shadow

กระบะร่วงดับอีกศพ! กู้ภัยเล่าเพิ่งมาเก็บศพจมน้ำตายตรงนี้ ซ้ำเกิดปีเดียวกัน

กระบะร่วงดับอีกศพ! กู้ภัยเล่าเพิ่งมาเก็บศพจมน้ำตายตรงนี้ ซ้ำเกิดปีเดียวกัน

กระบะพุ่งลงหนองน้ำ หนุ่มดับแม่รู้ข่าวร้ายช็อก สงสัยโรคประจำตัวกำเริบ ขณะที่กู้ภัย เล่าเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อนเพิ่งมาเก็บศพคนจมน้ำตาย เกิดพ.ศ.เดียวกันเลย ชาวบ้านเชื่ออาจเป็นตัวตายตัวแทนกันก็ได้

เมื่อเวลา 18.20 น. วันที่ 3 ก.ย.2564 ร.ต.อ.กิตติกวินทร์ อุมาฐิติพงศ์ รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.หนองหาน จ.อุดรธานี รับแจ้งเหตุรถกระบะเสียหลักตกหนองน้ำห้วยหิน บ้านโคกสว่างนาดี หน้าร้านค้าขายกล่องพัสดุ กล่องไปรษณีย์ ต.โพนงาม อ.หนองหาน จ.อุดรธานี มีผู้เสียชีวิตจึงรุดไปตรวยสอบพร้อมหน่วยกู้ภัยส่งเสริมธรรม จุดหนองหาน และหน่วยกู้ภัยสว่างเมธาธรรม จุดโพนงามศรีทรงธรรม

ที่เกิดเหตุ พบรถยนต์กระบะฟอร์ด สีดำ ทะเบียน ผน 3744 อุดรธานี จมน้ำเกือบมิดอยู่ในหนอง ภายในรถพบศพชายคนขับ อายุ 43 ปี บ้านอยู่ ต.สุมเส้า อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี ระหว่างนั้นมารดามาถึงที่เกิดเหตุด้วยอาการยังช็อก พร้อมระบุ ลูกมีอาชีพเกี่ยวกับการตกแต่งบ้านอยู่ในตัวเมืองอุดรธานี แต่จะแวะเวียนมาเยี่ยมพ่อ-แม่ตลอดโดยใช้เส้นทางนี้ ลูกมีโรคประจำตัวเป็นโรคหอบหืดอาจจะอาการกำเริบขณะขับรถทำให้รถเสียหลักตกลงหนองน้ำ

 ตัวตายตัวแทน

ส่วนหน่วยกู้ภัย ระบุ เมื่อ 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเหตุคนจมน้ำเสียชีวิตเกือบเป็นจุดเดียวกันกับวันนี้ และ ผู้ตายทั้ง 2 คนยังเกิดพ.ศ.เดียวกัน ซึ่งเมื่อชาวบ้านได้ยินจึงเชื่ออาจจะเป็นตัวตายตัวแทนกันก็ได้ จากนั้นเจ้าหน้าที่นำศพส่งรพ. พร้อมสอบสวนดำเนินการตามกฎหมาย ก่อนให้ครอบครัวรับศพกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

เคสนี้มีแต่รอยยิ้ม! ป้าวรรณาหายแล้ว อายุ 67 หนัก 230 ก.ก.ป่วยโควิดกลับถึงบ้าน

เคสนี้มีแต่รอยยิ้ม! ป้าวรรณาหายแล้ว อายุ 67 หนัก 230 ก.ก.ป่วยโควิดกลับถึงบ้าน

ป้าวรรณา หายป่วยโควิดแล้ว อายุ 67 น้ำหนัก 230 กิโลกรัม ทีมมูลนิธิสยามนนทบุรี เข้าช่วยตั้งแต่รับตัวออกจากบ้านส่งศูนย์พักคอยของแขวงทางหลวง จนกระทั่งวันนี้ได้กลับบ้าน ท่ามกลางความดีใจของทุกคน

เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 31 ส.ค.2564 ที่ศูนย์พักคอยของแขวงทางหลวงกรุงเทพ ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงสนามบิน เขตดอนเมือง หน้าโรงงานผลิตตัวตัดเทป ที่ตัดเทป เจ้าหน้าที่มูลนิธิสยามนนทบุรี พร้อมด้วย ทีมงานอาสาดุสิต ร่วมกันนำกำลังเจ้าหน้าที่กู้ภัยนับ 10 คน เข้าให้การช่วยเหลือ นางวรรณา อายุ 67 ปี ซึ่งมีน้ำหนักกว่า 230 กิโลกรัม กลับที่พักหลังติดเชื้อโควิด-19 แล้วรักษาตัวจนหายป่วย

