shadow

เมียโดด2ชั้นหนีตาย! ‘ดต.’ฉุนโหด กราดยิงทั่วบ้าน แม่ยายเจ็บ ก่อนระเบิดสมองฆ่าตัว

 

 

 

 

 

 

 

 

ดต.ทะเลาะกับเมียอย่างรุนแรง ก่อน กราดยิง ภายในบ้าน กระสุนถูกแม่ยายเจ็บสาหัส เมียกระโดดชั้น2 หนีตาย ก่อนปิดประตูห้องระเบิดหัวฆ่าตัว ตำรวจเร่งเข้าช่วยนำส่งโรงพยาบาล แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตได้และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

เมื่อวันที่ 6 ส.ค. พ.ต.ท.ประสิทธิ์ แก้วกิ้ม สว.สอบสวน สภ.ขุนทะเล เปิดเผยว่า เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ได้รับแจ้งเหตุยิงกันที่บ้านเลขที่ 82/20 ม.9 ต.ขุนทะเล อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี หลังรับแจ้งจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและรุดไปตรวจสอบพร้อมพ.ต.อ.วิชอบ เกิดเกลี้ยง รอง ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี พ.ต.อ.นิวัติ สุวรรณสิงค์ ผกก.สภ.ขุนทะเล เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน 8 สุราษฎร์ธานี และมูลนิธิกุศลศรัทธา

ที่เกิดเหตุเป็นอาคารพานิชย์2 คูหา 2 ชั้น ที่อยู่เเถวร้านจำหน่ายกล่องใส่เมล่อน รับสกรีนกล่องเมล่อนราคาถูก โดยชั้นล่างเปิดเป็นร้านขายของชำ ส่วนด้านบนเป็นที่อยู่อาศัย ขณะเจ้าหน้าที่เข้าถึงที่เกิดเหตุยังคงได้ยินเสียงปืนดังเป็นระยะๆ และทราบว่ามีผู้บาดเจ็บเป็นหญิง 1 ราย แต่กู้ภัยไม่สามารถเข้าไปนำคนเจ็บส่งโรงพยาบาลได้ เนื่องจากยังได้ยินเสียงปืนอยู่

ต่อมาเมื่อเหตุการณ์สงบ เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบภายในบ้านพบนางราตรี ล้อมลิ้ม อายุ 70 ปี ถูกยิงด้วยอาวุธปืนเข้าที่สะโพก 1 นัด ได้รับบาดเจ็บ และบริเวณห้องนอนชั้น 2 พบผู้บาดเจ็บเป็นชาย 1 ราย ทราบชื่อคือ ด.ต.ฐานันต์ มีสาย อายุ 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 80/20 ม.9 ต.ขุนทะเล อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี ตำแหน่ง ผบ.หมู่ (จร.) ทำหน้าที่สายตรวจ สภ.ขุนทะเล จ.สุราษฎร์ธานี

สภาพนอนเลือดท่วมหน้าอยู่บนที่นอน มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนเข้าที่ขมับด้านขวา ภายในที่เกิดเหตุพบอาวุธปืนพกสั้น ชนิด 9 มม. ของทางราชการ 1 กระบอก พร้อมซองบรรจุกระสุนภายในปืน 1 อัน ซองบรรจุกระสุน อีก 2 อัน ปลอกกระสุน 16 ปลอก และหัวกระสุนอีกจำนวนหนึ่ง จึงเร่งนำส่งโรงพยาบาลก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อ เนื่องจากทนพิษบาดแผลไม่ไหว

จากการสอบสวนทราบว่า ด.ต.ฐานันต์ได้มีปากเสียงกับนางวนิดา มีสาย อายุ 40 ปี อาชีพค้าขาย ซึ่งเป็นภรรยา จนนางวนิดาได้หนีเข้าไปอยู่ภายในห้องนอนของลูกสาววัย 10 ขวบ ด.ต.ฐานันท์จึงใช้อาวุธปืนพกสั้น ชนิด 9 มม.กระหน่ำยิงใส่ที่ลูกบิดประตู จนสามารถพังประตูเข้าไปได้ แต่ไม่พบนางวนิดาแล้ว เนื่องจากได้ตัดสินใจกระโดดจากหน้าต่างชั้น 2 ตกลงมาจนบาดเจ็บ

