shadow

บีเอ็มป้ายแดงชนรถขายลูกชิ้น พ่อค้ากระเด็นดับคาที่! คนขับเผ่นหนีทิ้งสาวเมาไว้บนรถ

รถหรู BMW ป้ายแดงชนรถขายลูกชิ้น พ่อค้าดับคาที่ พยานเผยคนขับมีรถตู้มารับออกไปจากที่เกิดเหตุ ทิ้งสาวเมาไว้บนรถหรู
(22 ต.ค.63) ช่วงเวลา 04.00 น. สน.คลองตัน ได้รับแจ้งมีเหตุรถเก๋งจนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง มีผู้เสียชีวิต บริเวณปากซอยพัฒนาการ 17 แขวงและเขตสวนหลวงใกล้โรงงานกล่องกระดาษ กล่องกระดาษสำเร็จรูป กรุงเทพมหานคร จึงรีบรุดไปตรวจสอบ พร้อมแพทย์นิติเวช รพ.จุฬาลงกรณ์ และอาสากู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุพบพ่วงข้างของรถจักรยานยนต์พลิกตะแคง ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์และสิ่งของกระจัดกระจายเกลื่อนเต็มพื้นถนน ใกล้กันพบศพ นายอุดม อายุ 49 ปี อาชีพพ่อค้าขายลูกชิ้น นอนเสียชีวิตคว่ำหน้า สภาพกระโหลกหน้าผากยุบ คอหัก แขนซ้ายหักผิดรูป ข้อเท้าขาซ้ายมีบาดแผลฉีกขาดและกระดูกหัก มีรอยถลอกตามร่างกาย ห่างไปประมาณ 100 เมตรที่บริเวณเกาะกลางถนน พบรถจักรยานยนต์ไม่ทราบยี่ห้อ สีดำของผู้เสียชีวิต จอดอยู่สภาพพังเสียหายทั้งคัน ห่างออกไปอีก 200 เมตรจากจุดที่พบศพ พบรถเก๋งยี่ห้อ BMW สีขาวจอดอยู่ สภาพด้านหน้ามีร่องรอยการชนเสียหายอย่างหนัก ฝากระโปรงยุบ กระจกหน้าแตก ถุงลมนิรภัยแตกทุกใบ ใกล้กับรถเก๋งพบหญิงสาวอายุประมาณ 25 ปี อยู่ในสภาพมึนงง ตำรวจจึงนำตัวส่งสอบสวนที่ สน.คลองตัน

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ นายอุดม ผู้ตาย เดินทางมาจากตลาดคลองเตย กำลังจะกลับบ้านพักภายในซอยพัฒนาการ 20 แยก 19 เมื่อมาถึงจุดที่เกิดเหตุถูกรถเก๋ง BMW เฉี่ยวชน ส่วนคนขับรถเก๋ง BMW หลังจากเกิดเหตุได้ลงมาจากรถ และอาศัยจังหวะชุลมุนโทรศัพท์ให้รถตู้ไม่ทราบสี ยี่ห้อและรุ่น มารับตัวออกไป

เบื้องต้น ขณะนี้ ตำรวจยังไม่สามารถสอบปากคำหญิงสาวที่นั่งมากับรถหรูคันดังกล่าวได้ เนื่องจากพูดจาวกไปวนมา โดยหลังจากนี้ พนักงานสอบสวนจะประสานให้ฝ่ายสืบสวนทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณโดยรอบที่เกิดเหตุ รวมถึง ตรวจสอบทะเบียนรถ เพื่อหาเจ้าของรถและคนขับที่แท้จริง ก่อนติดตามตัว มาสอบปากคำ เพื่อสรุปสาเหตุและดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนศพผู้เสียชีวิต เจ้าหน้าที่จะนำส่งชันสูตรที่สถาบันนิติเวช รพ.จุฬาลงกรณ์ ก่อนให้ญาติติดต่อรับศพไปบำเพ็ญกุศลตามหลักศาสนาต่อไป.

ล่าสุด (22 ต.ค.63) นายวิภาส อายุ 57 ปี ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ตนฟังว่าเมื่อช่วงเวลา ตี3-ตี4 ที่ผ่านมาได้ยินรถชนเสียงดังและคนกระเด็นลอยมาบริเวณหน้าจุดที่ป้อม รปภ. เสียชีวิตคาที่ และเดินมาดูจึงรู้ว่ามีรถหรูสีขาวชนเข้ากับรถขายลูกชิ้น แต่คนขับรถหรูไม่ได้มีการลงมาดูแต่อย่างได้ สักพักมีรถตู้ขับมารับและหลบหนีไป แถมทิ้งผู้หญิงไว้ในรถหนึ่งคนสภาพเมาไม่ได้สติคาดว่าอาจจะไม่ใช่คนสนิท ตนยังบอกอีกว่าไม่น่าจะทำแบบนี้ อย่างน้อยควรลงมาดูว่าชนคนอื่นแล้วเป็นอย่างไร แสดงความรับผิดชอบเพราะอย่างน้อยรถหรูป้ายแดงก็มีประกัน
Featured