ป้าวรรณ

สำหรับการเคลื่อนย้ายครั้งนี้ ทีมเจ้าหน้าที่ต้องใช้เปลตระกล้า หรือ Basket Stretcher ซึ่งมีความแข็งแรงมาใช้โดยทีมเจ้าหน้าที่กว่า 10 คนออกแรงช่วยกันยกคุณป้าขึ้นรถตู้ที่เตรียมไว้ก่อนพามายังบ้านพักซึ่งห่างกันไม่มาก เมื่อมาถึงก็ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก เนื่องจากบ้านพักเป็นบ้านไม้และก่อสร้างมานาน ประกอบกับจุดที่จะต้องพาคุณป้าขึ้นไปนั้นอยู่ชั้น 2 ของตัวบ้าน และด้วยน้ำหนักตัวของคุณป้ารวมทั้งผู้ที่เข้าช่วยเหลือรวมกันแล้ว เกรงว่าบันไดจะรับไม่ไหว แต่ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปด้วยดีท่ามกลางความดีใจของทุกคน

ป้าวรรณ

นายไพรัช สูดธูป กรรมการบริหารมูลนิธิสยามนนทบุรี เปิดเผยว่า สำหรับเคสนี้มูลนิธิสยามนนทบุรี ได้รับการประสานงานจากทีมงานอาสาดุสิต ให้มาช่วยเคลื่อนย้ายคุณป้าป่วยติดเชื้อโควิด ที่มีน้ำหนักกว่า 230 กิโลกรัม ลงมาจากที่พักเพื่อรอรับการรักษาตัวที่ศูนย์พักคอยของแขวงทางหลวงกรุงเทพ ซึ่งในครั้งนั้นก็ปฏิบัติการได้สำเร็จ

ป้าวรรณา

” ที่ผ่านมาก็มีการช่วยเหลือนำเครื่องผลิตออกซิเจนมาให้ใช้จนวันนี้คุณป้าหายป่วย ก็ได้รับการประสานงานมาอีกครั้งเพื่อพาคุณป้ากลับที่พัก การทำงานถือว่าไม่ได้มีอุปสรรคอะไรเนื่องจากก่อนหน้าได้มีการวางแผนและเตรียมอุปกรณ์ไว้แล้ว อย่างไรก็ตามมูลนิธิสยามนนทบุรี รู้สึกดีใจที่ได้ช่วยเหลือคุณป้าตั้งแต่เริ่มต้นจนคุณป้าหายป่วย “

ศาลพิพากษาประหารชีวิตชายคลุ้มคลั่ง ไล่แทงชาวบ้านกลางเมืองอุดรธานี

ศาลพิพากษาประหารชีวิตชายคลุ้มคลั่ง ไล่แทงชาวบ้านกลางเมืองอุดรธานี

อีกคดีสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา กลางเมืองอุดรธานี บริหน้าหน้าร้านจำหน่าย กล่องเบเกอร์รี่ กล่องเค้ก เมื่อมีชายคลุ้มคลั่งไล่แทงชาวบ้านอย่างอุกอาจ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 2 คน และบาดเจ็บอีกหลายคน กระทั่งถูกจับตัวได้ ล่าสุด ศาลจังหวัดอุดรธานีพิพากษาประหารชีวิต

โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2563 นายอิธิพล อิ่มผึ่ง อายุ 31 ปี เกิดคลุ้มคลั่งใช้อาวุธมีดไล่ทำร้ายผู้คนตามถนน ในพื้นที่เขตเทศบาลนครอุดรธานี ซึ่งในวันเกิดเหตุ ทำให้ “น้องจูน” อายุ 22 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ว่าที่เกียรตินิยมอันดับ 2 และ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 อายุ 16 ปี เสียชีวิต นอกจากนี้ ยังมีผู้บาดเจ็บอีก 6 คน กระทั่งถูกจับกุมตัวได้

ล่าสุด เมื่อวานนี้ ศาลจังหวัดอุดรธานี ได้อ่านคำพิพากษาผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ขณะที่ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำกลางอุดรธานี โดยจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และ 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม เป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น “ให้ประหารชีวิต” ทั้งสองกระทง ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น “ให้จำคุกตลอดชีวิต” ทั้งหกกระทง ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผย หรือโดยไม่มีเหตุสมควร ให้ปรับ 1,000 บาท เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว “ให้ประหารชีวิต” และปรับ 1,000 บาท

ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์แล้วว่า ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยเป็นไปโดยอุกอาจ โดยแทงผู้บริสุทธิ์ถึง 8 คน บริเวณกลางถนน และเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมทารุณ อำมหิตผิดมนุษย์ ไร้มนุษยธรรม ไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง แม้จำเลยจะรับสารภาพ แต่ก็มิได้เกิดจากการสำนึกผิด แต่เป็นเพราะจำนนต่อหลักฐาน ไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ไม่มีเหตุบรรเทาโทษ ที่สมควรจะลดโทษให้จำเลย จึงตัดสินให้ “ประหารชีวิต”

หลังศาลอ่านคำพิพากษา ทีมสนามข่าว 7 สี ลงพื้นที่พบกับพ่อและแม่ของ “น้องจูน” หนึ่งในผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ ซึ่งทางครอบครัวได้นำดอกไม้ และอาหารคาวหวาน มาตั้งไว้ที่หน้าเจดีย์บรรจุอัฐิของ “น้องจูน” พร้อมกับจุดธูปบอกว่า ศาลพิพากษาประหารชีวิตคนที่ทำร้าย “น้องจูน” แล้ว ก่อนจะเปิดใจว่า พอใจกับคำตัดสินลงโทษ แต่จนถึงทุกวันนี้ ทั้งพ่อและแม่ก็ยังเสียใจ และทำใจไม่ได้ที่ต้องพลัดพรากลูกสาวที่เป็นแก้วตาดวงใจไปตลอดชีวิต และขอให้เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ไปเกิดกับครอบครัวใครอีก

ตาวัย 81 ป่วยอัลไซเมอร์ หายตัวจากบ้าน พบอีกทีเป็นศพ จมแม่น้ำวัง

ตาวัย 81 ป่วยอัลไซเมอร์ หายตัวจากบ้าน พบอีกทีเป็นศพ จมแม่น้ำวัง

ญาติร้อนใจ วอนตำรวจช่วยหา คุณตาวัย 81 ปี ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ หายตัวจากบ้านไป 2 วัน คาดอาจจมน้ำ กู้ภัยงมหา 3 ชม. เจอร่างสุดสลด

เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2564 ตำรวจสภ.สบปราบ จ.ลำปาง ได้รับเเจ้งจาก ผู้ใหญ่บ้านนาปราบ ต.นายาง อ.สบปราบ มีประชาชนสูญหาย ตั้งแต่วันที่ 23 ส.ค.2564 ทางญาติสงสัยว่าผู้สูญหายอาจตกน้ำ บริเวณหลังโรงงานผลิตถุงซิปล็อค ถุงซิปล็อคใส่เสื้อผ้า จึงได้ประสานสมาคมกู้ภัยลำปางจุดสบปราบ ชุดปฏิบัติการค้นหากู้ภัยใต้น้ำนทีลำปาง สมาคมกู้ภัยลำปาง กู้ชีพ รพ.สบปราบ พร้อมกำลังตำรวจชุดสายตรวจ สภ.สบปราบ รุดไปตรวจสอบ

ชุดปฏิบัติการค้นหากู้ภัยใต้น้ำนทีลำปาง เพื่อทำการค้นหาผู้สูญหาย ตามจุดที่ได้รับแจ้ง ค้นหาตามแม่น้ำวังจากจุดเริ่มต้นใช้เวลาค้นหาเกือบ 3 ชั่วโมง จึงพบศพผู้สูญหายห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 10 กม. ติดอยู่ในพงหญ้ากลางแม่น้ำวัง

จากการสอบสวนญาติและชาวบ้านทราบว่า ผู้หายไปดังกล่าวคือนายเลย ต๊ะปัญญา อายุ 81 ปี หายออกจากบ้านเมื่อช่วงเช้าวันที่ 23 ส.ค. 64 แต่ญาติได้ตามหาจนพบตัวและได้หายออกจากบ้านอีกครั้งเมื่อประมาณเวลา 13:00 น. และพบตัวครั้งสุดท้ายประมาณ เวลา 17:30 น. บนเกาะทรายกลางแม่น้ำวังเขตบ้านไร่