สอบสวนทราบอีกว่า จากนั้น ด.ต.ฐานันต์คิดว่านางวนิดาอยู่ในห้องของนางราตรี ซึ่งเป็นแม่ยาย จึงได้ยิงใส่จนกระสุนถูกนางราตรีบาดเจ็บ ก่อนที่ด.ต.ฐานันท์ได้ใช้ปืนดังกล่าวยิงภายในบ้านอีกหลายนัด และเก็บตัวอยู่ในห้องนอนของตัวเอง และตัดสินใจใช้ปืนดังกล่าวจ่อยิงขมับตัวเองเพื่อฆ่าตัวตาย

ทหาร-ตำรวจ ปิดซอยไล่ล่า กลุ่มโจ๋วัยใส ตั้งก๊วนดูดกัญชาข้างโรงเรียนชื่อดัง!

 

 

 

 

 

 

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร สนธิกำลัง ไล่ล่ากลุ่มโจ๋วัยรุ่น ยึดตรอกข้างโรงเรียนเอกชนชื่อดังเเถวร้านจำหน่ายน้ำสลัดครีม ชีสดิปหลาสรสปลีก-ส่งรายใหญ่กลางเมืองฉะเชิงเทรา ทำการมั่วสุมดูดกัญชา!

เมื่อเวลา 23.20 น. ของคืนวันที่ 1 สิงหาคม 2561 พ.ต.ต.ภูเบศร์ เขจรลัย สารวัตรป้องกันและปราบปรามสถานีตำรวจภูธรเมืองฉะเชิงเทรา พร้อมด้วย ร.ต.อ.อัณณพ จันทร์ภักดี รองสารวัตรป้องกันและปราบปรามสถานีตำรวจภูธรเมืองฉะเชิงเทรา และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร ชุดรักษาความสงบเรียบร้อย กองพลทหารราบที่ 11 ซึ่งนำโดย ร.อ.อนุกูล วงษ์แม่น้อย ทำการปิดตรอกไม่มีชื่อ ติดกับรั้วของโรงเรียนเอกชนชื่อดังของจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยตรอกแห่งนี้มีลักษณะคล้ายใยแมงมุม มีแหล่งชุมชนพักอาศัย มีทางเข้าออกหลายทาง ซึ่งเชื่อมโยงกับถนนสรรค์ประศาสน์ ถนนศุภกิจ ถนนวัชรา และถนนศุภกิจ ซอย 2 เพื่อทำการลาดตระเวนและตรวจสอบกลุ่มวัยรุ่นขาโจ๋ ที่หลบหนีการตรวจของเจ้าหน้าที่ทหาร

โดยก่อนหน้านี้ได้มีชาวบ้านเข้าร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่ หลังสุดทนพฤติกรรมกลุ่มวัยรุ่นต่างถิ่นที่นำรถจักรยานยนต์ท่อดังนับสิบคันมาจอดปิดกีดขวางทางเข้าออก และ นั่งรวมกลุ่มมั่วสุมดูดยา กันบริเวณหน้าร้านขายน้ำสลัดครีม ชีสดิปหลาสรสภายในตรอกแห่งนี้เป็นประจำเกือบทุกวัน มีตั้งแต่ 5 คนไปจนถึง 20 คน ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับสังคมในชุมชนดังกล่าว

ด้าน ร.อ.อนุกูล วงษ์แม่น้อย หัวหน้าชุดรักษาความสงบเรียบร้อย กองพลทหารราบที่ 11 จึงได้ออกลาดตระเวนเข้ามาในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อมุ่งหน้าไปทางวัดแหลมใต้ แต่ช่วงที่ผ่านตรอกแห่งนี้ก็พบกลุ่มวัยรุ่นมากกว่า 5 คน กำลังนั่งมั่วสุมกันอยู่ภายในตรอกดังกล่าว จึงได้จอดรถเพื่อลงไปตรวจสอบ