หนุ่มอังกฤษของขาด? ล่วงละเมิดทางเพศไก่จนตาย ช็อกซ้ำ! เมียขอแจม-ถ่ายคลิป

นายไวล์ เรแฮน เบก ชายชางสหราชอาณาจักรอายุ 37 ปี พนักงานผลิต ถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลท์ ถูกศาลตัดสินจำคุก 3 ปี เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (18 ต.ค.) หลังจากพบว่ามีความผิดจากล่วงละเมิดทางเพศไก่หลายตัวที่ครอบครัวเลี้ยงไว้

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยว่า ภรรยาของนายไวล์ คือนางฮาลีมา อายุ 38 ปี ยังถ่ายคลิปเหล่านี้เอาไว้ด้วยโทรศัพท์มือถือหรือกล้องโกโปร เพื่อเก็บไว้ดูอีกด้วย

ไม่ใช่แค่นั้นยังพบว่านายไวล์เก็บคลิปเหล่านี้สำรองไว้บนคอมพิวเตอร์ด้วย แล้วตั้งชื่อโฟลเดอร์ว่า “วิดีโอคลิปครัว”

นางอะบิเกล แลงฟอร์ด อัยการกล่าวว่า หน้าที่จากสำนักงานอาชญากรรมแห่งชาติ ที่เข้าไปบุกบ้านของนายไวล์และนางฮาลีมา เมื่อเดือน ก.ค. ปีที่แล้ว จากนั้นก็ยึดคอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง และโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งไว้เป็นของกลาง พบว่าในอุปกรณ์เหล่านี้มีภาพโป๊เด็กจำนวนมาก ไม่ใช่แค่นั้นยังมีภาพจำเลย ซึ่งก็คือนายไวล์ มีเพศสัมพัมธ์กับไก่จำนวนหนึ่งด้วย ซึ่งนางฮาลีมาก็อยู่ตรงนั้นด้วย แล้วก็เป็นคนอัดคลิป

อัยการคนนี้ บอกอีกว่า ภรรยาของจำเลยยังพูดเชียร์ให้จำเลยมีเพศสัมพันธ์กับไก่แล้วตนก็ยังเข้าไปมีเพศสัมพันธ์กับโจทก์ด้วยตัวเองเช่นกัน

ไม่ใช่แค่นั้น ทั้งคู่ยังล่วงละเมิดสุนัขตัวหนึ่งด้วย

ศาลแบรดฟอร์ดคราวน์ ยังได้รับคำให้การอีกว่า ไก่ที่ถูกกระทำชำเราแต่ละตัวยังเสียชีวิตระหว่างการล่วงละเมิดที่โหดร้ายนี้ และมีคลิปนี้พบว่านายไวล์มีเพศสัมพันธ์กับไก่ที่ตายแล้ว ก่อนโยนทิ้งลงถุงดำ

เมื่อจำนนต่อหลักฐาน นายไวล์จึงยอมรับต่อศาลว่าตนล่วงละเมิดสัตว์ ครอบครองภาพโป๊เด็ก ซึ่งเด็กบางคนมีอายุเพียง 6 ปีเท่านั้น ทั้งยังครอบครองโคเคนและกัญชาด้วย

Featured

ป.ป.ช. วางแผนรวบ “เจ้าหน้าที่รัฐ” เรียกรับเงินสินบนค่าโยกย้ายตำแหน่ง จับกุมได้คารถ

ป.ป.ช. วางแผนรวบ รองนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรียกรับเงินสินบนค่าโยกย้ายตำแหน่ง 

(15 ต.ค.63) นายธีรัตน์ บางเพ็ชร ผอ.ป.ป.ช. ประจำจังหวัดสกลนคร เปิดเผยว่า ป.ป.ช.ประจำจังหวัดสกลนคร ได้รับการร้องเรียนจากผู้เสียหายว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐ สังกัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) แห่งหนึ่ง ในจังหวัดสกลนคร มีพฤติกรรมเรียกรับเงินค่าตอบแทน เพื่อโยกย้ายตำแหน่ง ในการโยกย้ายข้าราชการไปเป็นตำแหน่งนักจัดการงานทั่วไป อยู่อีก อปท.หนึ่ง เป็นเงิน 60,000 บาท หากมีการจ่ายเงินค่าตอบแทนให้ แต่แบ่งเป็นงวด งวดแรก 10,000 บาท