ผู้ตายมีโรคประจำตัวอัลไซเมอร์ มีประวัติเคยหายตัวไปเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว จึงได้ทำการนำร่างผู้เสียชีวิตขึ้นฝั่งและเจ้าหน้าที่ร่วมทำการชันสูตรพลิกศพ ก่อนส่งไปชันสูตรที่แผนกนิติเวช รพ.สบปราบ และตำรวจสภ.สบปราบ จะได้สอบสวนสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

คุณตาดวงซวย โดนสุนัขรุมขย้ำแขนเหวอะ จนต้องตัดทิ้งเพื่อรักษาชีวิต

เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 64 เจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างเหตุบ้านทุ่งเหียง พนัสนิคม ได้ทำการเข้าช่วยเหลือนายเจือ กิติรุจิระกุล อายุ 79 ปี  ที่ถูกสุนัขรุมกัดจนแขนทั้งสองข้างเป็นแผลฉกรรจ์ นำตัวมาทำแผลที่บ้านของนายเจือ ในพื้นที่ ต.ทุ่งขวาง อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงงานผลิต ถุงฝาเกลียว ซองฝาเกลียว ที่โดนสุนัขกัด ก่อนนำส่งโรงพยาบาลพนัสนิคม และต่อมาถูกนำตัวส่งรักษาโรงพยาบาลชลบุรี

ความคืบหน้ากรณีดังกล่าว ในวันนี้ (20 ส.ค. 64) ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปยังบ้านของผู้ได้รับบาดเจ็บ พบว่า บ้านถูกปิดไม่มีใครอยู่ และได้ทราบว่า คุณลุงเคี้ยง ที่ชาวบ้านมักเรียกกันติดปาก ได้พักอาศัยอยู่เพียงลำพังคนเดียว มักจะชอบเก็บผัก ผลไม้ ที่ได้ปลูกไว้ นำไปแจกจ่ายในกับเพื่อนบ้านข้างเคียง พอตัวเองโดนสุนัขกัด จึงทำให้ไม่มีใครอยู่บ้าน

จากการลงพื้นที่ในที่เกิดเหตุ ยังพบมีร่องรอยของเลือดพื้น โดยได้พบกับ น.ส.กรกร สิทธิกุล อายุ 23 ปี และ น.ส.ณัฐณัญญา สิทธิกุล อายุ 29 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของบ้าน ได้พาไปดูสุนัขพันธุ์ไทย หลังอาน ที่ได้ขังไว้จำนวน 4 ตัว มีเจ้าเต้าหู้ เจ้าไข่เจียว เพศผู้ และ ไข่หวาน พะโล้ เป็นเพศเมีย ได้ส่งเสียงเห่าดัง หลังพบว่ามีคนแปลกหน้าเข้ามา

โดยทั้งคู่เล่าว่า วันเกิดเหตุทาแม่ของพวกตน ได้ไปบ้านผู้ได้รับบาดเจ็บ เพื่อจะไปขอเก็บมะนาวในช่วงเย็น เนื่องจากมีความสนิทคุ้นเคยกันแล้วก็ไปทำงาน  แต่คาดว่าทางลุงเคี้ยง หวังดีจึงเก็บให้เองแล้วปั่นจักรยานเอามาให้ด้วยตนเอง ระหว่างนั้นคงได้ใช้มือวางขอบรั้วเพื่อจะหย่อนถุงมะนาวลงไปด้านใน ไม่ทันระวังว่ามีสุนัขปล่อยอยู่ จึงคิดว่าเจ้าเต้าหู้เข้ามากัดเป็นตัวแรกและมีตัวอื่นเข้ามารุมกัดทีหลัง ซึ่งก็พร้อมจะรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากนี้คงจะมีการนำป้ายไปติดว่า “หมาดุ”

ขณะที่ทางนายเจริญ อภิชิตพงศ์ชัย อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 10 ตำบลทุ่งขวาง ผู้มาพบเป็นคนแรก เล่าว่า ได้ยินเสียสุนัขเห่าดังมากจึงได้เดินมาดู เมื่อมาถึงเห็นเจ้าเต้าหู้ สุนัขสีขาว ได้ใช้ปากงับและเย่อแขนขวาลุงเคี้ยงที่ติดกับลูกกรงรั้วอยู่ มีเลือดไหลเป็นจำนวนมาก จึงได้เข้าไปช่วยเหลือ โดยการใช้ไม้ไล่หมาจนยอมปล่อยแขน แล้วลุงเคี้ยงก็ดึงมือของตัวเองออก จากนั้นก็ได้แจ้งให้กู้ภัยมาช่วยเหลือ