แต่เมื่อกลุ่มวัยรุ่นเห็นเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาจึงวิ่งหลบหนีบางส่วนและบางส่วนได้ขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปออกตามจุดที่เชื่อมโยกกับถนนสายต่างๆ โดยทิ้งรถจักรยานยนต์ไว้ 2 คัน ซึ่งภายหลังทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดไว้ที่สถานีตำรวจเพื่อตรวจสอบหลักฐาน นอกจากนี้เมื่อทำการตรวจสอบในบริเวณที่กลุ่มวัยรุ่นนั่งมั่วสุมกันอยู่พบมีดจำนวน 2 เล่ม และอุปกรณ์การดูดกัญชา 1 อัน ทางเจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจยึดไว้เป็นหลักฐาน ในขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารเข้าเตือนร้านขายของชำในบริเวณนั้น หลังสืบทราบว่ามีการลักลอบจำหน่ายบุหรี่แบบแบ่งขายให้กับกลุ่มวัยรุ่นที่มานั่งมั่วสุมในบริเวณนี้ ว่ามีความผิดตามกฎหมายให้หยุดกระทำ ทั้งในส่วนของการแบ่งจำหน่ายบุหรี่ และ ขายบุหรี่ให้กับเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี

ลูกน้องแฉ อ้วน ลั่นไกเอง จากจะอุ้ม-เป็นฆ่า หึงเห็น สปาย-ฟอส สนิทเกิน

 

 

 

 

 

 

 

ลูกน้องแฉสิ้น “เสี่ยอ้วน” ลั่นไกเอง จากเดิมจะแค่อุ้ม แต่ไปเห็นภาพบาดตา”สปาย-ฟอส”จู๋จี๋กัน เลยรัวไม่ยั้ง ตร.รวบโชเฟอร์พาหนีไปส่งที่ชายแดน จากนั้นเปลี่ยนเป็นรถกระบะขับกลับสระแก้ว แล้วจอดทิ้งข้างทางลวงตำรวจ “บิ๊กอวบ” คุมตัวไปชี้จุดทิ้งปืนไม่ไกลจุดเกิดเหตุ ส่วนไอ้แม็กที่ถูกออกหมายจับขอมอบตัวที่ภูเก็ต เหลือต้องล่าอีก 2 คน แม่ร่ำไห้เผาศพน้องสปาย ส่วนป้าน้องฟอสเผยอีกไม่กี่วันหลานมีกำหนดจะไปอยู่ด้วยกันที่ญี่ปุ่นแต่มาถูกยิงตายเสียก่อน

จากคดีกลุ่มคนร้ายลอบสังหารโหด น.ส.ปวีณา หรือสปาย นาเมืองรักษ์ และนายอนันตชัย หรือฟอส จริตรัมย์ เพื่อนสาวนะยะ เสียชีวิตบริเวณลานจอดรถฝั่งตรงข้ามพระพุทธรูปแกะสลักหน้าผาเขาชีจรรย์ที่อยู่เเถวร้านจำหน่ายน้ำสลัดและชีสดิปหลากรสรายใหญ่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 29 ก.ค. ต่อมาตำรวจจับคนชี้เป้าได้และให้การซัดทอดถึงผู้บงการคือ นายปัญญา ยิ่งดัง หรือฉายา “เสี่ยอ้วน บางลา” คนดังวงการสถานบันเทิงใน จ.ภูเก็ต สาเหตุจากเรื่องชู้สาว ต่อมาศาลจังหวัดพัทยาออกหมายจับเสี่ยอ้วนพร้อมพวก โดยพบเบาะแสหนีข้ามชายแดนไปกบดานที่ประเทศเพื่อนบ้าน ตามข่าวที่เสนอไปแล้ว

ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 2 ส.ค. พล.ต.ต. สุรจิต ชิงนวรรณ์ ผบก.ตร.ภ.จว.สระแก้ว พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบ บช.ภาค 2 เข้าปิดล้อมที่บ้านหนองนกกระเรียน ต.ท่าเกษม อ.เมืองสระแก้ว หลังทราบว่า นายเกียรติศักดิ์ หรือเจมส์บอนด์ หรือบอนด์ สุรางแสงมีบุญ อายุ 35 ปี 1 ในทีมผู้ต้องหาฆ่าน.ส.ปวีณาและนายอนันตชัย หลบมากบดานอยู่ภายในบ้านของแม่ตัวเอง กระทั่งผู้ต้องหายอมมอบตัวในที่สุด