ต่อมา วันที่ 14 ตุลาคม 2563 เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ประจำจังหวัดสกลนคร และ ตำรวจ จึงวางแผนเข้าจับกุม โดยนัดมอบส่งเงินบริเวณในเขตเทศบาลแห่งหนึ่ง กระทั่งเวลา 13.30 น. มีผู้มารับเงินโดยขับรถมาตามนัดหมายจำนวน 3 ราย บริเวณคูน้ำหลังโรงงานผลิต ซองไปรษณีย์พลาสติก ถุงไปรษณีย์พลาสติก ปรากฏว่า  2 ใน 3 ราย มีตำแหน่งถึง รองนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และพบว่ามีการกระทำผิดสำเร็จ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงแสดงตัวเข้าจับกุมโดยระหว่างที่เข้าจับกุมนั้นผู้กระทำผิดพยายามไม่ยอมรับผิด แต่ต้องจำนนด้วยหลักฐาน เพราะเจ้าหน้าได้แสดงสำเนาธนบัตร 1,000 บาท ที่ถ่ายไว้ จำนวน 10 ฉบับ แสดงต่อผู้กระทำผิดได้รับทราบ จึงยอมรับสารภาพโดยดี และควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนในท้องที่ โดยมีการแจ้งข้อกล่าวหา ร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานของรัฐเพื่อแสวงหาผลประโยชน์มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหาย และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเตรียมขยายผลเนื่องจากคาดว่าทำเป็นกระบวนการในการดำเนินดดีตามกฎมหายต่อไป

สุดสงสารเด็กชาย 5 ขวบ ตาทุบตี-ยายบิดหูฉีก ขังไว้ในบ้านกับป้าเป็นใบ้ 5 วัน

เด็กชาย 5 ขวบ ตาทุบตี-ยายบิดหูฉีก ขังไว้ในบ้านกับป้าเป็นใบ้ 5 วัน ไม่ให้กินข้าวและไม่ให้ไปโรงเรียน 
(8 ต.ค.63) พลเมืองดีขอความช่วยเหลือมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี แจ้งว่า เด็กชายไลออน (นามสมมุติ) อายุ 5 ขวบ อาศัยอยู่กับยายและตาเลี้ยงที่บ้านเช่าแห่งหนึ่งใกล้โรงงานผลิต ถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลท์ ในพื้นที่ อ.เมือง จ.ระยอง เพราะพ่อแม่เด็กแยกทางกัน เด็กมีนิสัยซุกซนถูกยายและตาเลี้ยงทุบตีประจำ
และครั้งล่าสุดถูกตาเลี้ยงตีเป็นรอยเขียวช้ำทั่วร่างกาย ส่วนยายก็บิดหูจนเป็นแผล และถูกขังไว้กับป้าที่พิการเป็นใบ้ในบ้าน 5 วัน โดยไม่ให้กินข้าวและไม่ให้ไปโรงเรียน ขอให้มูลนิธิปวีณาฯ ช่วยเหลือเพราะเกรงว่าเด็กจะเป็นอันตราย
หลังรับเรื่อง นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ ได้ประสาน พ.ต.อ.อาเดียว ท้วมละมูล ผกก.สภ.เพ จ.ระยอง และนางสาวนพพนา เจริญธรรม หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดระยอง ส่งตำรวจ สภ.เพ และส่งเจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กฯ ระยอง ลงพื้นที่บ้านของเด็กชายไลออนทันที พบสภาพครอบครัวฐานะยากจน เด็กมีสภาพเขียวช้ำตามตัว มีรอยแผลฉีกที่ใบหู และเด็กไม่ได้ไปโรงเรียนหลายวันแล้ว โดยยายและตาเลี้ยงอ้างว่าเด็กซุกซนจึงได้ทำโทษเพื่อสั่งสอน ซึ่งล่าสุดตาเลี้ยงใช้ไม้เรียวตีเด็กไปเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านนา เพราะโมโหที่เด็กวิ่งเล่นไม่ดูรถที่แล่นผ่านเกรงว่าจะเป็นอันตรายจึงตีให้หลาบจำ