ด้านนายบันลือ แซ่เล้า กู้ภัยที่เข้ามาช่วยเหลือ เล่าว่า พอมาถึงพบว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บแขนทั้งสองข้างมีแผลฉกรรจ์ จึงนำตัวไปทำแผลที่บ้านของผู้ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งอยู่ห่างที่เกิดเหตุประมาณ 500 เมตร ก่อนประสานให้รถกู้ชีพพนัสนิคมมารับ และมาทราบภายหลังถูกส่งไปโรงพยาบาลชลบุรี เพื่อทำการตัดแขนขวาออก ที่ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว

โดนซัดทอด รวบ ‘เจน โคราช’ หัวหน้าแก๊งปลอมลอตเตอรี่ หลอกขึ้นเงินรางวัล

โดนซัดทอด รวบ 'เจน โคราช' หัวหน้าแก๊งปลอมลอตเตอรี่ หลอกขึ้นเงินรางวัล

รวบ ‘เจน โคราช’ หัวโจกแก๊งปลอมลอตเตอรี่ หลอกขึ้นเงินรางวัล สวมรอยใช้บัตรประชาชนคนอื่น พบมีหมายจับติดตัวอื้อ นำพวกตระเวนก่อเหตุหลายพื้นที่

เมื่อวันที่ 18 ส.ค.64 ที่กองบังคับการปราบปราม พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม ผบก.ป.สั่งการให้พ.ต.อ.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.วิวัฒน์ จิตโสภากุล ผกก.3 บก.ป.พ.ต.ท.เอนก บุญตา สว.กก.3 บก.ป.นำกำลังจับกุม นายธนชาติ จงจิตร์กลาง อายุ 43 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดหล่มสักที่ 36/2564 ลงวันที่ 10 มี.ค.64 ข้อหา “ร่วมกัน ปลอมเอกสารสิทธิ, ร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม ,ขโมยถุงฝาเกลียว ซองฝาเกลียว และร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์” และยังมีหมายจับคดีลักษณะเดียวกันของศาลจังหวัดต่างๆ รวม 6 หมาย ได้ที่บริเวณหน้าตลาดอ.เมืองปราจีนบุรี

ทั้งนี้สืบเนื่องจากได้จับกุมผู้ต้องหาแก๊งปลอมลอตเตอรี่ ตระเวนขึ้นเงินที่ จ.เพชรบูรณ์ โดยใช้บัตรประชาชนของผู้อื่น ผู้ต้องหาให้การซัดทอดว่า นำลอตเตอรี่ปลอมดังกล่าวมาจาก นายธนชาติ หรือ “เจน โคราช” ผู้ต้องหารายนี้ ซึ่งเป็นหัวหน้าแก๊ง คอยบงการให้พวกตนนำลอตเตอรี่ปลอมไปขึ้นเงินแล้วนำมาแบ่งกัน

ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม จึงสอบสวนขยายผล เพราะเชื่อว่ากลุ่มคนร้ายเป็นขบวนการใหญ่ทำงานกันเป็นทีม ส่วนใหญ่จะรู้จักกันตั้งแต่รับโทษอยู่ในเรือนจำ หลังพ้นโทษออกมาจึงรวมตัวกันก่อเหตุอีก จนทราบว่านายธนชาติ หนีมาหลบซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่จ.ปราจีนบุรี จึงเข้าจับกุมตัวได้ดังกล่าว

สอบสวน นายธนชาติ ให้การรับสารภาพ จากการตรวจสอบประวัติ พบว่าเมื่อปี 2560 ผู้ต้องหาไปก่อเหตุที่จ.ปทุมธานี สุดท้ายถูกจับกุมต้องรับโทษจำคุก หลังพ้นโทษก็ออกมาก่อเหตุลักษณะเดียวกันเรื่อยมา นอกจากนี้ นายธนชาติก็เคยอยู่ในแก๊งเดียวกันกับน.ส.นงเยาว์ จงจิตร์กลาง พี่สาว ซึ่งถูกกองปราบจับกุมไปเมื่อปี 2562 ขณะนี้ยังต้องโทษอยู่ในเรือนจำจ.กาญจนบุรี อีกด้วย จึงส่งตัวผู้ต้องหาให้สภ.หล่มสัก ดำเนินคดีต่อไป