สอบสวนนายเกียรติศักดิ์ให้การว่า ไม่ได้มีส่วนร่วมก่อเหตุฆาตกรรมดังกล่าวด้วย ทำหน้าที่เพียงคนขับรถเท่านั้น หลังเกิดเหตุขับรถพานายปัญญาไปส่งที่บ้านคลอง 13 ต.เขาสามสิบ อ.เขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว จากนั้นมีคนมารับตัวพาหนีไปต่อ โดยนายปัญญามอบเงินให้ 1 แสนบาท เพื่อใช้ในการหลบหนี แต่ระหว่างทางรถกระบะโตโยต้า วีโก้ สีบรอนซ์ ทะเบียน บท 3631 ภูเก็ต ที่ขับมาเกิดอุบัติเหตุตกถนนบริเวณด้านหลัง อบจ.สระแก้ว จึงหลบมาซ่อนตัวที่บ้านแม่กระทั่งถูกตำรวจบุกเข้าจับกุมตัวในที่สุด เจ้าหน้าที่จึงคุมตัวไปสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้งที่ บช.ภาค 2 จ.ชลบุรี

ต่อมาเวลา 15.30 น. ที่สภ.นาจอมเทียน จ.ชลบุรี พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผบ.ตร. พร้อมด้วยพล.ต.ท.จิตติ รอดบางยาง ผบช.ภ. 2 พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผบก.ภ.จว.ชลบุรี พ.ต.อ.อาทร ชิ้นทอง ผกก.สภ.นาจอมเทียนเ ได้ร่วมกันติดตามความคืบหน้าคดี และสอบปากคำนายเกียรติศักดิ์ สุรางแสงมีบุญ อายุ 35 ปี หรือเจมส์บอนด์ ผู้ต้องหาตามหมายจับข้อหา ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร หลังถูกจับกุมได้เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา ที่บ้านพัก จ.สระแก้ว และสามารถยึดรถฮอนด้า ซีอาร์วี ทะเบียน กล 9444 ภูเก็ต ได้ที่อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ รถของนายปัญญา ยิ่งดัง หรือเสี่ยอ้วน และเป็นรถคันที่ใช้ก่อเหตุยิงผู้เสียชีวิตทั้ง 2 คน รวมถึงรถกระบะ สีบรอนซ์ ทะเบียน บท 3631 ภูเก็ต ที่กลุ่มคนร้ายสับเปลี่ยนในการหลบหนี แต่เกิดอุบัติเหตุในจ.สระแก้ว

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ เปิดเผยว่า ภายหลังจับกุมนายเกียรติศักดิ์ได้รับสารภาพว่าเป็นคนขับรถพาทีมสังหารก่อเหตุและหลบหนี ที้งนี้ยังพบแผ่นป้ายทะเบียนป้ายแดง ที่คนร้ายใช้สวมทับเพื่ออำพรางป้ายรถฮอนด้าซีวิคขณะก่อเหตุ พร้อมปืน ขนาด 9 ม.ม.ได้ 2 กระบอก ขนาด.38 ได้ 1 กระบอก และ.357 จำนวน 1 กระบอก พร้อมกระสุนปืน 129 นัด ทั้งหมดถูกโยนทิ้งที่ป่าละเมาะ ข้างทางรถไฟ หลังสภ.พลูตาหลวง จ.ชลบุรี นำส่งเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานให้ตรวจสอบ

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ เปิดเผยต่อว่า คาดว่ามีผู้ร่วมขบวนการนี้ ไม่ต่ำกว่า 3 คน หลังก่อเหตุเสร็จคนร้ายทั้งหมดก็มุ่งมายังจุดนี้พร้อมกับทิ้งอาวุธปืน ลูกกระสุนปืน และถอดป้ายทะเบียนรถไว้ที่นี่เลย จากการสอบสวนก็ทราบว่าเสี่ยอ้วนก็อยู่ในรถด้วย

“ส่วนเส้นทางการหลบหนีก็มีอยู่เส้นทางเดียว คือเส้นทางมุ่งหน้าไปทางจังหวัดจันทบุรี และมุ่งหน้าไปยังด่านอ.สระแก้วเลย ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ ส่วนรถกระบะที่พบที่อ.สระแก้วก็เป็นรถอีกคันหนึ่งที่ใช้ในการก่อเหตุ ซึ่งบางช่วงเสี่ยอ้วนก็ไปกับรถกระบะด้วย เป็นการสลับเปลี่ยนรถ คือเสี่ยอ้วนก่อนลงมือก่อเหตุได้อยู่บนรถยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีอาร์วี ก่อนจะมีการสลับรถมานั่งที่รถกระบะ ก่อนที่นายบอนด์จะขับรถฮอนด้า ซีอาร์วีหลบหนี และก็ทำทีว่ารถนั้นเกิดอุบัติเหตุ แต่เป็นการขับที่นายบอนด์ตั้งใจขับรถลงข้างทางเอง แล้วน่าเชื่อว่าจะมีรถอีกคันมารับ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบ ” รองผบ.ตร.กล่าว