จากนั้นนักสังคมสงเคราะห์บ้านพักเด็กฯ ระยอง ได้ทำการแยกเด็กชายไลออนเข้าอยู่ในความคุ้มครองสวัสดิภาพของบ้านพักเด็กฯ ระยอง ชั่วคราว ก่อนจะพาเด็กไปแจ้งความไว้ที่ สภ.เพ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำใบส่งตัวเด็กชายไลออนไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล และจะทำการเรียกตาเลี้ยงกับยายมาสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมาย
นอกจากนี้ทางเจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กฯ ระยอง จะได้พาเด็กชายไลออนไปพบนักจิตวิทยาเพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจ และประสานผู้อำนวยการโรงเรียนเรื่องการศึกษาต่อของเด็กชายไลออน ทั้งนี้มูลนิธิปวีณาฯ จะได้ติดตามความช่วยเหลือร่วมกับบ้านพักเด็กฯ ระยองต่อไป
ไม่มีใครยืนยันว่าการทำร้ายเด็กจะทำให้เขาหลาบจำ หรือทำให้เขาจดจำแผลนั้นเป็นตราบาปในชีวิต อย่าทำร้ายเพียงเพราะอารมณ์ จงใช้ความเข้าใจชโลมเข้าให้เย็น
Featured

ผวากันทั้งบ้าน “งูเห่า” นอนขดตัวใต้โถส้วม เข้ามาอยู่นานจนวางไข่ 10 ฟอง

งูเห่ายาวเมตรเศษๆ เข้าบ้านคุณตาวัย 93 ขดตัวอยู่ใต้โถส้วมนานจนวางไข่ 

(29 ก.ย.63) เมื่อเวลา 21.00 น. ศูนย์วิทยุ 191ตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ ได้รับแจ้งจาก นายขวัญมนัสกร อายุ 45 ปี พนักงานลูกจ้างโรงงานผลิต กล่องกระดาษ กล่องกระดาษสำเร็จรูป อยู่บ้านเลขที่ 44 หมู่ที่ 3 ถนนชาญสินธ์ ต.บึงกาฬ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ ว่าได้มีงูเห่าเข้ามาซ่อนตัวอยู่ในห้องน้ำเลื้อยเข้าไปซุกใต้โถส้วมแล้วหาไม่เจอ ขอให้แจ้งกู้ภัยมาช่วยจับไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติด้วย

เมื่อหน่วยกู้ภัยร่วมใจบึงกาฬ ได้รับแจ้งจึงได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่พร้อมอุปกรณ์จับงูจำนวน 6 นาย รีบออกไปปฏิบัติหน้าที่ทันที่ ที่บ้านรับแจ้งเป็นบ้าน 2 ชั้น ครึ่งปูนครึ่งไม้ส่วนที่ชั้นล่างมีห้องน้ำอยู่ในตัวซึ่งเป็นห้องนอนของ ร.ต.ต.พูน กักหมื่นไว อายุ 93 ปี และนอนอยู่ในห้องคนเดียว โดยเจ้าหน้าที่ได้ให้คุณตาเจ้าของห้องออกมานั่งรออยู่ด้านนอกห้องเสียก่อน เมื่อเปิดฝาปิดโถส้วมขึ้นก็ไม่พบว่ามีงูเห่าแต่อย่างใด

แต่เมื่อนำไฟฉายส่องเข้าไปด้านในใต้ฐานโถส้วมซึ่งมีช่องว่างอยู่จำนวนมากและกว้างด้วย พบงูเห่าขดซ่อนตัวอยู่อยู่ด้านในจริง จึงนำอุปกรณ์มาคล้องเพื่อจับงู แต่ก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากพื้นที่คับแคบมาก จึงตัดสินใจเรียกช่างมารื้อถอนโถส้วมออกจากจุดที่อับ พบว่ามีไข่งูเห่าอยู่กว่า 10 ฟอง แต่งูเห่ากลับหนีขึ้นไปซ่อนตัวในคอห่าน จึงได้ใช้สเปรย์ฉีดยุงฉีดพ่นเพื่อให้งูกลับออกไปที่เดิม และใช้ไม้แขวนเสื้อเขี่ยไล่ไปด้วย แต่สัญชาตญาณงูเห่าก็ไม่ยอมถอยไปง่ายๆ พร้อมกับพ่นพิษเสียงดังฟู่ๆ ใส่กู้ภัยตลอดเวลา เมื่อถูกสเปรย์ฉีกไล่ยุงนานเข้าทนไม่ได้จึงยอมถอยออกกลับไปทางเดิม จึงสามารถคล้องคอจับตัวได้ เป็นงูเห่าตัวไม่ใหญ่นักความยาววัดได้ 110 เซนติเมตร จึงจับลงถุงปุ๋ยเพื่อนำไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติต่อไป ท่ามกลางการโล่งอกของลูกหลานของ ร.ต.ต.พูน กักหมื่นไว ข้าราชการตำรวจบำนาญ โดยใช้เวลาปฏิบัติการประมาณ 30 นาที