รู้ตัวแล้ว ชายทำร้ายบุรุษพยาบาล ชกจนดั้งหักแล้วหลบหนี

รู้ตัวแล้ว ชายทำร้ายบุรุษพยาบาล ชกจนดั้งหักแล้วหลบหนี

บุรุษพยาบาล สุดงง เดินออกไปซื้ออาหารฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาลฯ ถูกวัยรุ่นที่ขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาทำร้ายร่างกาย ชกจนดั้งหักแล้วหลบหนี

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบริเวณริมถนนอู่ทอง หน้าร้านจำหน่าย เทปใส เทปกาว แห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้เสียหาย คือ ชายอายุ 27 ปี เป็นบุรุษพยาบาลของโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา เขาเล่าว่า วันเกิดเหตุ 14 สิงหาคม เวลา 18.30 น. เป็นช่วงเวลาพักเวรจึงเดินออกไปซื้ออาหารกับเพื่อนที่ร้านสะดวกซื้อ ตอนนั้นเพื่อนอยู่ในร้าน ส่วนตัวผู้เสียหายเดินออกมายืนรอหน้าร้าน กำลังยืนคุยโทรศัพท์ หันหน้าเข้าร้านสะดวกซื้อ จังหวะนั้นมีวัยรุ่นขี่รถจักรยานยนต์มาจอดพอดี และจู่ ๆ วัยรุ่นคนดังกล่าวก็พุ่งเข้ามาทำร้ายร่างกายทันที กระนำชกต่อยเข้าที่ใบหน้าของผู้เสียหายอย่างแรงจนเลือดกำเดาออก พอก่อเหตุเสร็จก็ขี่รถหลบหนี วินาทีนั้นพยายามตั้งสติ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มาถ่ายรูปคนที่ก่อเหตุไว้ได้พอดี

ส่วนสาเหตุที่ถูกทำร้ายผู้เสียหายบอกไม่รู้จริง ๆ เพราะไม่เคยไปมีเรื่องกับใคร และอยากจะถามชายที่ก่อเหตุว่ามาทำร้ายเขาทำไม

ผู้กำกับการ สภ.พระนครศรีอยุธยา ระบุว่า คดีนี้ผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความกับตำรวจไว้แล้ว หลังจากนี้จะเร่งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด แต่เบื้องต้นจากภาพถ่ายที่ผู้เสียหายถ่ายไว้ได้ เบื้องต้นตำรวจทราบแล้วว่าเป็นวัยรุ่นที่อยู่ในพื้นที่ตำบลสระบัว ตอนนี้รอให้ผู้เสียหายมาชี้รูปถ่ายยืนยัน ก่อนพนักงานสอบสวนจะออกหมายเรียกวัยรุ่นชายคนดังกล่าวมาสอบสวน

ส่วนสาเหตุตำรวจยังไม่สรุป แต่มูลเหตุก็เกิดได้จากหลายปัจจัย อาจจะเกิดจากการกระทบกระทั่งกันระหว่างปฏิบัติหน้าที่ หรืออาจจะเป็นเหตุซึ่งหน้าก็เป็นได้ ต้องรอความชัดเจนทางคดีอีกครั้ง

“คาเธ่ย์ แปซิฟิค” ไฟลต์ปฐมฤกษ์เข้า “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” ททท.ชี้เหตุฆาตกรรมยังไม่กระทบ

"คาเธ่ย์ แปซิฟิค" ไฟลต์ปฐมฤกษ์เข้า "ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์" ททท.ชี้เหตุฆาตกรรมยังไม่กระทบ

ภูเก็ต ต้อนรับ “คาเธ่ย์ แปซิฟิค” ไฟลต์ปฐมฤกษ์ นำนักท่องเที่ยว 150 คน เข้า “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” ททท.ชี้เหตุฆาตกรรมยังไม่กระทบ

เมื่อเวลา 10.40 น. วันที่ 10 ส.ค. 2564 ที่บริเวณประตูทางออกขึ้นเครื่องหมายเลข 11 หลังโรงงานถุงคุกกี้ฝากาว ถุงสบู่ อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานภูเก็ต อ.ถลาง จ.ภูเก็ต เรืออากาศตรีธานี ช่วงชู ผู้อำนวยการท่าอากาศยานภูเก็ต พร้อมด้วยผู้บริหาร พนักงานท่าอากาศยานภูเก็ต น.ส.นันทาศิริ รณศิริ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานภูเก็ต และนายอมรศักดิ์ รุ่งเรืองศรี นายสถานีภูเก็ต บริษัท คาเธ่ย์ แปซิฟิค แอร์เวย์ จํากัด