ด้านพล.ต.ท.จิตติ เปิดเผยว่า นายบอนด์ได้รับสารภาพว่าค่าจ้างในการขับรถจากภูเก็ต มาที่จังหวัดชลบุรีครั้งนี้ 1 แสนบาท นายบอนด์ไม่รู้มาก่อนว่าการมาชลบุรีครั้งนี้ จะมาทำอะไร แต่หลังจากเสร็จงานเสี่ยอ้วนเป็นคนให้เงินเองกับมือ หลังจากที่นายบอนด์ได้ไปส่งเสี่ยอ้วนที่ชายแดน ในขณะนี้เหลือผู้ร่วมขบวนการอีกเพียง 2 คนเท่านั้น ส่วนนายจิรศักดิ์ อุนัยบัน อายุ 34 ปี ชาวภูเก็ต ผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับในคดีเดียวกัน ได้ติดต่อเข้ามอบตัวกับตำรวจแล้วในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งตำรวจจะนำตัวเดินทางมาที่ สภ.นาจอมเทียน พื้นที่เกิดเหตุ คาดว่าจะเดินทางมาถึงในคืนนี้เวลาประมาณ 22.00 น.

ส่วนกรณีที่รถกระบะเกิดอุบัติเหตุจนต้องจอดทิ้งไว้ในพื้นที่สระแก้ว จะเป็นแผนลวงเจ้าหน้าที่หรือไม่นั้น พล.ต.ท.จิตติกล่าวว่า มีความเป็นไปได้ เบื้องต้นทราบว่า กลุ่มผู้ร่วมก่อเหตุทั้งหมดเป็นลูกน้องของนายปัญญาที่ทำงานในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ก่อนก่อเหตุนายเกียรติศักดิ์เป็นผู้ขับรถซีอาร์วีมาจาก จ.ภูเก็ต ส่วนนายปัญญานั่งเครื่องบินมา

“สำหรับพฤติการณ์ของกลุ่มคนร้าย มีการขับรถตามกันมา 2 คัน โดยนายจิรศักดิ์ หรือแม็ก เป็นคนขับรถโตโยต้า ยาริส สีขาว เป็นรถนำรถและคอยดูลาดเลา ขณะที่นายเกียรติศักดิ์ หรือบอนด์ ที่เพิ่งถูกจับกุมวันนี้ เป็นคนขับรถฮอนด้า ซีอาร์วี ตามมา เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุ คนร้ายขับรถฮอนด้า ซีอาร์วี จอดต่อท้าย รถผู้เสียชีวิต ก่อนที่คนร้ายจะลงจากรถมา 2 คน พร้อมประกบยิงนายอนันตชัย และน.ส.ปวีณา ก่อนขึ้นรถหลบหนีไปขณะเสี่ยอ้วนนั้นขณะนี้อยู่ระหว่างหลบหนีและยังไม่ได้ติดต่อเข้ามามอบตัวแต่อย่างใด โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ” ผบช.ภาค 2 กล่าว

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่อีกชุด นำรถยนต์ฮอนด้า ซีอาร์วี สีขาว ทะบียน กล 9444 ภูเก็ต ของนายปัญญาที่นำไปจอดทิ้งไว้ที่บ้านเกิดใน อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ และรถกระบะโตโยต้า วีโก้ สีบรอนซ์ ทะเบียน บท 3631 ภูเก็ต ที่ตกถนนในพื้นที่ จ.สระแก้ว ไปยังสภ.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ท้องที่เกิดเหตุ เพื่อให้เจ้าหน้าที่พฐ. ตรวจหารอยนิ้มมือแฝงของกลุ่มคนร้านเป็นหลักฐานในการดำเนินคดี