ด้าน นางยุพา ชมชื่น อายุ 60 ปี ลูกสาว ร.ต.ต. ที่พบงูเป็นคนแรกเล่าว่า ขณะที่เดินเข้าไปในห้องน้ำ เพื่อนำเสื้อผ้าและผ้าเช็ดตัวไปเตรียมให้คุณพ่ออาบน้ำในตอนเช้า ก็พบเห็นงูเห่ากำลังเลื้อยเข้าไปซ่อนตัวใต้โถส้วม ด้วยความตกใจรีบปิดประตูห้องน้ำออกมาตั้งหลัก ก่อนที่จะเล่าให้น้องๆ ฟัง และได้แจ้งตำรวจให้กู้ภัยมาช่วยเหลือดังกล่าวจนจับตัวงูเห่าได้สำเร็จ จึงขอของคุณหน่วยกู้ภัยร่วมใจบึงกาฬด้วย ที่ทำให้มีความรู้สึกว่าปลอดภัย ทั้งคุณพ่อและลูกๆ ถ้าจับงูไม่ได้คืนนี้คงนอนไม่หลับแน่

Featured

พ่อค้าคู่รัก ไหว้ขอโทษ รปภ. ยันไม่มีเจตนาดูหมิ่นอาชีพ

ไม่มีเจตนาดูหมิ่นอาชีพ รปภ. พ่อค้าคู่รัก ไหว้ขอโทษ พร้อมจ่ายเงินค่าทำขวัญ 

กรณีคู่รักพ่อค้า ทำร้าย และดูหมิ่นการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานรักษาความปลอดภัย บริเวณอุทยานการอาชีพชัยพัฒนา ตรงข้ามร้านจำหน่าย ถุงห่อมะม่วง ถุงห่อผลไม้ ต.บ่อพลับ อ.เมือง จ.นครปฐม หลังทั้งคู่ไม่พอใจที่ถูกห้ามเข้าไปขายของในพื้นที่ ซึ่งเป็นไปตามกฎของอุทยานฯ ขณะที่คลิปดังกล่าวเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ และมีการแจ้งความดำเนินคดีไว้ที่ สภ.เมืองนครปฐม

ล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2563 เวลาประมาณ 18.26 น. แฟนเพจ “เลี๊ยบนิวส์ ข่าวภาค7ฯ” รายงานว่า พ่อค้าทั้ง 2 คน ได้เดินทางไปที่สภ.เมืองนครปฐม เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ขณะที่ผู้ก่อเหตุยกมือไหว้ กล่าวคำขอโทษ และสวมกอด รปภ.ที่ถูกทำร้าย

ทั้งนี้มีรายงานว่าผู้ก่อเหตุยอมจ่ายค่าทำขวัญเป็นเงิน 2,500 บาท ให้กับคู่กรณี ทั้ง 2 ฝ่ายไม่ติดใจเอาความต่อกัน โดยฝ่ายพ่อค้ายืนยันว่าตนไม่มีเจตนาดูหมิ่นอาชีพ รปภ.แต่อย่างใด แต่คำพูดจากในลักษณะดังกล่าว เกิดขึ้นเพราะอารมณ์โกรธเพียงเท่านั้น

Featured

อุกอาจ! มือปืนซ้อนมอเตอร์ไซค์ ยิงพ่อค้าเสื้อผ้าดับคาตลาดนัดอยุธยา แฟนสาวบาดเจ็บ

พันตำรวจโท พรนรินทร์ เปลื่องกระโทก สารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธร (สภ.) พระอินทร์ราชา จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลา 21.30 น. วานนี้ (21 ก.ย.) ว่ามีผู้ใช้ปืนยิงกันจนผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ภายในลานจอดรถ โรงงานผลิต ถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลท์ นวนคร หมู่ 6 ต.เชียงรากน้อย อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา

เมื่อเดินทางไปตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย พันตำรวจเอก เอนก พงษ์สวัสดิ์ ผู้กำกับสถานีตำรวจเดียวกัน เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน และเจ้าหน้าที่มูลนิธิพุทไธสวรรย์ ก็พบนายอิทธิโชค ปรางคลัง อายุ 33 ปี ชาว จ.ชัยนาท สภาพสวมใส่เสื้อยืดคอกลม และสวมกางเกงยีนส์ขายาวถูกยิงด้วยอาวุธปืน ขนาด 9 มิลลิเมตร ที่บริเวณกลางหลัง 3 นัด ท่อนแขนซ้าย 1 ที่บริเวณท้องอีก 1 นัด ทั้งยังพบปลอกกระสุนขนาด 9 มิลลิเมตร จำนวน 6 ปลอก ตกกระจายเกลื่อนใกล้ร่างผู้เสียชีวิต 