ร่วมกันให้การต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์สายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิค เที่ยวบินที่ CX771 เส้นทางการบิน HKG-HKT ซึ่งเป็นเที่ยวบินที่นำนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามายัง จ.ภูเก็ต ในโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ และนับเป็นเที่ยวบินแรกของสายการบินดังกล่าวที่นำนักท่องเที่ยวเข้ามายังจังหวัดภูเก็ต ทั้งนี้ เมื่อเครื่องบินเข้ามายังลานจอด มีการต้อนรับด้วยการฉีดอุโมงค์น้ำด้วย

น.ส.นันทาศิริ กล่าวว่า สำหรับเที่ยวบินดังกล่าวถือเป็นเที่ยวบินปฐมฤกษ์ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยเดินทางเข้าภูเก็ตมาก่อน และนำนักท่องเที่ยวเข้ามาภายใต้โครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ จำนวน 150 คน ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวระยะไกล ทั้งจากสหรัฐอเมริกา แคนาดา และยุโรป หลังจากนี้สายการบินดังกล่าวจะเข้ามายังจังหวัดภูเก็ตสัปดาห์ละ 1 เที่ยวบินในทุกวันอังคาร เป็นการแสดงให้เห็นว่าแม้จะมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่นักท่องเที่ยวยังคงเดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

น.ส.นันทาศิริ กล่าวต่อว่า ส่วนเหตุการณ์ทำร้ายนักท่องเที่ยวจนเสียชีวิต ขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบกับการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวภายใต้โครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ แต่หลังจากนี้คงต้องมีการประเมินกันอีกครั้งว่าเป็นอย่างไร ปัจจุบันสายการบินที่เข้ามายังภูเก็ตภายใต้โครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์มีจำนวน 6 สายการบิน เมื่อรวมสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิค จะมีทั้งหมด 7 สายการบิน

สุดสลดเจอศพ พ่อ-ลูกสาว เพิ่งจบ.ปตรี เครียดไม่มีเงินใช้หนี้ ญาติไม่มีให้ยืม

สุดสลดเจอศพ พ่อ-ลูกสาว เพิ่งจบ.ปตรี เครียดไม่มีเงินใช้หนี้ ญาติไม่มีให้ยืม

สุดสลดพ่อ-ลูกสาวเพิ่งจบปริญาตรี เครียดไม่มีเงินใช้หนี้กู้ยืมมาใช้ระหว่างเรียน ปรึกษาพ่อก็ไม่มีจะให้ลูก ด้วยความรักลูกมาก พากันออกหาหยิบยืมญาติก็ไม่มีใครมีให้ สุดท้ายเจอทั้งคู่อยู่ในป่ากระถิน

วันที่ 4 ส.ค.2564 พ.ต.ต.สยาม อินทร์น้อย สารวัตร(สอบสวน) สภ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ รับแจ้งพบศพชาย-หญิงเสียชีวิตอยู่ในป่าละเมาะท้ายหมู่บ้านข้างโรงงานผลิตตัวตัดเทป ที่ตัดเทป อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ จึงประสานแพทย์ ตำรวจพฐ. แล้วรุดไปตรวจสอบพร้อมฝ่ายสืบสวนและหน่วยกู้ภัย

ที่เกิดเหตุพบศพชาย-หญิงอยู่ใต้ต้นกระถิน มีเชือกไนล่อนถูกมัดอยู่ที่ลำต้น สอบสวนทราบว่า ทั้งคู่เป็นพ่อ-ลูกกัน บ้านอยู่ อ.เวียงหนองล่อง จ.ลำพูน ผู้เป็นพ่อ อายุ 64 ปี ส่วนลูกสาว อายุ 25 ปี ทั้งคู่เป็นพ่อ-ลูกกัน โดยผู้เป็นภรรยา และ มารดา ให้ข้อมูลว่า สามีรักลูกสาวมากซึ่งเพิ่งเรียนจบปริญญาตรี แล้วมีปัญหารื่องการเงินที่ได้ไปกู้ยืมเงินมาใช้จ่ายจำนวนมากจึงได้มาปรึกษาพ่อเพื่อหาเงินไปใช้หนี้

“แต่พ่อก็ไม่รู้ว่าจะหาเงินที่ไหนมาให้จนเกิดความเครียด ทั้งพ่อทั้งลูกเคยบ่นอยากตาย และพยายามก่อเหตุมาแล้ว แต่ญาติช่วยไว้ทันทั้งคู่ ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา ลูกสาวขี่รถจักรยานยนต์พาพ่อซ้อนท้ายไปขอยืมเงินญาติ 45,000 บาท ญาติก็ไม่มีให้ยืม จากนั้นทั้งคู่พากันกลับแล้วไปกระโดดน้ำแต่ไม่จม แล้วพากันไปหาญาติอีกคนปรับทุกข์ว่าไม่อยากอยู่แล้ว จนกระทั่งมีชาวบ้านมาพบศพทั้งคู่”