รายงานข่าวจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนแจ้งว่า จากการสอบปากคำผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมให้การว่า ก่อนเกิดเหตุนายปัญญาถือปืนลงจากรถ และตั้งใจจะอุ้มน.ส.ปวีณา แต่มาเจอภาพบาดตาบาดใจที่สนิทสนมกับนายอนันตชัย จนเกิดมีปากเสียงกับน.ส.ปวีณา กระทั่งบานปลายจนกระหน่ำยิงผู้เสียชีวิตทั้งคู่แล้วหลบหนีไป จ.สุรินทร์ เพื่อที่จะผ่านด่านช่องจอม แต่ไม่สามารถออกไปได้ จึงหลบหนีกลับออกมาทางช่องทางธรรมชาติที่ จ.สระแก้ว จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตรวจพบสัญญาณโทรศัพท์มือถือของนายปัญญาโผล่อยู่ฝั่งประเทศกัมพูชา

วันเดียวกันที่เมรุวัดป่านาตาล ต.นาตาล อ.ท่าคันโท จ.กาฬสินธุ์ ครอบครัว ญาติพี่น้อง และชาวบ้าน ช่วยกันเคลื่อนศพน.ส.ปวีณาไปประกอบพิธีฌาปนกิจ ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า

นางวันเพ็ญ นาเมืองรักษ์ อายุ 41 ปี แม่ของน.ส.ปวีณาที่ยังอยู่ในอาการเศร้าโศกเสียใจเป็นลมล้มพับหลายรอบจนญาติพี่น้องต้องมาช่วยประคับประคอง เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า ตั้งแต่เด็กจนโตลูกสาวเป็นคนเลี้ยงง่าย ไม่ดื้อ ไม่ซน แม้ว่าจะเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นไม่เคยประพฤติตัวเสียหายและเพื่อนฝูงที่คบส่วนใหญ่เป็นสาวประเภทสอง แม้จะหน้าตาดีได้ตำแหน่งเป็นธิดาท่าคันโท ธิดาวังสามหมอ และรองชนะเลิศการประกวดธิดาแพรวาของ จ.กาฬสินธุ์ แต่ไม่เคยมีปัญหาเรื่องคนมาติดพัน โดยครอบครัวหวังให้ได้เรียนสูงๆ จบปริญญา ซึ่งลูกสาวเลือกเรียนคณะนิติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี แต่เรียนได้เพียง 1 ปี ก็หยุดเรียนเพราะต้องการหาเงินมาดูแลครอบครัว โดยมักพูดอยู่เสมอว่าอยากให้พ่อแม่สบายไม่อยากให้ลำบาก แต่วันนี้ลูกสาวไม่อยู่แล้ว ครอบครัวเหมือนขาดเสาหลักไป ทุกๆ คนยังเสียใจ เรื่องอนาคตยังไม่คิดอะไร คิดไม่ออก

นางวันเพ็ญกล่าวว่า ตั้งแต่ไปรับร่างไร้วิญญาณของลูกสาวกลับมาบ้าน ตลอดระยะเวลาเดินทางจาก อ.สัตหีบ มาที่ อ.ท่าคันโท จะได้ยินเสียงสะอื้นร้องไห้อยู่เป็นระยะๆ และยังคล้ายกับมีคนมาสวมกอด นอกจากนี้หลังการตั้งศพบำเพ็ญกุศลช่วงกลางดึกยังได้ยินเสียงสะอื้นไม่หยุด จะทำอะไรก็จะได้ยินเสียงตลอดเวลา จนเวลาตีสามจึงตัดสินใจเคาะโลงศพบอกลูกให้เข้มแข็ง อย่าร้องไห้ ไม่ได้สอนให้อ่อนแอ เสียงนั้นจึงเงียบไป ขณะที่น้องชายและลูกหลานหลายคน บอกว่าเห็นภาพใบหน้าของสปายชุ่มไปด้วยเลือดเดินวนเวียนอยู่รอบบ้าน ญาติพี่น้องเชื่อว่าวิญญาณของลูกสาวยังคงอาฆาตและแค้นที่ถูกฆ่า