นอกจากนี้ยังพบว่ามีรถยนต์กระบะจำนวน 2 คัน ที่จอดอยู่ในลานจอดรถ ถูกกระสุนปืนได้ที่ตัวรถได้รับความเสียหายจำนวน 2 คัน

นางสาววราภรณ์ ทับบุรี อายุ 37 ปี พี่สาวของผู้เสียชีวิต ทราบว่าน้องชายมีอาชีพเป็นพ่อค้าขายเสื้อผ้าอยู่ที่ตลาดโรงเกลือแห่งนี้กับภรรยาที่คบหาอยู่กินกันมา 1 ปี ปกติจะมาตั้งขายของในช่วงบ่ายถึงช่วงค่ำของทุกวัน ขณะเกิดเหตุคาดว่าน้องชายและภรรยากำลังจะเดินกลับไปที่รถเพื่อกลับบ้าน ส่วนสาเหตุนั้นตนไม่ทราบเพราะน้องชายไม่เคยเล่าอะไรให้ฟัง

หนุ่มปริศนาขี่มอเตอร์ไซค์มาถามหาผู้เสียชีวิตตั้งแต่บ่าย

พยานรายหนึ่ง ทราบว่า ช่วงเวลาเกิดเหตุ พ่อค้าแม่ค้ากำลังเก็บของเก็บร้าน ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดจึงหันไปมอง พบผู้เสียชีวิตล้มลง จากนั้นเห็นรถจักรยานยนต์ฮอนด้า รุ่นพีซีเอ็กซ์ สีน้ำเงิน ผู้ขับขี่และซ้อนท้ายเป็นชายวัยรุ่นสวมเสื้อสีดำ ขับขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีออกไปด้วยความเร็ว มุ่งหน้าไปทางด้านหลังของตลาด

ส่วนพยานอีกรายหนึ่งให้ข้อมูลว่า ก่อนเกิดเหตุมีชายขับขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาสอบถามหา ผู้เสียชีวิตว่าขายของอยู่บริเวณตั้งแต่ช่วงบ่าย

ก่อนหน้านี้ผู้เสียชีวิตมีอาชีพซื้อขายรับเช่าพระเครื่อง และเพิ่งจะคบหากับผู้บาดเจ็บได้ประมาณ 5-6 เดือน ซึ่งมีอาชีพเป็นแม่ค้าขายเสื้อผ้าที่ตลาดแห่งนี้

คาดไม่เรื่องส่วนตัวก็ชู้สาว

เบื้องต้น ตำรวจสันนิษฐานว่า หลังจากที่ผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บเก็บร้านขายเสื้อผ้าเสร็จแล้ว ก็เดินเท้ามาที่จอดรถ ที่ห่างจากจุดขายของประมาณ 200 เมตร เพื่อขับรถไปขนของกลับที่พัก เมื่อมาถึงที่ลานจอดรถ คนร้ายน่าจะมาดักรอ แล้วลงมือก่อเหตุใช้ปืนยิง คาดว่าคนร้ายน่าจะมุ่งที่จะสังหาร นายอิทธิโชคมากกว่า ส่วนผู้บาดเจ็บถูกลูกหลงเข้าที่ขา

ตำรวจเผยต่อไปว่า สาเหตุน่าจะเกิดจากความแค้นส่วนตัว หรือขัดผลประโยชน์ และชู้สาว แต่ก็จะสอบสวนผู้บาดเจ็บอย่างละเอียดอีกครั้ง และติดตามหาพยานที่เห็นเหตุการณ์ พร้อมทั้งตรวจสอบ ภาพจากกล้องสงจรปิดตามจุดต่างๆ ของตลาดเพื่อติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป

Featured

อัยการมีมติเอกฉันท์สั่งฟ้อง “บอส อยู่วิทยา” ขับรถประมาท-เสพโคเคน

สำนักงานอัยการสูงสุด แถลงผลความคืบหน้าคดีบอส อยู่วิทยา คณะทำงานมีมติเอกฉันท์ให้สั่งฟ้อง 2 ข้อหา ขับรถโดยประมาทชนตำรวจเสียชีวิต และเสพโคเคน

วันนี้ (18 ก.ย.) สำนักงานอัยการสูงสุดเผยแพร่เอกสารแถลงความคืบหน้าการพิจารณาสั่งคดี นายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา ดังนี้ ตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดได้แถลงข่าว เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2563 เกี่ยวกับผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะทำงานตามคำสั่ง ที่ พิเศษ/2563 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2563 ซึ่งมีนายสมศักดิ์ ติยะวานิช รองอัยการสูงสุด เป็นหัวหน้าคณะทำงาน กรณีนายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด มีคำสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ผู้ต้องหา ในข้อหา ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนผู้อื่นถึงแก่ความตายบริเวณหน้าโรงงาน ซองไปรษณีย์พลาสติก ถุงไปรษณีย์พลาสติก