จากนั้นเจ้าหน้าที่นำศพส่งรพ. พร้อมสอบสวนดำเนินการตามกฎหมาย ก่อนให้ครอบครัวรับศพกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

ช่างทาสี หายตัวปริศนานานกว่า 4 วัน จ.พังงา

ช่างทาสี หายตัวปริศนานานกว่า 4 วัน จ.พังงา

ช่างทาสี หายตัวปริศนา นาน 4 วัน ที่จังหวัดพังงา ญาติและคนในพื้นที่ช่วยกันตามหา แต่ยังไร้วี่แวว ที่สำคัญผู้ที่หายตัวไปมีอาการหวาดระแวง และกังวลว่าจะมีคนมาฆ่าตัวเองตลอดเวลา

ชาวบ้านในพื้นที่ บ้านทับยาง หมู่ 9 ตำบลท้ายเหมือง อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ระดมกำลังออกช่วยกันออกตามหา นายสุทิน ช่วยพลัง อายุ 55 ปี อาชีพช่างทาสี ที่หายออกจากบ้านซอยวัดพระหนอ ไปตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยผู้ที่พบเห็นครั้งสุดท้ายที่ร้าน เทปใส เทปกาว ก่อนจะหายตัวไป เล่าว่าเห็นนายสุทินเดินสะพายกระเป๋าแกว่งมีด เดินผ่านแปลงผักไป เขาจึงถามว่า “จะไปไหน” นายสุทิน ก็ไม่ได้ตอบ ทำท่าเพียงแค่ยกมีดชี้ไปทางป่าเสม็ด แต่ตอนนั้นตนก็ไม่ได้สนใจอะไร

ขณะที่น้องชายของนายสุทิน บอกว่าพี่ชายได้มาขออาศัยนอนที่บ้าน 4-5 วัน ก่อนที่หายตัวไป ตอนนั้นรู้สึกผิดสังเกต เพราะพี่ชายลักษณะเหมือนกลัว ๆ หวาดระแวงอะไรบางอย่าง และมักพูดว่าจะมีคนมาทำร้าย กระทั่งมาทราบว่าพี่ชายหายออกไป โดยวันที่หายตัวไป พี่ชายสวมเสื้อยืดคอกลมสีกะปิ กางเกงยีนส์ขาสั้นสีฟ้า ไม่สวมรองเท้า สะพายย่าม ในย่ามมีกระเป๋าใส่ยา เนื่องจากมีโรคประจำตัว และยังพกมีดยาวประมาณ 50 เซนติเมตร ติดตัวออกไปด้วย

ด้านภรรยาของนายสุทิน ที่ออกมาตามหาสามีเช่นกัน ยืนยัน ว่าสามีไม่ได้มีอาการทางประสาท ไม่เคยมีปัญหากับใคร และไม่ติดยาเสพติด เรื่องที่เกิดขึ้นก็ทำให้เธอแปลกใจเหมือนกัน ว่าเพราะอะไรสามีถึงได้หายตัวไป และก็ยังได้ยืนยันตรงกับน้องชายนายสุทินว่า ก่อนหน้านี้คนเป็นสามีก็มักจะพูดบ่อยครั้งว่ามีคนจะมาตามฆ่า

ล่าสุดทางครอบครัวได้เชิญหมอไสยศาสตร์ หญิงชาวมอญ มาทำพิธีจุดธูปเทียน บริเวณหน้าบ้าน เพื่อขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเปิดทางให้หานายสุทินเจอ ตามความเชื่อของครอบครัว จากจุดธูปเสร็จ หมอไสยศาสตร์ ได้ชี้ไปที่บริเวณแปลงผัก อยู่ห่างจากบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 2 กิโลเมตร ซึ่งตรงกับคำบอกเล่าของคนที่เจอนายสุทินเป็นคนสุดท้าย ซึ่งก็ต้องตามต่อว่านายสุทิน จะหายตัวไปที่ใด จะหายเข้าไปในป่าหลังแปลงผักจริงหรือไม่ โดยชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ยังคงระดมกำลังกันค้นหาอย่างต่อเนื่อง