้นที่ถูกฆ่า

นางสุภาพร โมริ อายุ 46 ปี ป้าของนายอนันตชัยที่มาร่วมพิธีฌาปนกิจด้วย กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ตำรวจจับกุมตัวคนร้ายได้บางส่วนแล้ว แต่ยังเสียใจที่ต้องสูญเสียหลานทั้งสองคน โดยเฉพาะนายอนันตชัยที่กำลังจะเดินทางไปอยู่ด้วยที่ประเทศญี่ปุ่นในวันที่ 7 ส.ค.นี้ ในส่วนของบทลงโทษขอให้เป็นไปตามกระบวน การตามกฎหมาย และไม่ขอจองเวรจองกรรมกับคนร้ายอีก

น.ส.ปิติศิริ กุหลาบวงษ์ เพื่อนร่วมวงการประกวดนางงาม กล่าวว่า เป็นเพื่อนสนิทกับน.ส.ปวีณาและเป็นกลุ่มที่เดินสายไปร่วมประกวดในหลายเวที แต่ก็ไม่คิดว่าเพื่อนรักต้องมาจบชีวิตแบบนี้ รู้สึกเสียใจมากเพราะเป็นคนนิสัยดี ไม่เอาเปรียบใคร ขอให้ตำรวจดำเนินคดีกับคนที่ลงมือฆ่าเพื่อนด้วย และขอให้เพื่อนไปเป็นนางฟ้าบนสวรรค์