และต่อมา พลตำรวจโทเพิ่มพูน ชิดชอบ รอง ผบ.ตร. ไม่แย้งคำสั่งดังกล่าว เป็นผลให้คำสั่งไม่ฟ้องเสร็จเด็ดขาด ตาม ป.วิอาญา มาตรา 145/1 ซึ่งคณะทำงานที่มีนายสมศักดิ์ ติยะวานิช รองอัยการสูงสุด เป็นหัวหน้าคณะทำงานได้เสนอความเห็นไปยังอัยการสูงสุดว่า แม้คดีดังกล่าวจะมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องแล้ว แต่ปรากฏข้อเท็จจริงทางคดีว่าผู้ต้องหาได้เสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 (โคคาอีน) ด้วย แต่ยังไม่มีการดำเนินคดีใด ๆ กับผู้ต้องหาเกี่ยวกับการเสพยาเสพติดดังกล่าว

อีกทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงซึ่งอาจเป็นพยานหลักฐานใหม่และเป็นพยานสำคัญ ที่จะพิสูจน์ให้ศาลลงโทษผู้ต้องหาได้ ซึ่งอัยการสูงสุดได้พิจารณาแล้วเห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะทำงานดังกล่าว พร้อมกับได้มีคำสั่งที่ 1400/2563 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2563 ตั้งคณะทำงานพิจารณาสำนวนคดีดังกล่าว ตาม ป.วิอาญามาตรา 147 โดยมี นายอิทธิพร แก้วทิพย์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา เป็นหัวหน้าคณะทำงาน นายชาญชัย ชลานนท์นิวัฒน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา นายอุทัย สังขจร เลขานุการรองอัยการสูงสุด นายประยุทธ เพชรคุณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 นายนรา เขมอุดลวิทย์ เลขานุการผู้ตรวจการอัยการ เป็นคณะทำงาน

ต่อมาเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 คณะทำงาน ได้ร่วมกันพิจารณาสำนวน และบันทึกความเห็นของคณะทำงานตามคำสั่งที่ พิเศษ/2563 ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ได้มีคำสั่งให้พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ทำการสอบสวนเพิ่มเติมหลายประเด็น และต่อมา ในวันที่ 31 สิงหาคม 2563 และวันที่ 9 กันยายน 2563 พนักงานสอบสวนได้ส่งผลการสอบสวนเพิ่มเติมจนครบถ้วนแล้วครั้น

ต่อมาในวันนี้ (วันที่ 18 กันยายน 2563) คณะทำงานได้ร่วมกันพิจารณาสำนวนพร้อมผลสอบสวนเพิ่มเติมทั้งหมดแล้วมีความเห็นโดยเอกฉันท์ ดังนี้

  1. คดีปรากฏพยานหลักฐานใหม่และเป็นพยานสำคัญแก่คดีซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหาได้จึงสั่งฟ้องนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ผู้ต้องหา ในข้อหาขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้เฉี่ยวชนผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ป.อาญา มาตรา 291 โดยแจ้งให้พนักงานสอบสวนนำตัวนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา มาเพื่อฟ้องต่อไป
  2. คดีมีพยานหลักฐานทั้งปรากฏในสำนวนอยู่เดิมและได้จากการสอบสวนเพิ่มเติม แน่นแฟ้น มั่นคง ว่าขณะเกิดเหตุ ผู้ต้องหา เสพโคเคนอันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 จึงเห็นควรสั่งฟ้องนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ผู้ต้องหา ในข้อหา เสพยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ 2 (โคเคนหรือโคคาอีน) โดยผิดกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 58 , 91

Featured

หนุ่ม 18 ซิ่งมอเตอร์ไซค์ช่องทางด่วน ชนท้ายเก๋ง ร่างกระเด็นถูกรถบรรทุกเหยียบ ดับสลด

เมื่อเวลา 13.40 น.วันที่ 15 กันยายน 2563 พ.ต.ต.ชุมพล ทรงงาม สว.สอบสวน สภ.คลองหลวง รับแจ้งมีอุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์ชนท้ายรถเก๋ง ถูกรถบรรทุก ถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลท์ ที่ตามมาทับซ้ำ มีผู้เสียชีวิต ที่เกิดเหตุ ถนนพหลโยธินขาเข้า กทม. ช่องทางด่วน หน้าบ้านสวนปาล์ม ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี หลังรับแจ้งจึงรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วยอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง อาสาหงสกุล

ที่เกิดเหตุพบรถบรรทุกหกล้อยี่ห้อ ฮีโน่ สีขาว จอดอยู่ช่องทางซ้าย โดยที่ล้อหลังฝั่งขวาทับร่าง นายชินวัฒน์ อายุ 18 ปี ผู้ขับขี่ รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่า รุ่น สปาร์ค นาโน สีน้ำตาล จนเสียชีวิต ข้างกันพบรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อ MG สีขาว ซึ่งมีร่องรอยการชนที่ท้ายรถ จนได้รับความเสียหายจอดอยู่กลางถนน

นายสายันต์ อายุ 45 ปี คนขับรถบรรทุกหกล้อ ให้การว่า ตนเองขับรถบรรทุกเศษเหล็กกลึง จาก จ.สระบุรี เพื่อจะไปส่งที่พระราม 5 เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ ตนเองวิ่งอยู่เลนกลาง พบรถรถจักรยานยนต์ขับมาด้วยความเร็ว โดยที่ขณะนั้นรถยนต์ด้านหน้าชะลอความเร็ว ก่อนที่รถจักรยานยนต์จะชนรถเก๋งที่อยู่ช่องขวาจนล้มลง ร่างผู้ขับขี่กระเด็นมาทางรถตนเอง ตนจึงหักหลบไปทางเลนซ้ายแต่ไม่ทัน เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก ทำให้ล้อหลังฝั่งขวาทับร่างผู้ขับขี่จักรยานยนต์จนเสียชีวิต

ทางด้าน พ.ต.ต.ชุมพล ทรงงาม สว.สอบสวน สภ.คลองหลวง เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ สอบปากคำผู้ขับขี่ เบื้องต้นบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน ให้อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำร่างผู้เสียชีวิตส่ง ร.พ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เพื่อรอญาติรับศพกลับไปบำเพ็ญกุศลทางศาสนาต่อไป

Featured

จับต่างด้าวกัมพูชาลักลอบเข้าไทย 23 คน ซ่อนตัวในป่ารอยต่อชายแดนสระแก้ว

ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติ ตร. จับต่างด้าวกัมพูชาลักลอบเข้าไทย 23 คน มีทั้งผู้ชายผู้หญิงและเด็ก

(9 ก.ย.63) พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร และ พล.ต.อ ณัฐธร เพาะสุนทร ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. สั่งการให้ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย หรือ ศปชก.ตร. โดย พล.ต.ท.ชยพล ฉัตรชัยเดช ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. พล.ต.ต ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบก.ทว. พล.ต.ต พันธนะ นุชนารถ ผบก.ขส.บช.ปส. กวาดล้างจับกุมบุคคลต่างด้าวชาวกัมพูชา ที่ลักลอบเข้าประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณเขตรอยต่อจังหวัดสระแก้ว 

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2563 เวลาประมาณ 05.00 น. ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติฯ ทราบว่าแรงงานต่างด้าวได้ลักลอบเข้ามาผ่านช่องทางธรรมชาติ บริเวณหน้าวัดหน้างามเขตติดต่อตาพระยา จ.สระแก้ว และหลบซ่อนตัวในป่าบริเวณดังกล่าว ต่อมาเวลา 18.00 น. ได้มีรถยนต์กระบะ 2 คัน รับกลุ่มคนดังกล่าวและสัมภาระเดินทางเข้ามา บริเวณพื้นที่ตอนใน จนกระทั่งมาถึงบริเวณป่ายูคาลิปตัส เขาหินซ้อน ต.เกาะขนุน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา และรถยนต์กระบะ 2 คันได้ทิ้งกลุ่มคนต่างด้าวให้หลบซ่อนตัวในบริเวณดังกล่าวแล้วหลบหนีไป

จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงได้ ติดตามค้นหาจึงพบกลุ่มบุคคลต่างด้าวดังกล่าวหลบซ่อนตัวอยู่ เป็นชาย 13 คน หญิง 9 คน และเด็กชาย 1 คน จากการสอบถามทราบว่าจะมีผู้มารับต่างด้าวกัมพูชา ในวันที่ 9 กันยายน 2563 เวลาประมาณ 08.00 น. เพื่อนำไปส่งให้กับนายจ้าง โรงงานผลิต ถุงแก้วฝากาว ถุงแก้วแถบกาว ซึ่งชุดสืบสวนจึงได้จัดกำลัง เพื่อสังเกตการณ์ แต่ไม่พบกลุ่มบุคคลที่จะมารับ จึงได้ทำการควบคุมตัวชาวกัมพูชาทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เขาหินซ้อน เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย และได้ประสานสาธารณสุขจังหวัดมาทำการสอบสวนโรคกลุ่มคนต่างด้าวดังกล่าวต่อไป