นางสุภาพร โมริ อายุ 46 ปี ป้าของนายอนันตชัยที่มาร่วมพิธีฌาปนกิจด้วย กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ตำรวจจับกุมตัวคนร้ายได้บางส่วนแล้ว แต่ยังเสียใจที่ต้องสูญเสียหลานทั้งสองคน โดยเฉพาะนายอนันตชัยที่กำลังจะเดินทางไปอยู่ด้วยที่ประเทศญี่ปุ่นในวันที่ 7 ส.ค.นี้ ในส่วนของบทลงโทษขอให้เป็นไปตามกระบวน การตามกฎหมาย และไม่ขอจองเวรจองกรรมกับคนร้ายอีก

น.ส.ปิติศิริ กุหลาบวงษ์ เพื่อนร่วมวงการประกวดนางงาม กล่าวว่า เป็นเพื่อนสนิทกับน.ส.ปวีณาและเป็นกลุ่มที่เดินสายไปร่วมประกวดในหลายเวที แต่ก็ไม่คิดว่าเพื่อนรักต้องมาจบชีวิตแบบนี้ รู้สึกเสียใจมากเพราะเป็นคนนิสัยดี ไม่เอาเปรียบใคร ขอให้ตำรวจดำเนินคดีกับคนที่ลงมือฆ่าเพื่อนด้วย และขอให้เพื่อนไปเป็นนางฟ้าบนสวรรค์

แม่ร้องไห้จนเป็นลม ลูกชายวัย 16 ถูกพ่วงทับดับขณะกลับจาก ร.ร. ครูเล่านาทีสยอง

 

 

 

 

 

 

 

วันที่ 2 ส.ค. ร.ต.อ.โสธร สุขแก้ว รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท ได้รับแจ้งเกิดเหตุรถบรรทุกพ่วงเฉี่ยวชนเด็กนักเรียนเสียชีวิต บนถนนสาย 340 บริเวณหมู่ 7 ก่อนถึงโรงงานผลิต EPE โฟมหรือโฟมกันรอย ต.แพรกศรีราชา อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูชัยนาท และแพทย์เวรโรงพยาบาลสรรคบุรี

ที่เกิดเหตุพบศพ นายเอ (นามสมมุติ) อายุ17 ปี นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนคุรุประชาสรรค์ อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท สภาพร่างแหลกเหลว นอนจมกองเลือด ห่างกันประมาณ 5 เมตร พบรถจยย.ฮอนด้าแดช สีน้ำเงินส้ม แต่งซิ่งทั้งคัน ทะเบียน กฉง 770 ชัยนาท สภาพไฟท้ายแตก เฟรมด้านข้างหลุด พลิกคว่ำอยู่ ส่วนรถคู่กรณีเป็นรถพ่วง 18 ล้อ สีขาว ยี่ห้ออีซูซุ หัวลากทะเบียน 70-4155 ตาก ตัวพ่วงทะเบียน 70-4156 ตาก จอดอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 100 เมตร มีร่องรอยการชนที่ล้อหลังของรถพ่วง โดยมี นายสนอง ตาละสา อายุ 52 ปี เป็นคนขับ ขณะที่แม่และญาติผู้เสียชีวิตเดินทางมาถึงเกิดเหตุ ต่างร้ำไห้โฮจนเป็นลมล้มพับไป เจ้าหน้าที่จึงต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล

ขณะที่นายสุรพงษ์ ปิ่นแก้ว ครูโรงเรียนคุรุประชาสรรค์ ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ตนขับรถตามหลังรถพ่วงมา พอถึงโรงสีใกล้ถึงทางแยกเข้าโรงเรียน มองเห็นนักเรียนกำลังขับรถออกมา และเด็กพะวงหันไปมองด้านหลังรถเหมือนมีของหล่น ขณะที่รถพ่วงขับผ่านพอดี จึงเสียหลักชนล้อหลังจองรถพ่วงตัวแม่ จนถูกตัวพ่วงเหยียบม้วนร่างเข้าไปใต้ท้องรถเสียชีวิตคาที่

ด้านนายสนอง เล่าว่า ตนขับรถขนไม้ยูคามาจาก จ.กำแพงเพชร จะไปส่งที่ จ.กาญจนบุรี ซึ่งเมื่อถึงที่เกิดเหตุมองไม่เห็นรถของเด็กนักเรียน พอมองผ่านกระจกหลังเห็นเด็กขี่รถจยย.เสียหลักพุ่งเข้ามาชนล้อหลังตัวแม่ จากนั้นถูกตัวลูกทับร่างจนเสียชีวิตแล้ว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำตัวไปสอบปากคำ ก่อนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป